โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ชวนคนไทย 'หวานน้อย' ดูแลรูปร่าง ไม่ได้ทำเพื่อความสวยอย่างเดียว

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เทรนด์การดูแลสุขภาพ Longevity ที่มาแรงในช่วงนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการมีอายุยืนยาว แต่เน้นการมี “อายุสุขภาพที่ยืนยาว” ซึ่งในชีวิตจริงคนไทยต้องเผชิญกับภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) หลายโรคและสะสมความเสี่ยงแบบเงียบ ๆ อยู่โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเรื่องน้ำตาลซึ่งคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงถึง 21 ช้อนชาต่อวัน สูงกว่าคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกที่กำหนดไว้ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวัน1 และน้ำตาลส่วนเกินเหล่านี้ไม่ได้ทำร้ายเราในทันที แต่ค่อย ๆ สะสมความเสี่ยงเป็นภัยเงียบแบบไม่รู้ตัว

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ประกาศนโยบาย และร่วมกับภาคเอกชนในการปรับมาตรฐาน “หวานปกติ = หวาน 50%” เพื่อชวนคนไทยลดการบริโภคน้ำตาลอย่างเหมาะสม และดูแลสุขภาพของตนเองและคนรอบตัวในระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและส่งเสริมสุขภาพของประชาชนในระยะยาว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ไทยจ่ายอ่วม! ‘เบาหวาน’ 2 หมื่นล้าน/ปี เร่งคัดกรอง ช่วยลดโรค NCDs

นอนน้อยกว่า 6 ชม. VS นอนมากกว่า 8 ชม. ส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งคู่

เมื่อน้ำหนักเกินไม่ใช่แค่เรื่องรูปร่างและบิวตี้ สแตนดาร์ด

ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) ในฐานะผู้นำการให้บริการสำหรับอุตสาหกรรมสุขภาพแบบครบวงจรในเอเชีย มองว่า การดูแลสุขภาพไม่ควรถูกตีกรอบอยู่แค่เรื่องรูปลักษณ์ แต่ควรเริ่มจากความเข้าใจร่างกายของตัวเองและป้องกันความเสี่ยงก่อนจะลุกลาม จึงส่งต่อมุมมองใหม่ให้คนไทย ลดหวาน ลดอ้วน ไม่ใช่แค่เพียงเพื่อให้เราดูดีตามบิวตี้ สแตนดาร์ด แต่เพื่อดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและป้องกันตัวเราจากภัยร้ายที่อาจเกิดโดยไม่รู้ตัวอย่างโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) อาทิ โรคอ้วนและโรคเบาหวาน

ข้อมูลด้านสาธารณสุข2,3ระบุว่า

  • BMI ≥ 25 จัดอยู่ในกลุ่มน้ำหนักเกิน
  • BMI ≥ 30 จัดเป็นโรคอ้วน
  • รอบเอวผู้หญิง ≥ 80 ซม. และ ผู้ชาย ≥ 90 ซม. เพิ่มความเสี่ยงเบาหวานและโรคหัวใจ

โดยดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนัก/(ส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร)x(ส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร) นอกจากจากนี้ไขมันที่สะสมบริเวณรอบเอวมีความเกี่ยวข้องโดยตรงต่อภาวะดื้ออินซูลินและระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงขึ้น แม้ภายนอกจะยังดูไม่อ้วนมากก็ตาม

สุขภาพดีอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เฉพาะรูปร่างดี

ในขณะที่เทรนด์รักสุขภาพ การดูแลรูปร่างที่กำลังมาแรง “นวัตกรรมปากกาลดน้ำหนัก incretin-based therapy ซึ่งออกฤทธิ์กระตุ้นทั้งตัวรับ GLP-1 และ GIP” ก็กำลังเป็นกระแสและถูกหยิบมาพูดถึงเป็นอันดับต้น ๆ จากบรรดาอินฟลูเอนเซอร์สายสุขภาพ หรือ สายลดน้ำหนัก ในฐานะทางลัดสู่ความผอมและ
ไอเท็มลดหุ่นแบบเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพย้ำตรงกันว่า นวัตกรรมนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านความงามเป็นหลัก แต่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อดูแลผู้ที่มีภาวะโรคอ้วน หรือผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โดยต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างเคร่งครัด

และควรต้องใช้ควบคู่ไปกับการลดพฤติกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อการมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน เช่น

  • ดื่มน้ำวันละ 8 แก้ว แต่ไม่เป็นเครื่องดื่มหวาน 100% ไปแล้ว 3 แก้ว2
  • กินน้อยลง แต่ไม่ใช่ว่า ยังเลือกอาหารน้ำตาลและไขมันสูง2
  • ไม่นอนดึก ลดเครียดสะสม และขยับร่างกาย7,8

การมีสุขภาพดีจึงไม่ใช่เรื่องของทางลัด แต่เป็นการปรับสมดุลหลายอย่างไปพร้อมกัน

เผย 5 อินไซต์สุขภาพที่หลายคนไม่รู้

  • โรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตกะทันหัน10 โดยพบว่า การเพิ่มขึ้นของดัชนีมวลกายทุก 5 ยูนิตจะเพิ่มความเสี่ยงในการเสียชีวิตกะทันหันร้อยละ 16
  • น้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรัง ทำให้หลอดเลือดอักเสบและเสียความยืดหยุ่นโดยไม่รู้ตัว6,9 ส่งผลให้ความดันโลหิตสูง หัวใจทำงานหนัก เมื่อนานไปอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
    ที่พบบ่อย เช่น โรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมอง4,5
  • การนอนน้อย กระตุ้นฮอร์โมนความหิว ทำให้กินมากขึ้น7
  • ความเครียดเรื้อรัง ทำให้ร่างกายสะสมไขมันได้ง่ายขึ้น8
  • การลดน้ำหนักอย่างเหมาะสม ช่วยลดภาระหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว2,4,9

ท้ายที่สุด ท่ามกลางเทรนด์การดูแลสุขภาพ ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) ย้ำว่า การดูแลน้ำหนักไม่ใช่เรื่องของการผอมให้ทันเทรนด์ แต่คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในอนาคต การเข้าใจร่างกาย รวมถึงการเลือกใช้ตัวช่วยอย่างเหมาะสมและอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ คือ หัวใจของการดูแลสุขภาพที่ยั่งยืน

แหล่งอ้างอิง

1. เตรียมรับแคมเปญ “หวานปกติ=หวาน 50%” เดือนแห่งความรัก กรมอนามัยจับมือเอกชน ปรับมาตรฐานความหวานเครื่องดื่มชง เพื่อสุขภาพคนไทย. (2026). กรมอนามัย. https://anamai.moph.go.th/th/news-anamai/44762

2. Obesity and overweight. (2025). WHO. https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/obesity-and-overweight

3. จุดเริ่มต้น ทำความรู้จักกับร่างกายของตัวเองและเริ่มก้าว. สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย. https://hp.anamai.moph.go.th/web-upload/migrated/files/hp/n3167_5a94373a0e528678999454533cf15327_article_20200717115350.pdf

4. กลุ่มอาการอ้วนลงพุง. (2014). คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล. https://www.si.mahidol.ac.th/th/division/hph/admin/news_files/242_49_1.pdf

5. Obesity: Health consequences of being overweight. (2024). WHO. https://www.who.int/news-room/questions-and-answers/item/obesity-health-consequences-of-being-overweight

6. Inflammation, glucose, and vascular cell damage: the role of the pentose phosphate pathway. (2017). Concepción Peiró, Tania Romacho, Verónica Azcutia, Laura Villalobos, Emilio Fernández, Juan P Bolaños, Salvador Moncada, Carlos F Sánchez-Ferrer. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC4888494/#Abs1
7. Lack of Sleep May Increase Calorie Consumption. (2025). Lauren Fountain, Abhinav Singh, MD, MPH, FAASM. Sleepfoundation. https://www.sleepfoundation.org/sleep-deprivation/lack-sleep-may-increase-calorie-consumption
8. How Too Much Stress Can Cause Weight Gain (and What to Do About It). (2020). Gabrielle Mancella, RD. Orlandohealth. https://www.orlandohealth.com/content-hub/how-too-much-stress-can-cause-weight-gain-and-what-to-do-about-it
9. คุณเคยรู้จัก ภาวะการแข็งตัวของหลอดเลือดแดง (Arterial stiffness) หรือไม่?. (2021). กภ. สรินดา ศาตะมาน. https://pt.mahidol.ac.th/

10. โรคอ้วนและโรคหัวใจและหลอดเลือด [บทความวิชาการ]. (2024). ศราวุธ ลิ้มประเสริฐ. J Med Health Sci Vol.31 No.1 April 2024. https://he01.tci-thaijo.org/index.php/jmhs/article/download/268808/182263/1208077

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...