โศกนาฏกรรมซ้ำซาก
โศกนาฏกรรมช่วงต้นปี 2569 ได้กลายเป็นบาดแผลแห่งความสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่ออุบัติเหตุร้ายแรงเกิดขึ้นซ้อนกันสองจุดใหญ่ ทั้งในโครงการรถไฟความเร็วสูง อ.สีคิ้ว และโครงการทางยกระดับ M82 บนถนนพระราม 2 จากสองเหตุการณ์คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์และคนงานรวมกว่า 34 ชีวิต ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง ความสูญเสียมหาศาลนี้ไม่ได้เป็นเพียงอุบัติเหตุสุดวิสัย แต่คือเสียงสะท้อนจากรอยร้าวในมาตรฐานความปลอดภัยและระบบการกำกับดูแลที่ถูกปล่อยปละละเลยมานาน
จุดร่วมที่น่าตกใจของทั้งสองเหตุการณ์คือ อุบัติเหตุเกิดขึ้นในช่วง "การเคลื่อนย้ายอุปกรณ์" ซึ่งในทางวิศวกรรมคือนาทีวิกฤตที่ต้องการความแม่นยำสูงสุด การถล่มของโครงสร้างเหล็กและแบบหล่อในจังหวะนี้บ่งบอกถึงความบกพร่องในการคำนวณสมดุล ความล้าของวัสดุอุปกรณ์ และที่สำคัญที่สุดคือความบกพร่องในการควบคุมงานระดับปฏิบัติการ การที่ทั้งสองโครงการอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของบริษัทยักษ์ใหญ่รายเดียวกัน ยิ่งตอกย้ำคำถามถึง "ระบบตรวจสอบภายใน" ว่ามีประสิทธิภาพจริงหรือเป็นเพียงกระดาษที่ไร้ความหมายในไซต์ก่อสร้าง
ที่ผ่านมา สังคมไทยคุ้นชินกับภาพการลงโทษแบบ "ประนีประนอม" จากกระทรวงคมนาคม ไม่ว่าจะเป็นการสั่งพักงานชั่วคราวหรือการปรับเงิน ซึ่งเมื่อเทียบกับมูลค่าสัญญาระดับหมื่นล้านบาทและชีวิตที่ประเมินค่าไม่ได้ มาตรการเหล่านั้นจึงไม่ต่างจากการ "ลูบหน้าปะจมูก" และไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ผู้รับเหมาปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างยั่งยืน การละเลยซ้ำซากจึงกลายเป็นวงจรที่รอวันระเบิดออกมาเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหม่
อย่างไรก็ตาม คำสั่งล่าสุดจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ที่ให้บอกเลิกสัญญาและ "ขึ้นบัญชีดำ" (Blacklist) บริษัทผู้รับเหมา ถือเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่เด็ดขาด การตัดสิทธิ์จากการเป็นคู่สัญญากับภาครัฐคือ "ยาแรง" ที่กระทบถึงโครงสร้างธุรกิจโดยตรง ซึ่งหากดำเนินการอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง จะเป็นสัญญาณเตือนไปยังผู้ประกอบการทุกรายว่า "กำไรของบริษัทต้องไม่แลกมาด้วยความตายของประชาชน" รัฐบาลต้องยกระดับมาตรฐานหน้างานโดยไม่ต้องเกรงใจอิทธิพลของผู้รับเหมา และเปลี่ยนระบบการประมูลงานจากการเน้น "ราคาต่ำสุด" มาเป็นการเน้น "คะแนนความปลอดภัยสูงสุด" เพื่อให้การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยก้าวข้ามผ่านประวัติศาสตร์อันเลวร้าย และสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนในทุกการเดินทางอย่างแท้จริง
#เครนถล่ม #สีคิ้ว #พระราม2 #รถไฟ