โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จากอมรัตน์สู่ป้าตือ: สำรวจการเมืองเรื่องเพศ ที่มากกว่าเรื่องของเฟมประสาทแดก และกะเทยเรื่องมาก

The Momentum

อัพเดต 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 20.35 น. • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

ตลอดช่วงสัปดาห์นี้ หากใครที่ติดตามการเมืองและเรื่องเพศ คงหนีไม่พ้นข่าวของ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล จากกรณีโพสต์แสดงความเห็นว่า “ไม่อินเรื่องความเสมอภาคทางเพศ” และขอชี้แจงใหม่ว่า “ไม่อินเรื่องสตรีนิยม” ซึ่งปัจจุบันข้อความเหล่านี้ได้ถูกลบไปจากหน้าไทม์ไลน์เรียบร้อยแล้ว และเพียงไม่กี่วันต่อมา ‘ป้าตือ’ หรือ ตือ-สมบัษร ถิระสาโรช ในฐานะกรรมการการประกวด Miss Tiffany Universe 2026 ก็ได้กล่าวในช่วงรอบการแข่งขัน The Change Maker ว่า “ไม่มีมดลูกไม่ต้องใช้นางสาว”

จากดราม่าข้างต้น The Momentum อยากชวนทุกคนมาทบทวนเรื่องเพศกับการเมืองที่มากกว่ามายาคติ ‘กะเทยเรื่องเยอะ’ หรือ ‘เฟมประสาทแดก’ (อีกครั้ง) เพราะทั้ง 2 สิ่งนี้เป็นเรื่องที่แยกออกจากกันไม่ได้ เช่นเดียวกับเรื่องเพศและการเมือง

เพศและการเมือง

ความผูกพันระหว่าง ‘เพศ’ กับ ‘การเมือง’ มีมาตั้งแต่ยุควิคตอเรีย (Victorian Era) หรือตั้งแต่ปี 2380-2444 ที่รัฐเริ่มสร้าง ‘เพศสภาวะ’ (Gender) หรือบทบาท พฤติกรรม และคุณลักษณะ ที่สังคมและวัฒนธรรมกำหนดว่า สิ่งใดคือความเป็นหญิงหรือชาย ซึ่งรัฐในยุคนั้นนำมาใช้งานในฐานะของ ‘เครื่องมือทางการเมืองของชนชั้นปกครอง’ ที่แพร่สู่ประชาชน กล่าวคือการที่คนต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเกี่ยวกับเพศสภาวะที่แยกหญิง-ชาย อันสอดรับกับอุดมการณ์ชาตินิยม (Nationalism) เพื่อความพยายามในการถีบส่งผู้ชายและสร้างความเป็นชายในการชี้นำสังคม (Hegemonic Masculinity) ที่ในขณะเดียวกันก็เป็นการกีดกันผู้หญิงออกจากพื้นที่การเมือง สังคม และวัฒนธรรม

จากการใช้เพศสภาวะในฐานะเครื่องมือทางการเมืองของชนชั้นปกครอง ส่งผลให้ผู้หญิงในสมัยนั้นถูกผลักให้เป็นคนชายขอบ ผ่านการกำหนดบทบาท และความคิด ตลอดจนความพยายามในการตอบสนองความต้องการของผู้ชายหรือรัฐชายเป็นใหญ่

แนวคิดดังกล่าวก็ถูกผลิตซ้ำมาอย่างต่อเนื่อง สู่ ‘แนวคิดระบบเพศทวิลักษณ์’ (Gender Binarism) หรือแนวคิดแบบสองเพศ อันได้แก่ หญิงและชาย

แนวคิดดังกล่าวคือ ระบบทางความคิดที่ยึดโยงสิ่งต่างๆ ผ่านการแบ่งออกเป็นขั้วตรงข้ามสองขั้ว (Duality) รวมถึงเพศ ที่ทำให้หญิงและชายต้องมีความแตกต่างกัน ทั้งบทบาท ความสามารถ ความสนใจ ไปจนถึงประเด็นยิบย่อยต่างๆ ที่แฝงอยู่ในชีวิตประจำวัน ที่เมื่อเป็นการผลิตซ้ำจากอดีต ที่ต้องการสร้างความเป็นชายในการชี้นำทางสังคม ก็ส่งผลให้แนวคิดระบบเพศทวิลักษณ์ มักที่จะสนับสนุนฐานคิดแบบชายเป็นใหญ่ (Androcentrism)

จากระบบทางความคิดที่ส่งผลต่อสำนึกคิด พฤติกรรม และวัฒนธรรมของสังคม จึงสะท้อนความเป็น ‘ชีวอำนาจ’ (Biopower) กล่าวคือการจัดระเบียบร่างกาย และกระบวนการการใช้ชีวิตของพลเมืองที่ดำเนินผ่านการออกแบบนโยบาย เพื่อบริการจัดการชีวิตของมนุษย์ ตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน โดยมักจะตอบสนองความต้องการของระบบทุนนิยม หรือการกำหนดบทบาทที่เปลี่ยนให้พลเมืองกลายเป็นแรงงาน ที่ ‘ต้อง’ ปฏิบัติหรือเป็นไปตามกรอบนโยบายของรัฐ

อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มคนที่พยายามท้าทายกรอบดังกล่าว ซึ่งได้แก่ กลุ่มนักเคลื่อนไหวหญิง (Woman Activist) ที่พวกเธอมักนำเอาเรื่องเพศ มาเป็นแรงผลักดัน ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองและสังคม ซึ่งทำให้นักเคลื่อนไหวหญิงส่วนมาก พูดเรื่องการเมืองผ่านเลนส์ ‘สตรีนิยม’ (Feminism) แต่ทุกครั้งที่ผู้หญิงก้าวเข้าสู่พื้นที่การเมือง ก็มักจะถูกตั้งคำถามถึงภูมิหลังและสถานะในปัจจุบันที่ข้องเกี่ยวกับผู้ชาย เช่น การมีพ่อหรือสามี เป็นนักการเมืองหรือนักเคลื่อนไหว

หากไม่มีกลุ่มนักเคลื่อนไหวหญิง ก็อาจไม่ได้มาซึ่งความเท่าเทียมพื้นฐาน ระหว่างชายหญิงอย่าง ‘การเลือกตั้ง’ เพราะในหลายประเทศ มักเริ่มระบอบประชาธิปไตย โดยให้สิทธิและอำนาจแก่ผู้ชายก่อน ซึ่งเป็นการเอาเปรียบโดยอาศัยเหตุแห่งเพศเป็นปัจจัย อย่างเช่นในประเทศสหรัฐอเมริกาที่ใช้เวลา 189 ปี กว่าที่ ‘ผู้หญิงทุกคน’ จะมีสิทธิเลือกตั้ง

เมื่อเกิดการเคลื่อนไหวที่มีการรองรับทางเจตจำนงโดยคนจำนวนมาก ก็ส่งผลให้รัฐต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมายและนโยบาย เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันของคนในสังคม ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงแรกของแนวคิดสตรีนิยม อาจขาดตกบกพร่องเรื่องของเชื้อชาติ (Racial) และความหลากหลายทางเพศ (Gender Diversity)

แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การเคลื่อนไหวทางสังคมด้วยแนวคิดสตรีนิยม หรือการนำเรื่องเพศมาพูดถึงในพื้นที่การเมือง เป็นไปเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ในขณะเดียวกัน ‘การเปลี่ยนแปลง’ ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลานาน ซึ่งในห้วงเวลาอันยาวนานก่อนหน้านี้ เป็นการต่อสู้กับสังคมปิตาธิปไตย ที่ได้สร้างแรงกระเพื่อมจากผู้หญิงกลุ่มหนึ่ง สู่ผู้หญิงกลุ่มอื่นๆ และไปถึงคนกลุ่มต่างๆ ที่ไม่เป็นไปตามภาพที่สังคมปิตาธิปไตยวาดไว้

การกล่าวว่า ‘ไม่อินเรื่องสตรีนิยม’ เพื่อแก้ไขว่าตน ‘ไม่อินเรื่องความเสมอภาคทางเพศ’ ในบริบททางสังคม ที่มีผู้หญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศและถูกกดขี่ ยิ่งสอดรับกับอำนาจนำ ชาตินิยม และอนุรักษนิยม ภายใต้กรอบชายเป็นใหญ่ อันเป็นการผลิตซ้ำและตอกย้ำว่าความเสมอภาคทางเพศ ที่คิดว่าไม่เคยรู้สึกว่าไม่เท่าเทียม เป็นการเพิกเฉยต่อโครงสร้าง ‘ปิตาธิปไตย’ ที่ยังจัดวางอำนาจให้ความเป็นชายเป็นศูนย์กลาง และทำให้ความไม่เสมอภาคดำรงอยู่ต่อไปในนามของความปกติธรรมดา

อีกหนึ่งภาพที่ไม่เคยมีอยู่ในสังคมปิตาธิปไตย คือ ‘ความหลากหลายทางเพศ’

เพราะสังคมปิตาธิปไตย ได้วางโครงสร้างทางสังคม และระบบทางความคิดที่ให้คุณค่าและอำนาจแก่ ‘ความเป็นชาย’ ผ่านการใช้แนวคิดเพศทวิลักษณ์เป็นฐาน อันส่งผลให้ความหลากหลายทางเพศ ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ผิดหรือแปลกประหลาด

แม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว ความหลากหลายทางเพศหรือความลื่นไหลทางเพศ (Gender Fluidity) เป็นสิ่งที่มีอยู่ก่อนแล้ว ในหลายสังคมทั่วโลก เช่น ชนพื้นเมืองอเมริกัน (Indigenous People of the Americas: Native American) อย่างกลุ่มบุคคลสองวิญญาณ (Two-Spirit folks) ที่กล่าวถึงกลุ่มคนเพศกำกวม (Intersex) และกลุ่มคนที่มีวิถีชีวิตทั้งหญิงและชาย เช่นเดียวกันกับกลุ่มมาฮู (Mahu) ในสังคมวัฒนธรรมฮาวายและสังคมวัฒนธรรมในหมู่เกาะแปซิฟิก รวมถึงกลุ่มมูเฌย์ (Muxe) ในสังคมวัฒนธรรมซาโปเทกของเม็กซิโก หรือแม้แต่กลุ่มฮิจรา (Hijra) ในสังคมวัฒนธรรมอินเดียและเอเชียใต้ ที่ล้วนถูกลบเลือนและขีดเส้นแบ่งเพศใหม่ จากการล่าอาณานิคมและลัทธิจักรวรรดินิยม ที่ทำให้เกิด ‘ชีวการเมือง’ (Biopolitics) ด้วยการนำแนวคิดเพศทวิลักษณ์ เข้ามากำหนดชีวิตและเรือนร่างของประชาชน

การลบเลือนและขีดเส้นแบ่งเพศใหม่ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงการลบตัวตนในระดับสังคมวัฒนธรรม แต่ยังอยู่ในระดับโครงสร้างของรัฐ กฎหมาย และนโยบาย หรือระบบราชการของรัฐสมัยใหม่ ที่ยังคงยึดแนวคิดเพศทวิลักษณ์เป็นฐานของการจัดหมวดหมู่ประชากร อันเห็นได้จากคำนำหน้านามหรือเพศในเอกสารราชการ ที่ในช่วงหนึ่งของสังคมไทย กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเอง ก็ไม่ได้มีสิทธิของคู่ชีวิตตนเองแม้ว่าปัจจุบันกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ จะสามารถจดทะเบียนสมรสได้ และมีสิทธิของคู่ชีวิตตนเองแล้ว แต่สิ่งหนึ่งที่ยังสร้างความลำบากคือ ‘คำนำหน้านาม’ เนื่องด้วยความเสี่ยงต่อการถูกตัดสิน โดยดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่สนามบิน จากการที่คำนำหน้านาม ไม่ตรงกับเพศสภาพ และการแสดงออกทางเพศ

เมื่อรัฐรองรับเพศเพียงชายและหญิง ก็ส่งผลให้ชีวิตของคนที่อยู่นอกกรอบเพศทวิลักษณ์ ต้องแบกรับภาระทางสังคม และความเครียดจากสายตา ที่ตอกย้ำผ่านประโยคที่คุ้นหูอย่าง “ไม่มีมดลูก ไม่ต้องใช้นางสาว”

ประโยคที่ฟังแล้วอาจดูสมเหตุสมผล แต่แท้จริงแล้วกลับมีประเด็นอีกมากมายให้ได้ถกเถียงกัน เช่น หากผู้หญิงที่ผ่าตัดมดลูกทิ้ง พวกเธอยังมีสิทธิในการใช้นางสาวหรือไม่ และในกรณีที่บุคคลเกิดมาพร้อมภาวะมดลูกผิดปกติแต่กำเนิด (Mayer-Rokitansky-Küster-Hauser: MRKH) ซึ่งพบได้ 1 ใน 5,000 คน ที่คนเหล่านี้จะสามารถใช้นางสาวได้หรือไม่

ตลอดจน ข้อถกเถียงอื่นๆ อีกมากมาย ว่าด้วย ‘คำนำหน้านาม’ ที่สามารถอ่านต่อได้ที่ บทความ ‘ว่าด้วยคำนำหน้านาม จากอดีตถึงปัจจุบันและอนาคต กับความ (ไม่) เป็นกลางทางเพศในไทย

การยึดโยงมดลูก เข้ากับนางสาวหรือความเป็นผู้หญิง คือความพยายามในการผูกเพศเข้ากับลักษณะทางชีววิทยา เพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐ ในการกำหนดกลุ่มประชากร บทบาท และการเข้าถึงสิทธิ ที่อยู่ภายใต้ระเบียบแบบแผนปิตาธิปไตย ให้ดูมีความเป็นปกติในสังคม

จากดราม่าช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เห็นได้ชัดว่าการเมืองและเรื่องเพศ มีความเป็นเนื้อเดียวกัน เพราะเพศไม่ได้เป็นเพียงอัตลักษณ์ส่วนบุคคล แต่เป็นเสมือนพื้นที่ที่รัฐ กฎหมาย และอุดมการณ์ ได้เข้ามาจัดการต่างๆ บนความไม่เสมอภาคอย่างเป็นปกติ

ทั้ง 2 กรณีอาจสะท้อนภาพของ ‘เฟมประสาทแดก’ และ ‘กะเทยเรื่องมาก’ หรือการลดทอนคุณค่าเมื่อมีการเรียกร้องสิทธิ จากการมองว่าเป็นเรื่องเกินความจำเป็น อันมาจากการทำงานของอำนาจ ที่ผลิตซ้ำและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

อีกหนึ่งความน่ากังวลคือ การกล่าวอ้างถึง ‘การมองไม่เห็นความแตกต่างทางเพศ’ หรือแนวคิดการมองข้าม ไม่นำปัจจัยเรื่องเพศสภาวะมาพิจารณาในการตัดสินใจ นโยบาย หรือการปฏิสัมพันธ์ ซึ่งอาจดูเป็นเรื่องเชิงบว

แต่ในเชิงโครงสร้างทางสังคม การมองไม่เห็นความแตกต่างทางเพศ อาจกลายเป็นการมองข้ามความไม่เท่าเทียมที่ยังคงมีอยู่จริง ทำให้ขาดความตระหนักรู้ว่า แต่ละเพศยังได้รับปฏิบัติไม่เท่าเทียมกัน แทนที่จะทำความเข้าใจในความแตกต่างของแต่ละเพศ เพื่อให้มีการจัดการให้ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน และการปิดตาต่อความแตกต่างทางเพศ อาจกำลังปกป้องโครงสร้างปิตาธิปไตยอย่างไม่รู้ตัว

สุดท้ายนี้ เห็นด้วยหรือไม่ในทั้ง 2 ประเด็น อาจเป็นความเห็นส่วนตัวแต่ก็ชวนให้ได้ตระหนักว่า ‘เรื่องเพศไม่เคยอยู่นอกขอบเขตการเมือง’ และกฎระเบียบของสังคมก็ควรจะมีเจตจำนงสาธารณะ ที่เอื้อต่อคนกลุ่มต่างๆ เช่นเดียวกับกฎหมายที่มาจากเสรีภาพ จากการเล็งเห็นถึงผลประโยชน์ร่วมกันของคนในสังคม

ที่มา:

- จารุณี วงศ์ละคร. (2018). อํานาจชีวะในทัศนะของ มิเชล ฟูโกต์. วารสารปณิธาน: วารสารวิชาการด้านปรัชญาและศาสนา- ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร. (2006). วาทกรรมการพัฒนา : อํานาจ ความรู้ ความจริง เอกลักษณ์ และความเป็นอื่น. กรุงเทพฯ : วิภาษา.

- อลก เวด-เมนอน. (2021). แด่การผลัดทิ้งซึ่งหญิงชาย แด่ความลื่นไหลที่ผลิบาน [Beyond the Gender Binary](มุกดาภา ยั่งยืนภราดร, แปล). กรุงเทพฯ: ซอยสควอด. (ต้นฉบับพิมพ์ปี 2020)

- Dobson, C., & Scherer, L. C. (2015). Collective change: The value of mobilizing women’s rights in the global south and east. n.p.: International Network of Women’s Funds.

- Opalatka, I. (2006). Women in educational administration within developing countries: Towards a new international research agenda. Journal of Educational Administration, 44(6), 604-624.

- https://themomentum.co/womb-and-ectogenesis

- https://www.ilaw.or.th/articles/21309

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...