เอกชนชี้ลดดอกเบี้ยเหลือ 1% ยังไม่พอ จี้แก้บาทแข็ง กระทบส่งออกหนักกว่า
กรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1% ต่อปี ถือเป็นจังหวะสำคัญในการประคองเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ท่ามกลางเงินเฟ้อต่ำและความผันผวนจากต่างประเทศ ภาคธุรกิจมองเป็นสัญญาณบวก แต่โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่ “ดอกเบี้ยเงินกู้จริง” และ “ค่าเงินบาทแข็ง” ที่กดดันผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง
นายหลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทรเบคก้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยมองว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 1% เป็นมาตรการที่เหมาะสมและควรทำมานานแล้ว เพราะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ กระตุ้นการลงทุน และพยุงกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีภาระหนี้สูง ซึ่งจะมีเงินเหลือหมุนเวียนในระบบมากขึ้น ส่งผลเชิงบวกต่อการบริโภคและจีดีพีโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ยังมีความต่างระหว่าง “ดอกเบี้ยนโยบาย” กับ “ดอกเบี้ยเงินกู้จริง” ที่ภาคธุรกิจต้องจ่าย โดยแม้อัตรานโยบายอยู่ที่ 1% แต่ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีของธนาคารพาณิชย์ยังจ่ายเฉลี่ยราว 2.5% ขณะที่ SME และสินเชื่อรายย่อย เช่น ผ่อนบ้าน หรือสินเชื่อธุรกิจทั่วไป อยู่ในช่วง 5-6% กว่า อ้างอิงอัตรา MLR/MRR/MOR ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยยังสูงและเป็นภาระต้นทุนสำคัญ
นายหลักชัยมองว่า หากธนาคารพาณิชย์สามารถปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ SME ลงมาใกล้ 4% จะช่วยภาคธุรกิจได้มาก ทั้งในแง่สภาพคล่องและความสามารถในการแข่งขัน พร้อมเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ทำงานใกล้ชิดกับสถาบันการเงิน เพื่อออกมาตรการเฉพาะเจาะจง ลดภาระดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยยังคงวินัยทางการเงิน ไม่ปล่อยกู้แบบไร้การควบคุมความเสี่ยง
เขายอมรับว่า ธนาคารมีเหตุผลด้านความเสี่ยงในการตั้งอัตราดอกเบี้ยสูงสำหรับลูกค้าบางกลุ่ม แต่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอและเงินเฟ้อต่ำ การผ่อนคลายเกณฑ์บางส่วนจะช่วยให้เงินทุนไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น ลดแรงกดดันที่อาจผลักผู้ประกอบการออกนอกระบบการเงิน และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจจริงเพิ่มขึ้น
สำหรับธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมที่ตนดำเนินการอยู่ ยอมรับว่าได้รับอานิสงส์โดยตรงจากดอกเบี้ยที่ลดลง เพราะต้นทุนการเงินลดลงตามภาวะตลาด โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในอัตราต่ำกว่า 3% อย่างไรก็ตาม ภาพรวม SME ยังแบกรับต้นทุนสูง จึงต้องการมาตรการเสริมเพื่อให้ประโยชน์จากดอกเบี้ยนโยบายส่งผ่านถึงฐานรากมากขึ้น
เมื่อถามถึงปัจจัยที่กระทบผู้ประกอบการมากกว่าระหว่างดอกเบี้ยสูง กับเงินบาทแข็งค่า นายหลักชัยย้ำว่า ค่าเงินบาทที่แข็งระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ในเวลานี้ ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกรุนแรงกว่า เพราะเมื่อเทียบกับช่วง 34-35 บาทต่อดอลลาร์ เท่ากับเงินบาทแข็งค่ากว่า 10% กระทบรายได้ทันที ขณะที่ดอกเบี้ยแม้เป็นภาระต้นทุน แต่ผลกระทบเป็นวงกว้างกับทุกภาคส่วน ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ส่งออก
“การดูแลค่าเงินบาทจึงเป็นโจทย์เร่งด่วน โดยเฉพาะเมื่อไทยไม่มีแรงกดดันเงินเฟ้อสูง การบริหารสภาพคล่องและปริมาณเงินในระบบควรยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งเกินพื้นฐานเศรษฐกิจ ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า เงินทุนไหลเข้า ทั้งจากการลงทุนที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI และกระแสเงินในตลาดทุน อาจเป็นปัจจัยหนุนค่าเงินบาทให้แข็งค่า”
อย่างไรก็ดี นายหลักชัยเชื่อว่า การลดดอกเบี้ย 1% เป็นก้าวแรกที่ถูกทิศทาง แต่ยังไม่เพียงพอ หากไม่มีมาตรการดูแลดอกเบี้ยเงินกู้จริงของ SME และการบริหารค่าเงินบาทควบคู่กันไป เพราะในสมการการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต้นทุนทางการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน คือสองตัวแปรสำคัญที่จะชี้ชะตาความสามารถแข่งขันของไทยในระยะต่อไป