โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เอกชนชี้ลดดอกเบี้ยเหลือ 1% ยังไม่พอ จี้แก้บาทแข็ง กระทบส่งออกหนักกว่า

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1% ต่อปี ถือเป็นจังหวะสำคัญในการประคองเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ท่ามกลางเงินเฟ้อต่ำและความผันผวนจากต่างประเทศ ภาคธุรกิจมองเป็นสัญญาณบวก แต่โจทย์ใหญ่ยังอยู่ที่ “ดอกเบี้ยเงินกู้จริง” และ “ค่าเงินบาทแข็ง” ที่กดดันผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง

นายหลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทรเบคก้า เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” โดยมองว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ 1% เป็นมาตรการที่เหมาะสมและควรทำมานานแล้ว เพราะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจ กระตุ้นการลงทุน และพยุงกำลังซื้อในประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนที่มีภาระหนี้สูง ซึ่งจะมีเงินเหลือหมุนเวียนในระบบมากขึ้น ส่งผลเชิงบวกต่อการบริโภคและจีดีพีโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ยังมีความต่างระหว่าง “ดอกเบี้ยนโยบาย” กับ “ดอกเบี้ยเงินกู้จริง” ที่ภาคธุรกิจต้องจ่าย โดยแม้อัตรานโยบายอยู่ที่ 1% แต่ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีของธนาคารพาณิชย์ยังจ่ายเฉลี่ยราว 2.5% ขณะที่ SME และสินเชื่อรายย่อย เช่น ผ่อนบ้าน หรือสินเชื่อธุรกิจทั่วไป อยู่ในช่วง 5-6% กว่า อ้างอิงอัตรา MLR/MRR/MOR ทำให้ส่วนต่างดอกเบี้ยยังสูงและเป็นภาระต้นทุนสำคัญ

หลักชัย กิตติพล ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มผู้ผลิตและผู้ส่งออกพืชเกษตร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

นายหลักชัยมองว่า หากธนาคารพาณิชย์สามารถปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ SME ลงมาใกล้ 4% จะช่วยภาคธุรกิจได้มาก ทั้งในแง่สภาพคล่องและความสามารถในการแข่งขัน พร้อมเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ทำงานใกล้ชิดกับสถาบันการเงิน เพื่อออกมาตรการเฉพาะเจาะจง ลดภาระดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการรายเล็ก โดยยังคงวินัยทางการเงิน ไม่ปล่อยกู้แบบไร้การควบคุมความเสี่ยง

เขายอมรับว่า ธนาคารมีเหตุผลด้านความเสี่ยงในการตั้งอัตราดอกเบี้ยสูงสำหรับลูกค้าบางกลุ่ม แต่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอและเงินเฟ้อต่ำ การผ่อนคลายเกณฑ์บางส่วนจะช่วยให้เงินทุนไหลเข้าสู่ระบบมากขึ้น ลดแรงกดดันที่อาจผลักผู้ประกอบการออกนอกระบบการเงิน และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจจริงเพิ่มขึ้น

สำหรับธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมที่ตนดำเนินการอยู่ ยอมรับว่าได้รับอานิสงส์โดยตรงจากดอกเบี้ยที่ลดลง เพราะต้นทุนการเงินลดลงตามภาวะตลาด โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในอัตราต่ำกว่า 3% อย่างไรก็ตาม ภาพรวม SME ยังแบกรับต้นทุนสูง จึงต้องการมาตรการเสริมเพื่อให้ประโยชน์จากดอกเบี้ยนโยบายส่งผ่านถึงฐานรากมากขึ้น

เมื่อถามถึงปัจจัยที่กระทบผู้ประกอบการมากกว่าระหว่างดอกเบี้ยสูง กับเงินบาทแข็งค่า นายหลักชัยย้ำว่า ค่าเงินบาทที่แข็งระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ในเวลานี้ ส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกรุนแรงกว่า เพราะเมื่อเทียบกับช่วง 34-35 บาทต่อดอลลาร์ เท่ากับเงินบาทแข็งค่ากว่า 10% กระทบรายได้ทันที ขณะที่ดอกเบี้ยแม้เป็นภาระต้นทุน แต่ผลกระทบเป็นวงกว้างกับทุกภาคส่วน ไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ส่งออก

“การดูแลค่าเงินบาทจึงเป็นโจทย์เร่งด่วน โดยเฉพาะเมื่อไทยไม่มีแรงกดดันเงินเฟ้อสูง การบริหารสภาพคล่องและปริมาณเงินในระบบควรยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งเกินพื้นฐานเศรษฐกิจ ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า เงินทุนไหลเข้า ทั้งจากการลงทุนที่ได้รับส่งเสริมจาก BOI และกระแสเงินในตลาดทุน อาจเป็นปัจจัยหนุนค่าเงินบาทให้แข็งค่า”

อย่างไรก็ดี นายหลักชัยเชื่อว่า การลดดอกเบี้ย 1% เป็นก้าวแรกที่ถูกทิศทาง แต่ยังไม่เพียงพอ หากไม่มีมาตรการดูแลดอกเบี้ยเงินกู้จริงของ SME และการบริหารค่าเงินบาทควบคู่กันไป เพราะในสมการการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจต้นทุนทางการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน คือสองตัวแปรสำคัญที่จะชี้ชะตาความสามารถแข่งขันของไทยในระยะต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...