โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เช็กลิสต์ ‘นโยบายความเป็นธรรมทางเพศ’พบมีแค่ 2 พรรคบรรจุ ‘ขจัดความรุนแรงในครอบครัว’ในนโยบายหาเสียง

เดลินิวส์

อัพเดต 29 มกราคม 2569 เวลา 23.23 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
16 องค์กรฯ ต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ รวมพลังส่งเสียงตั้งคำถาม 'เลือกแล้วเปลี่ยนไหม?' เช็กลิสต์ 'นโยบายความเป็นธรรมทางเพศ' ของพรรคการเมือง พบมีเพียง 2 พรรคที่บรรจุการขจัดความรุนแรงในครอบครัวในนโยบายหาเสียง โอดหลังเลือกตั้งนโยบายทางเพศไม่เคยได้ไปต่อ เหตุไม่ได้เป็นนโยบายหลักของพรรค

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เครือข่ายต่อต้านความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศประเทศไทย ประกอบด้วยภาคี 16 องค์กร ภายใต้แผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัด กิจกรรม “เลือกแล้วเปลี่ยน (มั้ย?) – สแกนนโยบายความเป็นธรรมทางเพศของการเมือง” เพื่อสำรวจนโยบายความเป็นธรรมทางเพศของพรรคการเมืองที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง รวมทั้งเปิดเวทีให้ตัวแทนพรรคการเมืองได้รับฟังข้อเสนอเชิงนโยบายจากนักเคลื่อนไหว นักกฎหมาย และเครือข่ายภาคประชาชน ที่สะท้อนสภาพปัญหาและประสบการณ์ตรง โดยมีตัวแทนพรรคการเมือง 10 พรรค ประกอบด้วย พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชน พรรคประชาชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลวัต พรรคเพื่อไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคแรงงานสร้างชาติ พรรคสังคมประชาธิปไตยไทย และพรรคกล้าธรรม เข้าร่วม

นางจิตติมา ภาณุเตชะ นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา กล่าวว่า แม้จะมีความพยายามผลักดันการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความเป็นธรรมทางเพศมาโดยตลอด แต่มีหลายประเด็นที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง ทำให้เมื่อเสียงปี่กลองทางการเมืองดังขึ้นอีกครั้ง กลุ่มคนทำงานทางสังคมและคนที่มีความหลากหลายทางเพศ จึงมีคำถามไปในทิศทางเดียวกันว่า “เลือกตั้งแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหรือไม่” ซึ่งเป็นที่มาของชื่องาน “เลือกแล้วเปลี่ยนมั้ย ?” คำถาม ๆ นี้ เกิดขึ้นกับเครือข่ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่าน ๆ มา แม้จะมีหลายพรรคการเมืองมีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับประเด็นความเป็นธรรมทางเพศอยู่ประปราย แต่เมื่อการเลือกตั้งจบไป เรื่องเหล่านี้กลับไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

“นโยบายความเป็นธรรมทางเพศ ไม่ได้เป็นเรื่องเฉพาะของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ หรือกลุ่มคนข้ามเพศเท่านั้น แต่พื้นฐานของการมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความปลอดภัย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังนั้น หวังว่าประเด็นความเป็นธรรมทางเพศที่มีการพูดถึงในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นในการตั้งคำถามกับความรับผิดชอบทางนโยบายของพรรคการเมือง ซึ่งประชาชนจะต้องรับรู้ ติดตามตรวจสอบได้ และเห็นความเปลี่ยนแปลงในชีวิตได้จริง” นายกสมาคมเพศวิถีศึกษาระบุ

น.ส.ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในหัวข้อ “การเมือง การเลือกตั้ง กับเรื่องเพศ ๆ” ว่า เราอยู่ในระบบการเมืองแบบเลือกตั้งนิยม ที่ไม่เรียกประชาธิปไตย เพราะไม่เห็นว่าการเข้าสู่อำนาจรัฐเชื่อมโยงกับความต้องการของประชาชนอย่างเต็มที่ในระบบการเมืองไทยในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา และในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคการเมืองต่างเสนอนโยบายหาเสียงหลัก 2 กลุ่มนโยบาย คือนโยบายทางเศรษฐกิจ และนโยบายความมั่นคง แต่มีคำถามว่า ประเด็นเรื่องเพศอยู่ตรงไหนในนโยบายหลักของพรรคการเมือง

“ประเด็นเรื่องเพศอยู่ห่างไกลจากนโยบายหลักของพรรคการเมืองอยู่มาก แต่จากการสำรวจความเห็นของประชาชนกลับพบว่าสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าควรให้ความสำคัญ คือความรุนแรงที่เกี่ยวกับเพศสภาพ และการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งในที่สุดแล้วรัฐบาล และพรรคการเมืองก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องคิดถึง นโยบายเฉพาะ ที่จะต้องมีการผลักดันด้วย นอกจากนี้ประชาชนควรต้องถามพรรคการเมืองว่า นโยบายที่เกี่ยวกับเพศของแต่ละพรรคการเมืองนั้น ถูกจัดอันดับความสำคัญไว้อันดับที่เท่าไร” น.ส.ชลิดาภรณ์ กล่าวและว่า ทั้งนี้อยากเห็นกรอบกติกาทางการเมืองใหม่ แทนที่พรรคการเมืองจะคิดถึงเฉพาะระบบการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว พรรคการเมืองควรเปิดช่องทางให้ประชาชนไทยได้เปล่งเสียง หรือสื่อสารกับคนที่เราเลือกเข้าไปใช้อำนาจรัฐแทนเราได้หรือไม่

ด้าน น.ส.วราภรณ์ แช่มสนิท เลขาธิการสมาคมเพศวิถีศึกษา เปิดเผยผลสแกนนโยบายความเป็นธรรมทางเพศของพรรคการเมือง โดยระบุว่า เครือข่ายรวบรวมนโยบายของพรรคการเมืองจากเว็บไซต์พรรคการเมือง และประสานขอข้อมูลจากพรรคการเมืองโดยตรง โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มนโยบาย ดังนี้ 1. การขจัดความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ซึ่งพบว่ามีเพียง 2 พรรคการเมืองคือ พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีนโยบายแก้ไขกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว ขณะที่นโยบายการคุ้มครองเยียวยาผู้ถูกกระทำมี 3 พรรคการเมืองระบุไว้ คือ พรรคประชาชน พรรคประชาชาติ และพรรคประชาธิปัตย์ แต่การขจัดการคุกคามทางเพศและการสนับสนุนภาคประชาสังคมที่ให้บริการผู้ถูกกระทำรุนแรงนั้น ยังไม่มีพรรคการเมืองไหนมีนโยบายใน 2 ส่วนนี้

น.ส.วราภรณ์ กล่าวต่อว่า 2. สิทธิในเนื้อตัวร่างกายและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ พบว่า มีเพียง 3 พรรคการเมืองที่มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ คือ พรรคประชาชน พรรคประชาชาติ และพรรคเพื่อไทย ส่วนสิทธิการเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย และความรู้เท่าทันเรื่องเพศและความเป็นธรรมทางเพศสำหรับเยาวชนนั้น ยังไม่มีพรรคใดมีนโยบายในส่วนนี้ 3. สิทธิความหลากหลายทางเพศและสิทธิของคนข้ามเพศ มีเพียง 2 พรรคการเมืองที่มีนโยบายเกี่ยวกับสิทธิการก่อตั้งครอบครัว และการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ คือ พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนเรื่องความปลอดภัยของคนข้ามเพศ ยังไม่มีพรรคใดเสนอนโยบายนี้

น.ส.วราภรณ์ กล่าวต่อว่า 4. สิทธิและสวัสดิการสำหรับผู้ดูแลครอบครัว ในส่วนของการขยายสิทธิลาคลอด 180 วัน มีพรรคประชาธิปัตย์และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทยระบุนโยบายนี้ ส่วนเรื่องการยกระดับสวัสดิการผู้ที่ตั้งครรภ์มี 4 พรรคการเมืองที่มีนโยบายนี้ คือ พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย สำหรับสวัสดิการผู้ดูแลครอบครัวนั้น มีพรรคการเมือง 7 พรรคที่เสนอนโยบายนี้ คือ พรรคประชาชน พรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย

น.ส.วราภรณ์ กล่าวอีกว่า 5. ความเสมอภาคและเป็นธรรมของประชากรกลุ่มเฉพาะ มี 5 พรรคการเมืองที่มีนโยบายสวัสดิการและคุณภาพชีวิตคนพิการ ประกอบด้วยพรรคไทยสร้างไทย พรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย และพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งทุกนโยบายครอบคลุมคนพิการทุกเพศ แต่ไม่มีนโยบายเฉพาะสำหรับสตรีพิการ และ 6. นโยบายอื่น ๆ ประกอบด้วยกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ มีเพียง 2 พรรคการเมืองที่มีนโยบายนี้คือพรรคประชาชนและพรรคพลวัต ส่วนเรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศสภาพ มี 3 พรรคการเมืองที่ระบุไว้ ประกอบด้วย พรรคประชาชาติ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย

น.ส.อังคณา อินทสา มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวถึงการพัฒนาระบบบริการของรัฐในการคุ้มครองเยียวยาผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศว่า ปัจจุบันนี้มีผู้หญิงเสียชีวิตจากการถูกฆ่าในครอบครัว 2 คนต่อวัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ซับซ้อนและมีมิติทางเพศด้วย ดังนั้น ควรพัฒนาระบบการช่วยเหลือแบบบูรณาการ และมีกระบวนการยุติธรรมที่เป็นมิตร ยึดความปลอดภัยผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง อีกทั้งควรมีกลไกการให้ความช่วยเหลือทางออนไลน์ให้เข้าถึงโดยสะดวกและรวดเร็วมากขึ้น และควรมีบ้านพักฉุกเฉินในชุมชน

ขณะที่ น.ส.ปสุตา ชื้นขจร ตัวแทนจากมูลนิธิทำทาง กล่าวเสนอนโยบายด้านสิทธิการเข้าถึงบริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย โดยเสนอนโยบาย “กุญแจ 3 ดอก” เพื่อปลดล็อกบริการทำแท้งปลอดภัยในประเทศไทย ดังนี้ 1. ยกเลิกความผิดทางอาญาในการยุติการตั้งครรภ์ทุกกรณี เพราะ “ไม่มีใครตั้งใจท้องเพื่อไปทำแท้ง” พร้อมเสนอให้ระบุสิทธิการยุติการตั้งครรภ์ไว้ในรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับประเทศฝรั่งเศส 2. รัฐต้องรับรองการเข้าถึงบริการอย่างถ้วนหน้าในการให้บริการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย และ 3. ยกระดับมาตรฐานการบริการที่ลดการตีตรา และยกเลิกเงื่อนไขที่ไม่จำเป็น เช่น การบังคับทำหมัน

นายบัณฑิต แป้นวิเศษ มูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวว่า แม้ว่าวันนี้สิทธิลาคลอดของผู้หญิงจะเพิ่มเป็น 120 วัน แต่เห็นว่าควรที่จะขยายเป็น 180 วันตามข้อเสนอของ WHO นอกจากนี้ อยากให้พรรคการเมืองผลักดันต่อกับการคุ้มครองสิทธิของแรงงานหญิง เช่น วันลาสำหรับการปวดประจำเดือน และการจัดตั้งศูนย์เลี้ยงเด็ก-ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีคุณภาพ

ด้านนายสมวงศ์ อุไรวัฒนา มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า ในปี 2568 มีผู้ตั้งครรภ์เพียง 8.32% เท่านั้น ที่ได้รับการฝากครรภ์คุณภาพครบ 8 ครั้งตามเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเจาะลึกถึงสาเหตุของแม่ที่ไม่ฝากครรภ์ พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเรื่องรายได้ไม่เพียงพอ เพราะกฎหมายคุ้มครองแรงงานห้ามไม่ให้หญิงตั้งครรภ์ทำโอที จึงเสนอให้มีสิทธิประโยชน์ประกันสังคมสำหรับผู้ประกันตนที่ตั้งครรภ์เดือนละ 3,000 บาท ตั้งแต่วันที่ฝากครรภ์จนถึงวันที่คลอด ซึ่งการใช้เงินจากกองทุนประกันสังคมในส่วนนี้ถือว่าคุ้มค่า เพราะจะทำให้เด็กไทยมีชีวิตที่มีคุณภาพตั้งแต่แรกเกิด และมีแรงงานคุณภาพในระบบประกันสังคม

ในช่วงท้าย น.ส.วราภรณ์ เปิดเผยผลสำรวจนโยบายความเป็นธรรมทางเพศจากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจำนวน 1,909 คน ในหัวข้อ "นโยบายความเป็นธรรมทางเพศที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด" เพื่อส่งต่อให้พรรคการเมืองผลักดันหลังการเลือกตั้งปี 2569 โดยพบว่า ประเด็นเรื่อง ความรุนแรงและการคุ้มครองสิทธิ คือสิ่งที่สังคมให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ๆ โดยนโยบายที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุด 3 อันดับแรกที่ประชาชนต้องการ ได้แก่ อันดับ 1 แก้ไขกฎหมายความรุนแรงในครอบครัว (42%) อันดับ 2 พัฒนาระบบคุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรง (38%) อันดับ 3 ขจัดการคุกคามทางเพศ (35%) นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญอื่น ๆ ที่ได้รับความสนใจ เช่น การเข้าถึงบริการทำแท้งที่ปลอดภัย (33%) และการส่งเสริมความรู้เรื่องเพศสำหรับเยาวชน (31%)

ผลสำรวจยังได้สะท้อนความต้องการด้านสวัสดิการและสิทธิความหลากหลายที่นอกเหนือจากเรื่องความรุนแรง โดยประชาชนยังเรียกร้องให้มีการยกระดับสวัสดิการ เช่น การลาคลอด 180 วัน และการสนับสนุนกลุ่มเฉพาะอย่าง แม่เลี้ยงเดี่ยว พ่อแม่วัยรุ่น รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น กฎหมายรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ และสิทธิการก่อตั้งครอบครัว ทั้งนี้ ผลโหวตดังกล่าวจะเป็นแนวทางสำคัญในการผลักดันและติดตามการดำเนินนโยบายสาธารณะ เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและปลอดภัยสำหรับทุกเพศสภาพในอนาคต.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...