โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นกแอร์ ลั่นเจ็บแต่ “สู้ไหว” เพิ่มฝูงบิน 6 ลำ เปิด 9 เส้นทางสู่จีน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 เม.ย. 2566 เวลา 09.07 น. • เผยแพร่ 12 เม.ย. 2566 เวลา 02.03 น.
วุฒิภูมิ จุฬางกูร

คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

อุตสาหกรรมการบินของไทยยังคงได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวของภาครัฐ เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน เฟส 5 การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการสายการบินของภาครัฐ

ขณะเดียวกันก็กำลังประสบปัญหาห่วงโซ่อุปทานจากที่ผู้ให้บริการซ่อมอากาศยานน้อยราย ค่าซ่อมบำรุงที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับมาตรการช่วยเหลือได้ครบกำหนด ทำให้สายการบินเริ่มรับรู้ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

“วุฒิภูมิ จุฬางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนกลยุทธ์และทิศทางการดำเนินงานสำหรับปีนี้ รวมถึงมุมมองที่มีต่อประเด็นปัญหาต่าง ๆ ของธุรกิจการบินในขณะนี้ ไว้ดังนี้

ลั่นเจ็บหนักแต่ยัง “สู้ไหว”

“วุฒิภูมิ” บอกว่า แม้อุตสาหกรรมการบินจะมีปัจจัยเสี่ยงมากมาย และเจ็บตัวอย่างหนักจากโควิด แต่ยังคงยืนยันว่าสู้ไหวและไม่ทิ้งนกแอร์แน่นอน และที่สำคัญ ผู้ถือหุ้นหลักยังอยากให้ “นกแอร์” เป็นสายการบินของคนไทย

“แม้เราจะเจ็บหนักจากโควิด แต่เราก็เจ็บน้อยกว่าสายการบินรายอื่น และเราก็สามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญผู้ถือหุ้นใหญ่อย่าง บมจ.การบินไทยที่มีข่าวเตรียมพิจารณาควบรวมสายการบินไทยสมายล์กับการบินไทย แต่ก็ยังไม่มีสัญญาณการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนการถือหุ้นใน บมจ.สายการบินนกแอร์แต่อย่างใด”

สำหรับปี 2566 นี้ “นกแอร์” มีแผนหาแหล่งทุนอีกราว 600 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแผนฟื้นฟู โดยจะใช้เงินทุนดังกล่าวเพิ่มสภาพคล่อง ขยายฝูงบินลำตัวแคบ การบำรุงรักษาแบบยกเครื่อง (overhaul maintenance) โดยมองว่าปีนี้สายการบินจะสามารถลดการขาดทุนลง

“เมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมา บริษัทได้หาแหล่งทุนจำนวน 280 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อย ปัจจุบันอยู่ระหว่างการชำระหนี้ตามกำหนดในแผนฟื้นฟูกิจการ และมีกระแสเงินสดเป็นปกติ”

ปรับลดฝูงบินเหลือ 14 ลำ

“วุฒิภูมิ” บอกด้วยว่า ปัจจุบันสายการบินนกแอร์ทำการบินสู่ 33 เส้นทางบิน ทั้งในและต่างประเทศ ด้วยความถี่เที่ยวบินราว 110 เที่ยวบินต่อวัน มีอัตราบรรทุกผู้โดยสารเฉลี่ย (average cabin factor) ที่ประมาณ 85% มีพนักงานราว 1,500 คน ใกล้เคียงกับก่อนการระบาดของโควิด-19

ขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมปรับลดขนาดฝูงบินลงเหลือจำนวน 14 ลำ โดยเป็นเครื่องบินแบบโบอิ้ง 737-800 ทำการคืนเครื่องบินแบบบอมบาดิเอร์ แดช 8 คิว 400 (Q400) จำนวน 3 ลำ และอยู่ระหว่างขออนุญาตนำเครื่องบินเข้าประจำการ 6 ลำ ซึ่งได้ยื่นคำขอไปยังสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) แล้ว อยู่ระหว่างรอการอนุมัติ

“ในปี 2562 ก่อนการระบาดของโควิด-19 สายการบินนกแอร์มีเครื่องบินประจำการในฝูงบินทั้งสิ้น 24 ลำ แบ่งเป็นเครื่องบินแบบโบอิ้ง 737-800 จำนวน 16 ลำ เครื่องบินแบบบอมบาดิเอร์ แดช 8 คิว 400 จำนวน 8 ลำ”

เครื่องบินโบอิ้ง 737-800 สายการบินนกแอร์ ทะเบียน HS-DBZ

ย้ำภาพ “พรีเมี่ยมแอร์ไลน์”

สำหรับแผนขยายฝูงบินเพิ่มอีก 6 ลำนั้น “วุฒิภูมิ” บอกว่า เป็นการเพิ่มเพื่อรองรับการขยายเส้นทางบิน เช่น จีน แต่หากนำเครื่องบินเข้าประจำการไม่ทัน การขยายเส้นทางก็จะใช้เครื่องบินในฝูงบินที่มีอยู่ทำการบินในเส้นทางที่เตรียมขยายต่อไป

นอกจากนี้ สายการบินยังเตรียมพิจารณาปรับปรุงห้องโดยสารภายในเครื่องบินบางลำ พร้อมให้บริการไวไฟวงปิด (close loop WiFi) เพื่อให้ผู้โดยสารรับชมสิ่งบันเทิงบนเที่ยวบินได้ในประมาณเดือนกันยายนปีนี้

และเปิดให้ผู้โดยสาร Nok Xtra และ Nok Max สามารถเลื่อนวันเดินทางได้ฟรี เมื่อมีใบรับรองแพทย์ว่าติดเชื้อโควิด-19 เจ็บป่วยร้ายแรง หรือประสบอุบัติเหตุร้ายแรง ทั้งนี้ เพื่อตอกย้ำการปรับตำแหน่งทางการตลาดสู่พรีเมี่ยมแอร์ไลน์

รุกบินจีน 9 เส้นทาง

“วุฒิภูมิ” พูดถึงตลาดจีนด้วยว่า ปัจจุบันสายการบินนกแอร์ทำการบินเส้นทางไทย-จีน ในเส้นทางกรุงเทพฯ-หนานหนิง (NNG), หนานจิง (NKG) และเจิ้งโจว (CGO) ด้วยความถี่เฉลี่ยเส้นทางบินละ 3 เที่ยวบินต่อสัปดาห์

และอยู่ระหว่างประสานงานความพร้อมในการทำเส้นทางบินกรุงเทพฯ-หางโจว (HGH), เฉิงตู-เทียนฝู่ (TFU), เจียงซู-หนานทง (NTG), เจียงซู-อู๋ซี (WUX), ฉางชา (CSX) และกว่างโจว (CAN) โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการในช่วงเดือนกรกฎาคม 2566 ด้วยความถี่เส้นทางละ 3-4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการพิจารณาเปิดสำนักงานการขายในประเทศจีนด้วย

“ผมประเมินว่านักท่องเที่ยวชาวจีนจะเดินทางเข้าประเทศไทยมากขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2566”

นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการศึกษาถึงแผนการเปิดเส้นทางบินสู่ไต้หวัน สิงคโปร์ และเมืองคยา อาห์เมดาบัด พาราณสี (อินเดีย) โดยตั้งเป้าไตรมาสที่ 2/2566 มีสัดส่วนเที่ยวบินในประเทศต่อต่างประเทศอยู่ที่ 90% และ 10% ตามลำดับ ขณะที่ไตรมาส 3-4 ปีนี้มีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศให้มีสัดส่วนถึงราว 20%

“เดิมเราเคยบินไทย-จีน ราว 200 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ตอนนี้เรามีเที่ยวบินต่างประเทศน้อยกว่าในอดีตอยู่มาก แต่เราจะทยอยเพิ่มหลังจากรับเครื่องมาเพิ่ม”

ยันปรับ “ราคาตั๋ว” ตามต้นทุน

ต่อคำถามเรื่องที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เร่งให้กระทรวงคมนาคมเข้ามาดูแลประเด็นปัญหาบัตรโดยสารราคาแพง “วุฒิภูมิ” แจงว่าราคาบัตรโดยสารที่เพิ่มขึ้นเป็นไปตามราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น

โดยส่วนหนึ่งเกิดจากผลกระทบของสงคราม และห่วงโซ่อุปทานที่กำลังอยู่ในระหว่างการฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงค่าบำรุงรักษาเครื่องบิน ค่าอะไหล่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และการซ่อมแซมเครื่องบินที่อาจต้องรอคิวนานมากขึ้น

“ในช่วงเทศกาลวันสำคัญและวันหยุดยาวที่พบว่าค่าบัตรโดยสารแพงนั้นเกิดจากสายการบินต้องคำนวณต้นทุนค่าใช้จ่ายเหมาะสม ดังนั้นการดูราคาสายการบินต้องมองราคาเฉลี่ยตลอดทั้งปี เนื่องจากในบางช่วงค่าบัตรโดยสารก็มีราคาไม่สูง”

หวั่น “สงครามราคา” หวนคืน

ซีอีโอหนุ่มสายการบินนกแอร์ยังประเมินด้วยว่า ในไตรมาสที่ 2-3 ของปีนี้ สายการบินในประเทศไทยอยู่ระหว่างฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ผู้ประกอบการแต่ละรายเริ่มเพิ่มเส้นทาง ความถี่เที่ยวบิน ขยายขนาดฝูงบิน รวมถึงเพิ่มอัตราการใช้ประโยชน์เครื่องบิน (aircraft utilization) โดยทำการบินเส้นทางต่างประเทศในเวลากลางคืน

ประกอบกับในช่วงเดือนมิถุนายน 2566 นี้เป็นต้นไป สายการบินบางรายเริ่มนำเครื่องบินเข้าประจำการในฝูงบินมากขึ้น แต่ช่วงเวลาดังกล่าวเข้าสู่ช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยว ทำให้หลายสายการบินอาจหันมาใช้กลยุทธ์การแข่งขันด้านราคาอีกครั้ง

พร้อมฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ด้วยว่า อยากให้สนใจอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยว เช่น อุตสาหกรรมการบิน พร้อมทั้งต่อยอดนโยบายสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวเดิม รักษาระดับการแข่งขันไม่ให้สูญเสียไปแก่คู่แข่งตลาดการท่องเที่ยวรายอื่น และแก้ไขปัญหาห่วงโซ่อุปทานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...