หุ้นน้องใหม่ IVF บริการรักษา “ผู้มีบุตรยาก” ครบวงจร เตรียมเทรด “mai” 11 ธ.ค.นี้
นางสาวเกศิณี กุลดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ IVF เปิดเผยว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากแบบครอบคลมความต้องการของลูกค้า ตั้งแต่การให้คำปรึกษา เลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ใช้บริการแต่ละบุคคล และการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธ์ที่ทันสมัยเพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์ภายใต้ประสบการณ์กว่า 6 ปี โดยแผนการเข้าตลาด IPO ในครั้งนี้ มีจดมุ่งหมายเพื่อสร้างโลกาสเต็มโตทางธุรกิจ
ทั้งนี้ ลักษณะการประกอบธุรกิจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.) ธุรกิจให้บริการรักษาผู้มีบุตรยาก ซึ่งบริษัทประกอบธุรกิจให้บริการศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากซึ่งมีผู้รับบริการทั้งคนไทย-ต่างชาติ ที่ประสบปัญหาภาวะมีบุตรยากด้วยบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์และห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงตัวอ่อน โดยบริการที่สำคัญประกอบด้วย วิธี อิ๊กซี่ หรือ ICSI (Intracytoplasmic Sperm Injection) คือ วิธีการทำเด็กหลอดแก้ว ซึ่งวิธีดังกล่าวนักวิทยาศาสตร์จะเลือกคัดเลือกตัวอสุจิ (Sperm) ที่สมบูรณ์และแข็งแรง 1 ตัว ฉีดเข้าไปในเซลล์ไข่และปฏิสนธิกลายเป็นตัวอ่อน (Blastocyst) ซึ่งนับเป็นรายได้ประมาณ 88.4% ของบริษัท
รวมทั้ง การให้บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาผู้มีบุตรยาก อาทิ การให้บริการสร้างเสริมสุขภาพแก่คู่สมรสที่รับบริการรักษาผู้มีบุตรยากโดยใช้เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ, การตรวจความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อน (PG7) และการรักษาภาวะเจริญพันธุ์ เป็นต้น
2.) ธุรกิจให้บริการเวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพแก่บุคคลทั่วไป (Preventative and Regenerative Medicine) เป็นดูแลด้านสุขภาพโดยรวม (wellness) โดยเป็นการตรวจร่างกายเพื่อประเมินและวิเคราะห์และมีฟื้นฟูความเสื่อมของสุขภาพและปรับสมดุลให้กับร่างกายของมนุษย์แบบเฉพาะบุคคลเพื่อให้กลไกต่าง ๆ ในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันบริษัทมีการให้บริการ 2 แบบ ได้แก่ การให้บริการการกรองพลาสมาโดยใช้ตัวกรองพิเศษร่วม (Double filtration plasmapheresis: DFPP) และการให้บริการวิตามินเพื่อบำรุงผิวและเสริมสร้างฮอร์โมน คิดเป็นรายได้ประมาณ 11.2% ของบริษัท
อนึ่งบริษัท มี Concept การให้บริการเพื่อให้ลูกค้ารู้สึกสะดวกสบาย ผ่อนคลาย และรู้สึกถึงความหรูหราในการมารับบริการกับบริษัทเสมือนอยู่ในโรงแรมชั้นนำ โดยกลุ่มเป้าหมายของ IVF คือ กลุ่มลูกค้าต่างชาติที่มีกำลังซื้อ และสนใจในคุณภาพ รวมทั้งผลลัพธ์ในจาการใช้บริการของบริษัทมากกว่าราคาที่ต้องจ่าย โดยลูกค้าต่างชาติแบ่งเป็น ไทย, จีน, ฮ่องกง, เวียดนาม, อินเดีย, ออสเตรเลีย, ตะวันออกกลาง เป็นต้น ซึ่งสัดส่วนรายได้หลักๆ ของ IVF มาจากกลุ่มลูกค้าต่างชาติ อยู่ที่ 80% ขณะที่ในปัจจุบันนี้ IVF ยังคงเห็นทิศทางลูกค้าต่างชาติและลูกค้าในประเทศปรับตัวก็สูงขึ้นในทุกๆ ปี
ส่วนกลยุทธ์ในที่ IVF จะนำมาใช้ในการเติบโตของบริษัทในอนาคต คือ การลงทุนหรือร่วมลงทุนขยายสาขาเพื่อเพิ่มจุดให้บริการทั้งในและต่างประเทศ และ การลงทุนหรือร่วมลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องหรือมีนวัตกรรมที่ส่งเสริมการประกอบธุรกิจของบริษัทโดยบริษัทจะพิจารณารูปแบบการลงทุนที่เหมาะสมต่อไป ผนวกกับ การมีทีมแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ พยาบาลเฉพาะทางที่มีความสามารถ และสื่อสารได้หลากหลายภาษา เพื่อทำให้ลูกค้ามีความเข้าใจในบริการของบริษัท และมีเทคโนโลยี-ห้องแล็บ Lob Embryoscope Lob Genetic เป็นต้น
ทั้งนี้ หากพูดถึงเจาะจงไปในตลาดต่างประเทศ อาทิ ประเทศอิเดีย กลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการของ IVF มักเป็นกลุ่มที่มีฐานะทางการเงิน ซึ่งปัจจุบันฐานลูกค้าของ IVF ในประเทศอินเดียอยู่ที่ 50% โดยปัจจัยที่ดึงดูดให้กลุ่มลูกค้าดังกล่าวให้เดินทางเข้ามาใช้บริการของ IVF ในประเทศไทยเนื่องจากหากใช้บริการ ทําเด็กหลอดแก้ว หรือ (IVF) ภายในประเทศจะมีอัตราการรอดพียง 30% ฉะนั้นหมายความว่าหากลูกค้าทำ IVF จำนวน 100 คน จะมีผู้ที่สามารถทำเด็กหลอดแก้วสำเร็จประมาณ 30 ราย เท่านั้น
อีกทั้ง มีปัจจัยเสี่ยงเพิ่ม คือ ธุรกิจการทำ IVF ในอินเดียมักจะมีข่าวมีการใช้ตัวอ่อนผิดตัว ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวเกิดความไม่มั่นใจในบริการ และแม้ธุรกิจการทำ IVF ภายในอิเดียจะมีบริการตรวจโครโมโซม เพื่อบอกว่าตัวอ่อนทารกมีความสมบูรณ์หรือไม่ แต่สิ่งที่จะไม่สามารถบอกได้ คือ เพศของทารกว่าเป็นชายหรือหญิง ซึ่งลูกค้าที่เป็นชาวอินเดียต่างอยากได้ลูกที่เป็นเพศชาย และนี่คือหนึ่งเหตุผลที่กลุ่มลูกค้าเลือกบินมาใช้บริการ IVF ของบริษัทในประเทศไทย ซึ่งสามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้
ทั้งนี้ จาการสำรวจพบว่ากลุ่มลูกค้าประเทศอินเดียที่มาใช้บริการ IVF ของบริษัทแบ่งออกเป็น 2 วรรณะ ได้แก่ วรรณะพราหมณ์ ขึ้นไป กลุ่มคุณแพทย์ รวมไปถึงนักการเมือง เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม หากแบ่งลูกค้าในพอร์ตของบริษัทเป็น 100% จะแบ่งเป็นลูกค้าได้ ดังนี้ ประเทศอินเดีย ประมาณ 50% ไทย 15% จีน 15% ส่วนที่เหลือจะเป็นกลุ่มลูกค้า ออสเตรเลีย เวียดนาม และประเทศแถบตะวันออกกลาง และในอนาคตนี้ บริษัทมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ดูไบ ซึ่งอยู่ระหว่างการคัดเลือกพันธมิตรทางธุรกิจ โดยเงินที่ใช้ในการลงทุนขยายธุรกิจ คาดการณ์ว่าจะใช้ประมาณ 150 ล้านบาทต่อสาขา ทั้งนี้การขยายสาขาบริษัทจะไม่ใช้เงินลงทุนของตนเองทั้งหมด แต่จะเป็นการร่วมลงทุนกับพันธมิตรที่จะช่วยส่งเสริมการขยายตลาด
นอกจากนี้ บริษัทมองว่าอุตสาหกรรม IVF ทั่วโลก ยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยจากข้อมูลพบว่าการเติบโตในอุตสาหกรรมนี้ จะมีมูลค่าประมาณ 33.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2570 ซึ่งมีการเติบโตเฉลี่ย 16.4% และการเติบโตเฉพาะในทวีปเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ 5.62 พันล้านเหรียญสหรัฐ
“บริษัทมุ่งไปที่ลูกค้าต่างชาติ ภายหลังจากการระบาดของ โควิด-19 บริษัททราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นและหลังการเปิดประเทศ บริษัทมีความต้องการที่จะไปเปิดบริการในประเทศต่างๆ อนึ่ง ต้องยอมรับว่า ตลาดในประเทศยังมีการแข่งขันทางด้านราคาค่อนข้างสูง ซึ่งมองว่าตลาดในเอเชียตะวันออกกลางกลุ่มลูกค้านั้นมีกำลังซื้อและกฎหมายที่ใช้ค่อนข้างที่จะผ่อนคลาย และรัฐบาลยังมีการสนับสนุนทางด้านค่าใช้จ่ายในการทำ อิ๊กซี่ หรือ การย้ายตัวอ่อน 3 รอบ หรือการกระตุ้นไข่ 6 รอบ รัฐบาลก็จะมีเงินสนับสนุนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม มองว่าประเทศไทยอาจจะยังไม่ถึงขั้นนั้นแต่ในอนาคตอาจมีความเป็นไปได้” นางสาวเกศิณี กล่าว
สำหรับ IVF จะเสนอขายหุ้น IPO ไม่เกิน 130,000,000 หุ้น ทั้งนี้ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนดังกล่าว จะส่งผลให้บริษัทฯ มีทุนชำระแล้ว 220,000,000 บาท คิดเป็นจำนวน 440,000,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท จากทุนจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว 155,000,000 บาท
โดยจะเสนอขายหุ้นในวันที่ 29 พฤษภาคม ถึง 3 ธันวาคม 67 ซึ่งหุ้นจะเข้าซื้อขายใน ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วันแรก 11 ธันวาคม 2567 โดยมี บริษัท ฟินเน็กซ์ แอ๊ดไวเซอรี่ จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงินและมี บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย
ขณะที่ จำนวนเงินรวมสุทธิที่ IVF จะได้รับจากการออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรกภายหลังหักค่าใช้จ่ายในการเสนอขายหลักทรัพย์และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมีจำนวนประมาณ 388 ล้านบาท โดย IVF มีวัตถุประสงค์ ในการใช้เงิน ดังนี้ 1. ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน จำนวน 84.00 ล้านบาท 2.ใช้เป็นเงินลงทุนในการขยายสาขา จำนวน 190 ล้านบาท และ 3.ใช้เป็นเงินลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจให้บริการดูแลสุขภาพ (wellness) จำนวน 114 ล้านบาท