โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

5 ปี รถไฟไฮสปีด 3 สนามบิน อีอีซี ขีดเส้น มกราคม 2568 ไปต่อ หรือพอแค่นี้

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 21 พ.ย. 2567 เวลา 04.26 น. • เผยแพร่ 21 พ.ย. 2567 เวลา 04.25 น.

มติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ด EEC เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 เห็นชอบใน “หลักการ” ของการแก้ไขสัญญาของ “โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน” (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) นั้น

เป็นเหมือนการส่งสัญญาณให้รู้ว่า รถไฟไฮสปีดเทรนที่จะวิ่งตรงเข้าสู่ภาคตะวันออกโดยใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง “ใกล้ความเป็นความจริง” เข้ามาแล้ว

หลังจากที่โครงการนี้ต้องล่าช้ามากว่า 5 ปี จากเดิมที่จะต้องเห็นการเดินรถแล้วในปี 2567

ดังนั้น การผ่านมติ กพอ.เพื่อแก้ไขในสัญญาร่วมทุนเพื่อให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจึงได้สรางความหวังให้กับการพัฒนาพื้นที่ตลอดแนวเส้นทางรถไฟที่จะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อเตรียมพร้อมรับความเจริญที่กำลังจะเกิดขึ้น

แต่ทว่า ความพยายามที่จะผลักดันโครงการดังกล่าวให้เดินหน้าต่อไปกลับดูยืดเยื้อ โดยที่ว่า หลังจากที่ กพอ.มีมติอนุมัติให้แก้ไขสัญญาผ่านมาได้ 1 เดือนแล้ว เรื่องก็ยังไปไม่ถึงที่ประชุม ครม. เพื่อขออนุมัติในหลักการของการแก้ไขสัญญา

ก่อนที่จะมีการร่างสัญญาร่วมทุนฉบับใหม่และยังจะต้องกลับเข้ามา ครม.อนุมัติให้เซ็นสัญญาระหว่าง รฟท. กับบริษัท เอเชีย เอรา วัน อีกครั้ง

หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2559 การฟื้นโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดภายใต้ชื่อใหม่ “เขตพัฒนาพิเศษตะวันออก (EEC)” โดยมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจในยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการที่จะปลุกการลงทุนใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี ขึ้นมาใหม่

โดยจัดให้มี พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ขึ้นมาบริหารจัดการการลงทุน ประกาศแผนโครงการ 4 เมกะโปรเจ็กต์ที่มีมูลค่านับล้านล้านบาทให้เกิดขึ้นภายใน 5 ปี ซึ่ง 1 ในนั้นก็คือ “โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน” ที่มีมูลค่าถึง 224,544.36 ล้านบาท

จากนั้นได้มีการอนุมัติร่างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินระยะทาง 220 ก.ม. จากทาง ครม. ทำให้เห็นรูปร่างของเส้นทางตั้งแต่ท่าอากาศยานดอนเมือง บางซื่อ พญาไท เชื่อมเข้าสู่เส้นแอร์พอร์ตลิงค์ วิ่งตรงไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มุ่งตรงไปยังสถานีเมืองฉะเชิงเทรา ชลบุรี ศรีราชา และปลายทางที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา

โดยมีการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เป็นผู้ดำเนินงานร่วมกับเอกชนในรูปแบบ PPP-Net Cost สัมปทาน 50 ปี เมื่อครบสัญญา ทรัพย์สินจะตกเป็นของรัฐบาล

ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2561 กพอ.เริ่มประกาศเชิญชวนผู้เข้าร่วมประมูล โดยมีเอกชนซื้อซองประมูลทั้งหมด 31 ราย และยื่นข้อเสนอเป็นกิจการร่วมค้า 2 รายจาก 8 บริษัท

ในที่สุดกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร ซึ่งเสนอราคาที่ 117,227 ล้านบาท เป็นผู้ชนะการประมูลในครั้งนี้ และวันที่ 24 ตุลาคม 2562 รฟท. และ EEC ได้ลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับ “บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด” ที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินโครงการ

อย่างไรก็ตาม ช่วงระหว่างเตรียมการเคลียร์พื้นที่ทั้งการเวนคืนที่ดิน รื้อท่อก๊าซ สายส่ง พร้อมทั้งส่งมอบพื้นที่ปรากฏ เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ทุกอย่างต้องหยุดชะงักลงทันที

ส่งผลให้ผู้โดยสารแอร์พอร์ตลิงก์ลดลงกระทบรายได้ เอกชนไม่สามารถชำระค่าสิทธิร่วมลงทุนจำนวน 10,671.090 ล้านบาทตามสัญญาร่วมลงทุนได้ และยังอ้างเหตุต้นทุนค่าดำเนินการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ผู้โดยสารลดจำนวนลง อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น

เป็นเหตุให้ บริษัท เอเชีย เอรา วันต้องยื่นขอแก้ไขสัญญาและขอขยายกรอบเวลาการทำงานออกไปโดยให้ถือว่า “เป็นเหตุสุดวิสัย”

การสูญเสียระยะเวลาในช่วงที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน “หยุดชะงัก” ลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ทำให้ รฟท.และ EEC สูญเสียโอกาสในการที่จะพัฒนาเมือง พัฒนาแต่ละสถานี พื้นที่ตลอดแนวเส้นทางรถไฟ รวมถึงสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ด้วยทางเชื่อมเข้าสนามบินจะอยู่ใต้รันเวย์ที่ 2 ทำให้การสร้างรันเวย์ต้องชะงักไปด้วย

ระหว่างนี้ได้เกิดการเจรจาเพื่อแก้ไขสัญญาใหม่หลายครั้ง โดยที่ต่างฝ่ายต่างยืนกรานในเงื่อนไขของตนเอง ในขณะที่รัฐบาลเองจำเป็นต้องรักษาผลประโยชน์ให้รัฐได้มากที่สุด สุดท้ายจึงเป็นที่มาของการกำหนดเงื่อนไขขึ้นมาใหม่จากข้อสนอ 6 ข้อของบริษัทเอเชีย เอรา วัน

ซึ่ง “นายพิชัย ชุณหวชิร” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ด EEC ได้เห็นชอบหลักการแก้ไขปัญหาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ภายใต้สัญญาใหม่ 5 ข้อ คือ

1) วิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน (Public Investment Cost : PIC) จากเดิม รัฐจะจ่ายเมื่อเอกชนเปิดเดินรถไฟความเร็วสูง โดยรัฐจะ “แบ่งจ่าย” เป็นเวลา 10 ปี ปีละเท่าๆ กันรวมเป็นเงินจำนวน 149,650 ล้านบาท เปลี่ยนมาเป็นรัฐจะจ่ายเป็นงวดตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างที่ รฟท.ตรวจรับวงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท แต่มีเงื่อนไขให้เอเชีย เอรา วัน ต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิมรวมเป็นจำนวน 160,000 ล้านบาท เพื่อประกันว่างานก่อสร้างและรถไฟความเร็วสูงจะเปิดให้บริการได้ภายในระยะเวลา 5 ปี กรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างจะทยอยตกเป็นของ รฟท.ทันทีตามงวดการจ่ายเงินนั้นๆ

2) การกำหนดการชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงค์ (ARL) จะให้เอเชีย เอรา วัน แบ่งชำระค่าสิทธิจำนวน 10,671.09 ล้านบาท ออกเป็น 7 งวดเป็นรายปี ในจำนวนแบ่งชำระเท่าๆ กัน แต่บริษัทจะต้องชำระงวดแรก ณ วันที่ลงนามแก้ไขสัญญากับ รฟท. และบริษัทยังต้องวางหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคารในมูลค่าเท่ากับค่าสิทธิ ARL รวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเงินอื่นๆ ที่ รฟท.จะต้องรับภาระด้วย

3) การกำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทน (Revenue Sharing) เพิ่มเติม หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของโครงการลดลงอย่างมีนัยสำคัญและเป็นผลทำให้เอเชีย เอรา วัน ได้ผลประโยชน์ตอบแทน (IRR) เพิ่มขึ้นเกินกว่า 5.52% แล้วก็จะให้สิทธิ รฟท.เรียกให้บริษัทชำระส่วนแบ่งผลประโยชน์เพิ่มได้ตามแต่จะตกลงกันต่อไป

4) การ “ยกเว้น” เงื่อนไขการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed : NTP) ให้คู่สัญญาจัดทำบันทึกความตกลงยกเว้นเงื่อนไข NTP ที่ยังไม่สำเร็จ (การรับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ) เพื่อให้ รฟท.สามารถออกหนังสือ NTP ให้กับเอเชีย เอรา วัน ได้ทันทีหลัง 2 ฝ่ายลงนามในการแก้ไขสัญญา และ

5) ป้องกันการเกิดปัญหาในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถานะทางการเงินของโครงการ โดยทำการปรับปรุงข้อสัญญาในส่วนของ “เหตุสุดวิสัย” กับ “เหตุผ่อนปรน” ให้สอดคล้องกับสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการอื่น

ขณะนี้จึงรอเพียงเวลาที่จะเสนอเข้า ครม.เพื่อพิจารณาในหลักการ โดย รฟท.และเอเชีย เอรา วัน ต้องเจรจายอมรับในการแก้ไขสัญญาฉบับใหม่ เพื่อส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบในถ้อยคำและเงื่อนไขต่างๆ และนำเข้า ครม.อีกครั้ง เพื่ออนุมัติร่างสัญญาฉบับใหม่

ทั้งหมดจะต้องให้เสร็จภายในสิ้นปี 2567 โดยบริษัทเอเชีย เอรา วัน จะต้องเซ็นสัญญาใหม่เพื่อที่ รฟท.จะออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) ทันที คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2568

แต่หากไม่เป็นไปตามนั้นรัฐมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเข้ามาดำเนินการลงทุนเอง ด้วยมูลค่า 120,000 ล้านบาท ในการก่อสร้างโครงสร้างระบบราง ส่วนขบวนรถจะเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลเพื่อการเดินรถ ในส่วนนี้จะใช้เงินลงทุนอีกประมาณ 40,000 ล้านบาท

ทำให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยังจะต้องผ่านด่านอีก 3 ด่าน ได้แก่ การนำเรื่องเข้า ครม.อีก 2 ครั้ง กับการตัดสินใจเซ็นสัญญาฉบับใหม่ระหว่าง รฟท.กับบริษัทเอเชีย เอรา วัน จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ในเมื่อเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้ไปต่อ ได้ถูกส่งกลับไปยังบริษัทเอเชีย เอรา วัน ที่จะต้องจัดหาเงินกู้และการวางหนังสือค้ำประกันเพื่อที่จะนำมาลงทุนในโครงการ

โดยสถาบันการเงินเองก็จะต้องพิจารณาความเสี่ยงและความสามารถของผู้กู้จากพื้นฐานการแก้ไขสัญญาร่วมทุน 5 ข้อเป็นสำคัญ

ท่ามกลางความเชื่อที่ว่า โครงการจะได้ไปต่อ โดยคนไทยจะได้ขึ้น “ไฮสปีดเทรน” รถไฟความเร็วสูงเส้นใหม่ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเร็วที่สุดก็ในปี 2572 นั่นเอง

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 5 ปี รถไฟไฮสปีด 3 สนามบิน อีอีซี ขีดเส้น มกราคม 2568 ไปต่อ หรือพอแค่นี้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...