5 ปี รถไฟไฮสปีด 3 สนามบิน อีอีซี ขีดเส้น มกราคม 2568 ไปต่อ หรือพอแค่นี้
มติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ด EEC เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2567 เห็นชอบใน “หลักการ” ของการแก้ไขสัญญาของ “โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน” (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) นั้น
เป็นเหมือนการส่งสัญญาณให้รู้ว่า รถไฟไฮสปีดเทรนที่จะวิ่งตรงเข้าสู่ภาคตะวันออกโดยใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง “ใกล้ความเป็นความจริง” เข้ามาแล้ว
หลังจากที่โครงการนี้ต้องล่าช้ามากว่า 5 ปี จากเดิมที่จะต้องเห็นการเดินรถแล้วในปี 2567
ดังนั้น การผ่านมติ กพอ.เพื่อแก้ไขในสัญญาร่วมทุนเพื่อให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินจึงได้สรางความหวังให้กับการพัฒนาพื้นที่ตลอดแนวเส้นทางรถไฟที่จะถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อเตรียมพร้อมรับความเจริญที่กำลังจะเกิดขึ้น
แต่ทว่า ความพยายามที่จะผลักดันโครงการดังกล่าวให้เดินหน้าต่อไปกลับดูยืดเยื้อ โดยที่ว่า หลังจากที่ กพอ.มีมติอนุมัติให้แก้ไขสัญญาผ่านมาได้ 1 เดือนแล้ว เรื่องก็ยังไปไม่ถึงที่ประชุม ครม. เพื่อขออนุมัติในหลักการของการแก้ไขสัญญา
ก่อนที่จะมีการร่างสัญญาร่วมทุนฉบับใหม่และยังจะต้องกลับเข้ามา ครม.อนุมัติให้เซ็นสัญญาระหว่าง รฟท. กับบริษัท เอเชีย เอรา วัน อีกครั้ง
หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2559 การฟื้นโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดภายใต้ชื่อใหม่ “เขตพัฒนาพิเศษตะวันออก (EEC)” โดยมี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจในยุคของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องการที่จะปลุกการลงทุนใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี ขึ้นมาใหม่
โดยจัดให้มี พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ขึ้นมาบริหารจัดการการลงทุน ประกาศแผนโครงการ 4 เมกะโปรเจ็กต์ที่มีมูลค่านับล้านล้านบาทให้เกิดขึ้นภายใน 5 ปี ซึ่ง 1 ในนั้นก็คือ “โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน” ที่มีมูลค่าถึง 224,544.36 ล้านบาท
จากนั้นได้มีการอนุมัติร่างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินระยะทาง 220 ก.ม. จากทาง ครม. ทำให้เห็นรูปร่างของเส้นทางตั้งแต่ท่าอากาศยานดอนเมือง บางซื่อ พญาไท เชื่อมเข้าสู่เส้นแอร์พอร์ตลิงค์ วิ่งตรงไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มุ่งตรงไปยังสถานีเมืองฉะเชิงเทรา ชลบุรี ศรีราชา และปลายทางที่ท่าอากาศยานอู่ตะเภา
โดยมีการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) เป็นผู้ดำเนินงานร่วมกับเอกชนในรูปแบบ PPP-Net Cost สัมปทาน 50 ปี เมื่อครบสัญญา ทรัพย์สินจะตกเป็นของรัฐบาล
ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2561 กพอ.เริ่มประกาศเชิญชวนผู้เข้าร่วมประมูล โดยมีเอกชนซื้อซองประมูลทั้งหมด 31 ราย และยื่นข้อเสนอเป็นกิจการร่วมค้า 2 รายจาก 8 บริษัท
ในที่สุดกิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร ซึ่งเสนอราคาที่ 117,227 ล้านบาท เป็นผู้ชนะการประมูลในครั้งนี้ และวันที่ 24 ตุลาคม 2562 รฟท. และ EEC ได้ลงนามสัญญาร่วมลงทุนกับ “บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด” ที่ตั้งขึ้นเพื่อดำเนินโครงการ
อย่างไรก็ตาม ช่วงระหว่างเตรียมการเคลียร์พื้นที่ทั้งการเวนคืนที่ดิน รื้อท่อก๊าซ สายส่ง พร้อมทั้งส่งมอบพื้นที่ปรากฏ เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ทุกอย่างต้องหยุดชะงักลงทันที
ส่งผลให้ผู้โดยสารแอร์พอร์ตลิงก์ลดลงกระทบรายได้ เอกชนไม่สามารถชำระค่าสิทธิร่วมลงทุนจำนวน 10,671.090 ล้านบาทตามสัญญาร่วมลงทุนได้ และยังอ้างเหตุต้นทุนค่าดำเนินการก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น ผู้โดยสารลดจำนวนลง อัตราดอกเบี้ยปรับขึ้น
เป็นเหตุให้ บริษัท เอเชีย เอรา วันต้องยื่นขอแก้ไขสัญญาและขอขยายกรอบเวลาการทำงานออกไปโดยให้ถือว่า “เป็นเหตุสุดวิสัย”
การสูญเสียระยะเวลาในช่วงที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน “หยุดชะงัก” ลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 ทำให้ รฟท.และ EEC สูญเสียโอกาสในการที่จะพัฒนาเมือง พัฒนาแต่ละสถานี พื้นที่ตลอดแนวเส้นทางรถไฟ รวมถึงสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ด้วยทางเชื่อมเข้าสนามบินจะอยู่ใต้รันเวย์ที่ 2 ทำให้การสร้างรันเวย์ต้องชะงักไปด้วย
ระหว่างนี้ได้เกิดการเจรจาเพื่อแก้ไขสัญญาใหม่หลายครั้ง โดยที่ต่างฝ่ายต่างยืนกรานในเงื่อนไขของตนเอง ในขณะที่รัฐบาลเองจำเป็นต้องรักษาผลประโยชน์ให้รัฐได้มากที่สุด สุดท้ายจึงเป็นที่มาของการกำหนดเงื่อนไขขึ้นมาใหม่จากข้อสนอ 6 ข้อของบริษัทเอเชีย เอรา วัน
ซึ่ง “นายพิชัย ชุณหวชิร” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หรือบอร์ด EEC ได้เห็นชอบหลักการแก้ไขปัญหาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ภายใต้สัญญาใหม่ 5 ข้อ คือ
1) วิธีชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน (Public Investment Cost : PIC) จากเดิม รัฐจะจ่ายเมื่อเอกชนเปิดเดินรถไฟความเร็วสูง โดยรัฐจะ “แบ่งจ่าย” เป็นเวลา 10 ปี ปีละเท่าๆ กันรวมเป็นเงินจำนวน 149,650 ล้านบาท เปลี่ยนมาเป็นรัฐจะจ่ายเป็นงวดตามความก้าวหน้าของงานก่อสร้างที่ รฟท.ตรวจรับวงเงินไม่เกิน 120,000 ล้านบาท แต่มีเงื่อนไขให้เอเชีย เอรา วัน ต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิมรวมเป็นจำนวน 160,000 ล้านบาท เพื่อประกันว่างานก่อสร้างและรถไฟความเร็วสูงจะเปิดให้บริการได้ภายในระยะเวลา 5 ปี กรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างจะทยอยตกเป็นของ รฟท.ทันทีตามงวดการจ่ายเงินนั้นๆ
2) การกำหนดการชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงค์ (ARL) จะให้เอเชีย เอรา วัน แบ่งชำระค่าสิทธิจำนวน 10,671.09 ล้านบาท ออกเป็น 7 งวดเป็นรายปี ในจำนวนแบ่งชำระเท่าๆ กัน แต่บริษัทจะต้องชำระงวดแรก ณ วันที่ลงนามแก้ไขสัญญากับ รฟท. และบริษัทยังต้องวางหนังสือค้ำประกันที่ออกโดยธนาคารในมูลค่าเท่ากับค่าสิทธิ ARL รวมถึงค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเงินอื่นๆ ที่ รฟท.จะต้องรับภาระด้วย
3) การกำหนดส่วนแบ่งผลประโยชน์ตอบแทน (Revenue Sharing) เพิ่มเติม หากในอนาคตอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของโครงการลดลงอย่างมีนัยสำคัญและเป็นผลทำให้เอเชีย เอรา วัน ได้ผลประโยชน์ตอบแทน (IRR) เพิ่มขึ้นเกินกว่า 5.52% แล้วก็จะให้สิทธิ รฟท.เรียกให้บริษัทชำระส่วนแบ่งผลประโยชน์เพิ่มได้ตามแต่จะตกลงกันต่อไป
4) การ “ยกเว้น” เงื่อนไขการออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (Notice to Proceed : NTP) ให้คู่สัญญาจัดทำบันทึกความตกลงยกเว้นเงื่อนไข NTP ที่ยังไม่สำเร็จ (การรับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ) เพื่อให้ รฟท.สามารถออกหนังสือ NTP ให้กับเอเชีย เอรา วัน ได้ทันทีหลัง 2 ฝ่ายลงนามในการแก้ไขสัญญา และ
5) ป้องกันการเกิดปัญหาในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อสถานะทางการเงินของโครงการ โดยทำการปรับปรุงข้อสัญญาในส่วนของ “เหตุสุดวิสัย” กับ “เหตุผ่อนปรน” ให้สอดคล้องกับสัญญาร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนในโครงการอื่น
ขณะนี้จึงรอเพียงเวลาที่จะเสนอเข้า ครม.เพื่อพิจารณาในหลักการ โดย รฟท.และเอเชีย เอรา วัน ต้องเจรจายอมรับในการแก้ไขสัญญาฉบับใหม่ เพื่อส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดตรวจสอบในถ้อยคำและเงื่อนไขต่างๆ และนำเข้า ครม.อีกครั้ง เพื่ออนุมัติร่างสัญญาฉบับใหม่
ทั้งหมดจะต้องให้เสร็จภายในสิ้นปี 2567 โดยบริษัทเอเชีย เอรา วัน จะต้องเซ็นสัญญาใหม่เพื่อที่ รฟท.จะออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน (NTP) ทันที คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม 2568
แต่หากไม่เป็นไปตามนั้นรัฐมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเข้ามาดำเนินการลงทุนเอง ด้วยมูลค่า 120,000 ล้านบาท ในการก่อสร้างโครงสร้างระบบราง ส่วนขบวนรถจะเปิดให้เอกชนเข้ามาประมูลเพื่อการเดินรถ ในส่วนนี้จะใช้เงินลงทุนอีกประมาณ 40,000 ล้านบาท
ทำให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ยังจะต้องผ่านด่านอีก 3 ด่าน ได้แก่ การนำเรื่องเข้า ครม.อีก 2 ครั้ง กับการตัดสินใจเซ็นสัญญาฉบับใหม่ระหว่าง รฟท.กับบริษัทเอเชีย เอรา วัน จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ในเมื่อเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้โครงการนี้ไปต่อ ได้ถูกส่งกลับไปยังบริษัทเอเชีย เอรา วัน ที่จะต้องจัดหาเงินกู้และการวางหนังสือค้ำประกันเพื่อที่จะนำมาลงทุนในโครงการ
โดยสถาบันการเงินเองก็จะต้องพิจารณาความเสี่ยงและความสามารถของผู้กู้จากพื้นฐานการแก้ไขสัญญาร่วมทุน 5 ข้อเป็นสำคัญ
ท่ามกลางความเชื่อที่ว่า โครงการจะได้ไปต่อ โดยคนไทยจะได้ขึ้น “ไฮสปีดเทรน” รถไฟความเร็วสูงเส้นใหม่ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเร็วที่สุดก็ในปี 2572 นั่นเอง
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 5 ปี รถไฟไฮสปีด 3 สนามบิน อีอีซี ขีดเส้น มกราคม 2568 ไปต่อ หรือพอแค่นี้
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com