โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

TikTok ไม่บี้แบน แม้ถูก Ban

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 ม.ค. 2568 เวลา 02.42 น. • เผยแพร่ 27 ม.ค. 2568 เวลา 02.42 น.

Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน

Instagram : @sueching

Facebook.com/JitsupaChin

TikTok ไม่บี้แบน

แม้ถูก Ban

โซเชียลมีเดีย TikTok ได้กลายเป็นเสมือนส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งในชีวิตของผู้ใช้งานจำนวนมากทั่วโลก ถ้าจะดูสถิติตัวเลขผู้ใช้งานว่าประเทศไหนมีมากที่สุดหากไม่นับประเทศจีน อันดับหนึ่งก็คืออินโดนีเซีย ตามมาด้วย สหรัฐอเมริกา บราซิล เม็กซิโก และเวียดนาม โดยมีประเทศไทยตามมาไม่กี่อันดับหลังจากนั้น

ดังนั้น ถ้าจะบอกว่าชาว TikToker ในสหรัฐอเมริการู้สึกหดหู่และสิ้นหวังในคืนวันเสาร์ที่ผ่านมาที่แอพพลิเคชั่น TikTok ปิดให้บริการในประเทศก็คงจะไม่ผิด ครีเอเตอร์บน TikTok ต่างก็อัดคลิปวิดีโอสั้นร่ำลาผู้ติดตามพร้อมด้วยความหวังว่าจะพบกันใหม่

ก่อนหน้าที่ TikTok ในสหรัฐจะปิดตัวลง ผู้คนที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ลี้ภัย TikTok ก็พยายามดิ้นรนหาทางเลือกใหม่ให้กับตัวเอง โดยส่วนใหญ่หันไปซบอกแอพพลิเคชั่น Xiao Hong Shu หรือที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า RedNote ซึ่งก็เป็นแอพพ์จากจีนเช่นเดียวกัน แต่มีลักษณะพิเศษคือการผสมผสานเสน่ห์ของหลายแพลตฟอร์มเข้าด้วยกัน จนทำให้ยอดผู้ใช้งานของ RedNote พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

สาเหตุที่ TikTok ถูกแบนในสหรัฐ มาจากคำตัดสินของศาลสูงที่ยืนยันกฎหมายซึ่งกำหนดให้ ByteDance บริษัทแม่ของ TikTok ต้องขายกิจการให้ผู้ซื้อในสหรัฐ หากไม่ทำเช่นนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด แอพพ์ TikTok ก็จะถูกแบนในประเทศ

ที่จำเป็นต้องยืนกรานให้ ByteDance ขายกิจการให้กับผู้ซื้อในสหรัฐ ก็เนื่องจากทางการของสหรัฐเกรงว่าการที่ TikTok เป็นของ ByteDance ซึ่งดำเนินธุรกิจในจีนจะทำให้ทางการจีนสามารถเรียกขอข้อมูลอะไรก็ได้

หรือ TikTok อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลจีนซึ่งอาจจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ TikTok ในสหรัฐ ร้องห่มร้องไห้กันยังไม่ถึง 1 วันดี แอพพลิเคชั่น TikTok ก็กลับมาให้บริการอีกครั้ง เมื่อเปิดเข้าไปในแอพพ์ก็จะพบกับข้อความต้อนรับการกลับมา

พร้อมกับขอบคุณประธานาธิบดี Donald Trump ที่เลื่อนการบังคับใช้กฎหมายแบนออกไป ซึ่งการขยายเส้นตายครั้งนี้จะทำได้สูงสุด 90 วัน

ดังนั้น ก็จะต้องติดตามกันว่า ByteDance จะรับมืออย่างไรต่อไป ที่สุดแล้วจะยอมขายหรือไม่

ชะตากรรมของ TikTok ในสหรัฐจะเป็นอย่างไรต่อไปยังไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ ก่อนหน้านี้ ByteDance ก็เคยต้องดึงแอพพ์ออกจากอีกประเทศที่เคยมีจำนวนผู้ใช้งานที่เยอะที่สุดมาก่อนแล้ว นั่นก็คือการถอด TikTok ออกจากประเทศอินเดียในปี 2020

ณ เวลานั้น อินเดียถือเป็นตลาดต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของ TikTok โดยมีผู้ใช้งานมากกว่า 200 ล้านคน ในขณะที่ในสหรัฐมีผู้ใช้งานอยู่ที่ประมาณ 170 ล้านคน

การแบนครั้งนั้นเกิดจากข้อพิพาทชายแดนระหว่างอินเดียและจีน ส่งผลให้รัฐบาลอินเดียประกาศแบน TikTok และแอพพลิเคชั่นจากจีนอีกกว่า 50 แอพพ์ โดยได้อ้างเหตุผลเรื่องความปลอดภัยของประเทศเช่นเดียวกัน

เมื่อฝุ่นจากการแบนหายตลบก็เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างขึ้นกับโครงสร้างของโซเชียลมีเดียในประเทศอินเดีย หลักๆ ก็คือเป็นการเปิดทางให้กับโซเชียลมีเดียคู่แข่งที่เป็นของท้องถิ่นคือพัฒนาโดยคนอินเดียเองให้ได้มีโอกาสในการแข่งขันบ้าง

ทันทีที่ทางการอินเดียแบน TikTok อินฟลูเอนเซอร์ คอนเทนต์ครีเอเตอร์ระดับอินเตอร์ที่มีผู้ติดตามอยู่นอกประเทศก็หาทางรอดด้วยการ ‘มุด VPN’ เพื่อที่จะโพสต์คลิปใหม่ๆ ลงบน TikTok ต่อไปได้

แต่อินฟลูฯ เหล่านั้นก็ยังไม่ใช่กลุ่มใหญ่ เพราะตั้งแต่คนอินเดียเริ่มรู้จัก TikTok ในปี 2017 นับว่าเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่โครงสร้างสาธารณะทั้ง 4G และ 5G พร้อมให้ใช้งานแล้ว ทำให้ผู้ใช้สมาร์ตโฟนไม่ว่าจะอยู่ในเมืองใหญ่หรืออยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ห่างไกลความเจริญออกมาก็สามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือได้

หลายๆ คนเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้สมาร์ตโฟนอัดคลิปวิดีโอสั้นเพื่อถ่ายทอดชีวิตของตัวเองให้ผู้ติดตามได้รับรู้ ทำให้ TikTok ในอินเดียมีคอนเทนต์ที่หลากหลาย ทั้งเรื่องภาษาถิ่นไปจนถึงวิถีชีวิต และการเพิ่มยอดผู้ติดตามในตอนนั้นก็ยังทำได้ง่าย จน TikTok กลายเป็นแพลตฟอร์มที่คนอินเดียชื่นชอบเป็นอย่างมาก

ครีเอเตอร์หลายต่อหลายล้านคนที่อยู่ในกลุ่มนี้ไม่มีความจำเป็นต้องมุด VPN ไปหาผู้ติดตามในต่างประเทศ ประจวบเหมาะกับธุรกิจท้องถิ่น อย่างแอพพลิเคชั่น MX TakaTak, Chingari หรือ Moj ก็เข้ามาช้อนรับคนกลุ่มนี้ไปอยู่บนแอพพ์ของตัวเอง หลายๆ แอพพ์เสนอค่าตอบแทนให้กับครีเอเตอร์ที่โพสต์คอนเทนต์ยอดนิยม

ทำให้จำนวนผู้ใช้งานของแอพพ์ที่พัฒนาโดยคนอินเดียเองก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ถึงแม้ว่าจะได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วแค่ไหน แต่เว็บไซต์ TIME ก็รายงานว่าท้ายที่สุดก็ต้องเจอกับคู่แข่งที่แข็งแกร่งเกินจะต้าน ซึ่งก็คือโซเชียลมีเดียสัญชาติอเมริกันทั้งหลาย อย่างเช่น YouTube ที่เปิดตัวฟีเจอร์วิดีโอสั้น Shorts ไม่นานหลังจาก TikTok ในอินเดียถูกแบน ทำให้ผู้คนหลั่งไหลไปหาอย่างท่วมท้น

Instagram ในอินเดียเองก็สู้ด้วยการดันฟีเจอร์วิดีโอสั้น Reels แบบเต็มตัว โดยยอมยกให้อินเดียเป็นประเทศแรกที่ได้แอพพลิเคชั่นแบบแยก Reels ออกมาเป็นแท็บต่างหากให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

จนท้ายที่สุด แอพพลิเคชั่นท้องถิ่นที่อาสาเข้ามาเป็นตัวเลือกแทน TikTok ในตอนต้นก็ค่อยๆ ล้มหายตายจากไปทีละราย

และอินเดียก็กลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดสำหรับทั้ง YouTube และ Instagram ไปโดยปริยาย

ส่วน TikTok เป็นอย่างไรหลังจากถูกอินเดียแบนนั้นเราก็น่าจะได้เห็นกันแล้ว

TikTok ที่ถูกแบนออกจากตลาดขนาดใหญ่อย่างอินเดียก็ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจไปครอบคลุมประเทศอื่นๆ ได้มากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ ByteDance จะไม่สนใจตัวเลือกของการขายธุรกิจให้กับผู้ซื้อในสหรัฐ

ขนาดตลาดที่ใหญ่กว่าอย่างอินเดียก็ยังเคยถูกเตะออกมาแล้ว นอกจากจะไม่ตายแล้วยังแข็งแกร่งขึ้นอีกต่างหาก

ดังนั้น ในระหว่างที่การเมืองของสหรัฐยังไม่นิ่ง

ByteDance ก็เพียงแค่รอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพร้อมๆ ไปกับการขยายธุรกิจต่อแบบไม่หยุดยั้ง

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : TikTok ไม่บี้แบน แม้ถูก Ban

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...