โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แนวคิดเรื่องเขตแดนสมัยใหม่ จากภาพเขียนภายในพระอุโบสถ "วัดเบญจมบพิตร"

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 03 ต.ค. 2566 เวลา 02.49 น. • เผยแพร่ 02 ต.ค. 2566 เวลา 06.44 น.

แนวคิดเรื่อง “เขตแดนสมัยใหม่” จากภาพเขียน “พระสถูปเจดีย์” ภายในพระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตร

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวงชั้นเอก และวัดประจำรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ถือเป็นวัดสำคัญในกรุงเทพฯ ที่ชาวไทยรู้จักกันดี รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่จะรู้จักในชื่อ “The Marble Temple” จากการที่พระอุโบสถประดับด้วยหินอ่อนอย่างดีจากอิตาลี จึงเป็นวัดที่มีทั้งมูลค่า และคุณค่าอย่างมหาศาล ในแง่ของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม และมรดกทางภูมิปัญญาที่สำคัญยิ่งของไทย

วัดเบญจมบพิตร นอกจากจะเป็นวัดไทยที่วิจิตรงดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทยจารีต โดยการออกแบบของ “นายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม” หรือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระอารามหลวงแห่งนี้ยังถือเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่อธิบายโลกทัศน์ของชนชั้นนำสยามในยุคเปลี่ยนผ่าน จากรัฐจารีตแบบโบราณมาสู่รัฐสมัยใหม่อย่างสมบูรณ์ในยุครัชกาลที่ 5 เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่บรรจงใส่รายละเอียดความเป็นสถาปัตยกรรมไทยอย่างปราณีต และสร้างร่วมสมัยกับช่วงเวลาที่รัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปการปกครอง ทรงเริ่มนโยบายรวมศูนย์พระราชอำนาจที่กระจัดกระจายให้เข้าสู่ส่วนกลาง เพื่อสร้างรัฐสมัยใหม่เรียกว่ารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ศ. ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ อธิบายเรื่อง “แนวคิดสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร” ในหนังสือ การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรม สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม (มติชน, พิมพ์ครั้งที่ 2, 2550) ไว้ว่า ถ้าพิจารณาเฉพาะในงานสถาปัตยกรรมแบบจารีตจะพบว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงใส่พระทัยในการสร้างงานสถาปัตยกรรมทางพระพุทธศาสนามากที่สุดเพียงแห่งเดียวคือ วัดเบญจมบพิตร ซึ่งได้เริ่มสร้างตั้งแต่ พ.ศ. 2442 จวบจนสิ้นสุดรัชกาลก็ยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งจากเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการก่่อสร้างที่ยังเหลืออยู่ จะเห็นได้ชัดว่า พระองค์ทรงเข้ามาดูแลในรายละเอียดอย่างใกล้ชิดแทบจะทุกขั้นตอนในการออกแบบ

ทรงมีจดหมายกล่าวชมเชยสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ไว้ตอนหนึ่งว่า

“….ฉันไม่ได้นึกจะยอเลย แต่อดไม่ได้ ว่าเธอเป็นผู้นั่งอยู่ในหัวใจฉันเสียแล้วในเรื่องทำดิไซนเช่นนี้….”

ข้อความในจดหมายย่อมยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า งานออกแบบของเจ้าฟ้าพระองค์นี้สามารถถ่ายทอดแนวคิดต่าง ๆ ขององค์รัชกาลที่ 5 ได้อย่างสมบูรณ์ ตรงพระราชประสงค์ของพระองค์ ด้วยเหตุนี้ งานออกแบบของสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ จึงเท่ากับเป็นเสมือนการศึกษาความคิดในการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรมขององค์รัชกาลที่ 5 ด้วยในอีกทางหนึ่ง

งานสถาปัตยกรรมวัดเบญจมบพิตรก็เหมือนกระจกบานใหญ่ที่สุด ที่สามารถสะท้อนความคิด และความเปลี่ยนแปลงทางสังคมในสมัยรัชกาลที่ 5 ภายใต้กระบวนการสถาปนารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จากการศึกษาพบว่า วัดเบญจมบพิตร ได้สะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวพระอุโบสถ

ไม่ว่าจะเป็นด้านการออกแบบวางผังทางสถาปัตยกรรม ลวดลายประดับต่าง ๆ บนหน้าบัน หรือแม้กระทั่ง พระพุทธรูปภายในพระระเบียง จนอาจกล่าวได้ว่า พระอุโบสถแห่งนี้ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตามได้ทำหน้าที่สะท้อนอุดมคติของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์มากที่สุด

ภาพเขียนในพระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตร : ภาพสะท้อนอุดมคติเรื่องพื้นที่ และ เขตแดนสมัยใหม่

แม้ว่าภาพเขียนผนังทั้ง 8 ในพระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตร จะมิใช่ภาพที่เกิดจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โดยตรง อีกทั้งยังถูกเขียนขึ้นภายหลังเป็นเวลามากแล้วก็ตาม แต่ภาพทั้งหมดก็เกิดขึ้นในพระดำริของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้นำทางความคิดที่สำคัญที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้หนึ่ง ดังนั้น ความคิดของพระองค์ก็เปรียบเสมือนภาพสะท้อนความคิดความเชื่อของชนชั้นนำสยามในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เป็นอย่างดี

ภาพเขียนทั้ง 8 ช่อง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงกำหนดให้เขียนเป็นภาพสถูปเจดีย์ที่สำคัญ 8 องค์ โดยกำหนดให้เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2485 ภาพ พระสถูปเจดีย์ ทั้ง 8 องค์ที่กำหนดขึ้นให้เขียนขึ้นมีดังนี้

พระมหาธาตุเมืองละโว้ พระธาตุพนม พระมหาธาตุเมืองนครศรีธรรมราช พระเจดีย์ชัยมงคลพระนครศรีอยุธยา พระมหาธาตุเมืองศรีสัชนาลัย พระปฐมเจดีย์ พระมหาธาตุหริภุญชัย และพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองเชลียง

ภาพเจดีย์ที่ถูกวาดขึ้นนั้นถือเป็นจอมเจดีย์ที่สำคัญที่สุดในประเทศสยาม ตามการอธิบายแบบรัฐชาติสมัยใหม่สมัยรัชกาลที่ 5

ประเด็นดังกล่าวนี้เกี่ยวข้องกับมุมมองความคิดในเรื่องพื้นที่ถือครองและขอบเขตของพระราชอาณาจักรตามอุดมคติแบบใหม่ที่ยึดขอบเขตดินแดนตามที่เป็นจริง มิใช่ขอบเขตพระราชอำนาจที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจเหนือเพียงแต่ในนามเช่นในอดีต กล่าวคือ ภาพเขียนสถูปเจดีย์ทั้ง 8 เป็นภาพสะท้อนการถือครองพื้นที่ในอุดมคติใหม่ของสยามที่แสดงขอบเขตชัดเจนตามที่เป็นจริงเชิงประจักษ์ตามระเบียบโลกสมัยใหม่

ซึ่งหากลองย้อนกลับไปพิจารณาบริบททางสังคมสมัยรัชกาลที่ 5 จะพบว่า ขอบเขตประเทศสยามยังเป็นสิ่งที่ไม่ชัดเจน และแน่นอนดังในปัจจุบัน สถูปเจดีย์บางองค์ เช่น พระธาตุหริภุญชัยที่เมืองลำพูนยังถือว่าเป็นสถูปเจดีย์ที่อยู่ในเขตประเทศราชฝ่ายเหนือของสยาม ซึ่งยังมิได้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับสยามอย่างเต็มที่ พระธาตุหริภุญชัยของลำพูนยังถือว่าอยู่ในดินแดนที่เป็นเมืองใน “มณฑลลาวเฉียง” หรือแม้กระทั่ง พระธาตุพนมเองก็ถือว่าเป็น พระสถูปเจดีย์ ในเมืองนครพนมซึ่งเป็นเมืองอยู่ใน “มณฑลลาวพวน” ซึ่งหัวเมืองเหล่านี้ยังถือกันมาจนสมัยรัชกาลที่ 5 ว่าเป็น เมืองลาว

ประเทศราชหล่านี้ ในอุดมคติเดิมของสยามไม่ได้ถือว่าเป็นราชอาณาจักรสยาม แต่ถือว่าเป็น “เมืองลาว” ที่ขึ้นกับกรุงเทพมหานคร ดังที่ยังมีหลักฐานปรากฎอยูในอักขราภิธานศัพท์ของหมดบรัดเลย์กล่าวไว้อย่างชัดเจน แต่ด้วยอุดมคติในเรื่อง “พื้นที่” และ “เขตแดนสมัยใหม่” ภายใต้อุดมคติรัฐชาติเรื่องรัฐชาติแบบตะวันตก ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพยายามสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทางเชื้อชาติ และดินแดนขึ้น เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ และความมั่นคงของพระราชอำนาจ อันเป็นไปตามกฎเกณฑ์สมัยใหม่

พระราชประสงค์ในการสร้างความกลมกลืนทางเชื้อชาติ และดินแดนดังกล่าว ยังปรากฏในเห็นจากการที่ทรงเปลี่ยนชื่อมณฑลที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า ลาว เป็นใช้ชื่อตาม ทิศ แทนเช่น “มณฑลลาวเฉียง” กลายเป็น “มณฑลพายัพ” และ “มณฑลลาวพวน” กลายเป็น “มณฑลอุดร” ซึ่งเป็นกุศโลบายในการสร้างเอกภาพทางเชื้อชาติ และดินแดนขึ้น ให้กลายมามีฐานะที่อยู่ใต้พระราชอาณาจักรสยามเหมือนกันหมด มีแต่ไทย ไม่มีลาว

ด้วยเหตุนี้ ภาพเขียนสถูปเจดีย์ทั้ง 8 ในพระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตร จึงเป็นผลผลิตจากแนวคิด และอุดมคติดังกล่าวที่สืบเนื่องมาโดยลำดับ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ภาพสถูปเจดีย์ทั้งหมดก็เป็นการสะท้อนอุดมคติเรื่อง “พื้นที่” และ “อาณาเขต” ที่จริงตามความเป็นจริง และตามกฎระเบียบอย่างใหม่ของโลกสมัยใหม่ เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงพระราชอำนาจ และพระราชอาณาเขตของสยาม ภายใต้พระราชอำนาจของพระองค์ว่า ทิศเหนือมีพระราชอำนาจครองคลุมดินแดนประมาณไหน ทิศใต้ถึงประมาณไหน และทิศตะวันออกประมาณไหน โดยใช้สัญลักษณ์สถาปัตยกรรมทางศาสนาที่สำคัญของท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นตัวบ่งชี้

ตัวอย่างในการใช้งานศิลปะและสถาปัตยกรรมทางศาสนาเป็นตัวกำหนดขอบเขตดินแดนสยามเห็นได้ชัดจากกรณีของวัดชลธาราสิงเห (วัดพิทักษ์แผ่นดินไทย) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2452 ซึ่งเหตุการณ์นั้นเป็นผลมาจากที่อังกฤษพยายามอ้างสิทธิ์ปกครองเหนือจังหวัดนราธิวาสในปัจจุบัน แต่รัชกาลที่ 5 ได้ยกหลักฐานทางศิลปะและสถาปัตยกรรมขึ้นโต้แย้งว่า

“….ศิลปะในวัด และวัดเป็นสถานที่ของพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาประจำชาติของชาวสยาม แผ่นดินนี้ ก็ควรเป็นสยามประเทศ…”

จากหลักฐานทางศิลปกรรม และสถาปัตยกรรม ได้ทำให้อังกฤษต้องยอมรับในที่สุด และจึงได้มีการกำหนดเขตแดนใหม่โดยนำเอาแม่น้ำโกลก ตรงบริเวณที่ไหลผ่านตากใบ (แม่น้ำตากใบ) เป็นเส้นแบ่งสำคัญ

ซึ่งในกรณีภาพเขียนของวัดเบญจมบพิตรนี้ก็เป็นการสะท้อนแนวความคิดในลักษณะเช่นเดียวกัน คือใช้งานสถาปัตยกรรมทางศาสนาเป็นหลักฐานยืนยัน (ส่วนหนึ่ง) ถึงสิทธิเหนือดินแดน และอาณาเขตประเทศสยาม ซึ่งแม้ว่าในกรณีภาพเขียนวัดเบญจมบพิตรจะมิได้เป็นการกำหนดชี้ชัดลงไปในรายละเอียดที่ถูกต้องแบบแผนที่ก็ตาม แต่นั่นก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงมุมมองของชนชั้นนำสยามในยุคนั้น ที่มีต่อโลก และความเป็นประเทศ ว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตมากน้อยเพียงใด และแสดงให้เห็นการออกแบบภายในของพระอุโบสถวัดเบญฐจมบพิตรแห่งนี้ได้เป็นตัวแบบที่ดีที่สุดที่สะท้อน จักรวาลทัศน์สมัยใหม่ และ อุดมคติเรื่องรัฐสมัยใหม่ ของชนชั้นนำสยามสมัยรัชกาลที่ 5 ที่อยู่ภายใต้แนวคิดแบบรวมศูนย์ของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์

แนวคิดแบบใหม่ดังกล่าวได้เข้ามาแทนที่ จักรวาลทัศน์แบบไตรภูมิ และแนวคิดการเมืองแบบ พระเจ้าราชาธิราช ที่เคยถูกสะท้อนในงานสถาปัตยกรรมแบบจารีตในอดีตมาแล้วนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 ตุลาคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...