โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

SCB CIO แนะกลยุทธ์ Q2 ลุยหุ้นคุณภาพ-AI รับมือดอกเบี้ยสูง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 08 พ.ค. เวลา 07.15 น. • เผยแพร่ 08 พ.ค. เวลา 07.15 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยว่า SCB CIO ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนกับ BlackRock ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลก โดยประเมินว่าในไตรมาส 2 ปี 2569 เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความท้าทายจากภาวะช็อกด้านอุปทานและต้นทุนพลังงานที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งจะส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจเติบโตไม่เท่ากัน โดยคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตอย่างยืดหยุ่นด้วยแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะที่ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานค่อนข้างจำกัด ส่วนเศรษฐกิจยุโรปเผชิญความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation) เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น ทางด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่น แม้จะได้แรงหนุนจากเงินเฟ้อและการปฏิรูปบรรษัทภิบาล แต่ในระยะสั้นอาจถูกกดดันด้าน GDP และกำไรจากต้นทุนนำเข้าพลังงานหากสงครามยืดเยื้อ ขณะที่เศรษฐกิจจีนได้รับผลกระทบน้อยกว่าประเทศอื่นในเอเชีย เพราะกระจายความเสี่ยงผ่านพลังงานหมุนเวียนได้ดี แต่อุปสงค์ในประเทศยังคงซบเซา

สำหรับการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักทั่วโลก ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจะผลักดันให้เงินเฟ้อโลกทรงตัวในระดับสูง ซึ่งจะเข้ามาจำกัดพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน โดยธนาคารกลางหลักยังคงเน้นการดำเนินนโยบายที่อิงจากข้อมูลเป็นหลัก (Data-dependent) โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง นักลงทุนจึงควรเตรียมรับมือกับภาวะการเงินที่ยังตึงตัวและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงหลักที่มีผลต่อการลงทุนยังคงต้องจับตา ได้แก่ 1. ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง 2. ความเสี่ยงจาก AI disruption ที่อาจสร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรในกลุ่มธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานสูงและกลุ่มซอฟต์แวร์ ควบคู่กับความท้าทายเรื่องคอขวดของโครงสร้างพื้นฐานกายภาพและพลังงาน และ 3. ความเสี่ยงจากความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯ จากการขาดดุลเรื้อรังและภาระหนี้ภาครัฐ ทำให้นักลงทุนเรียกร้องส่วนชดเชยความเสี่ยง (Term premium) สูงขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ระยะยาวเพิ่มขึ้น

จากสถานการณ์ดังกล่าว กลยุทธ์ลงทุนในตราสารหนี้ ควรเน้นพิจารณาผลตอบแทนจากดอกเบี้ยรับและคัดเลือกตราสารหนี้อย่างระมัดระวัง โดยควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้กลุ่มซอฟต์แวร์ที่ถูก AI กดดัน และระวังความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ในตราสารหนี้อันดับความน่าเชื่อถือระดับ B ที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยง

ส่วนกลยุทธ์ลงทุนในตลาดหุ้นผ่านกองทุนรวม แนะนำให้เน้นคัดเลือกหุ้นเชิงรุกในกลุ่มหุ้นคุณภาพสูง (Quality) ควบคู่กับการมองหาโอกาสในธีม AI ที่ขยายสู่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและเฮลธ์แคร์ แต่ควรระมัดระวังหุ้นขนาดเล็กที่ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนทางการเงิน โดยเน้นบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่ง มีกระแสเงินสดมั่นคง และมีอำนาจในการกำหนดราคา ขณะที่ธีม AI ปัจจุบันโอกาสเปิดกว้างไปยังธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น พลังงาน ระบบทำความเย็น และขยายสู่กลุ่มเฮลธ์แคร์ นอกจากนี้ แนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ได้รับแรงหนุนเชิงนโยบาย และตลาดหุ้นบราซิลที่มีความน่าสนใจจากระดับมูลค่า (Valuation) ที่ค่อนข้างถูกและได้ปัจจัยหนุนจากการลดดอกเบี้ย

ด้านธีมการลงทุนระยะยาวที่น่าสนใจ คือ กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับ Mega Forces เช่น พลังงานทดแทน และระบบไฟฟ้าและเทคโนโลยีสะอาด (Electro-Tech) ครอบคลุมตั้งแต่ระบบกักเก็บพลังงาน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง มอเตอร์ไฟฟ้า โครงข่ายไฟฟ้า และทองแดง ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญต่อความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจและตลาดทุน โดยประเมินว่าจีนมีภูมิคุ้มกันต่อภาวะช็อกด้านพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จนอาจก้าวเป็นประเทศแรกของโลกที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยระบบไฟฟ้าและเทคโนโลยีสะอาด

สำหรับการจัดพอร์ตหลัก (Core Portfolio) SCB แนะนำให้ทยอยลงทุนเพื่อสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ เน้นพันธบัตรและหุ้นกู้คุณภาพดี (Investment Grade) ระยะสั้นของสหรัฐฯ ควบคู่ไปกับการลงทุนในกองทุนทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REITs) โดยเฉพาะ REITs สิงคโปร์ที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลง และ REITs ไทยที่มีมูลค่าน่าสนใจและปันผลสูงถึงราว 8% ส่วนการสร้างโอกาสเติบโต แนะนำลงทุนผ่านกองทุนรวมในตลาดหุ้นสหรัฐฯ, ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (แบบเลือกลงทุน), ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่ได้แรงหนุนจากชิปหน่วยความจำ รวมถึงลงทุนในทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยง

ขณะที่พอร์ตเสริม (Opportunistic Portfolio) เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูง แนะนำลงทุนกองทุนรวมในธีมที่โดดเด่น อาทิ หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ได้อานิสงส์จาก AI, หุ้นกลุ่มพลังงานยั่งยืนที่มีมูลค่าถูกกว่าเทคโนโลยีและปันผลสูง, หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลกที่มีแนวโน้มกำไรโดดเด่น รวมถึงหุ้นตลาดเกิดใหม่ไม่รวมจีน ซึ่งมีมุมมองบวกต่อเกาหลีใต้ ไต้หวัน และบราซิล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...