โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

น้ำมันหายไปไหน? เมื่อรัฐบอก “พอ” แต่ปั๊มขึ้นป้าย “หมด”

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 19 มี.ค. เวลา 05.41 น. • เผยแพร่ 19 มี.ค. เวลา 05.41 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

มีคำถามหนึ่งที่คนไทยหลายล้านคนถามพร้อมกันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะที่รถของพวกเขาจอดต่อคิวยาวหน้าปั๊ม หรือวนหาปั๊มที่ยังเปิดอยู่อย่างสิ้นหวัง คำถามนั้นคือ ถ้ารัฐบาลบอกว่ามีน้ำมันพอ แล้วมันหายไปไหน?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่าน้ำมันหมดโลก ไม่ได้อยู่ที่สงครามตัดเส้นทางเดินเรือจนขาดวิ่ง และไม่ได้อยู่ที่โรงกลั่นหยุดผลิต ตัวเลขยืนยันชัดเจน โรงกลั่น 6 แห่งของไทยยังผลิตน้ำมันดีเซลได้ถึง 75–80 ล้านลิตรต่อวัน เบนซินอีก 32–33 ล้านลิตร กำลังผลิตรวมสูงถึง 175 ล้านลิตรต่อวัน และน้ำมันดิบสำรองยังมีพอใช้ได้อีกนานถึง 3 เดือน แต่ปั๊มก็ยังขึ้นป้าย "น้ำมันหมด" อยู่ดี นั่นคือปริศนาที่ต้องไขให้ได้

เมื่อราคา "บิดเบี้ยว" ระบบทั้งหมดก็พัง

ก่อนจะเข้าใจว่าน้ำมันหายไปไหน ต้องเข้าใจก่อนว่าน้ำมันในไทยเดินทางจากโรงกลั่นมาถึงหัวจ่ายได้อย่างไร? ระบบกระจายน้ำมันไทยแบ่งออกเป็นสองเส้นทางหลักที่ทำงานควบคู่กัน เส้นทางแรกคือโรงกลั่นส่งน้ำมันตรงไปยังปั๊มแบรนด์ใหญ่ที่คุ้นหน้ากัน ไม่ว่าจะเป็น ปตท. บางจาก หรือเชลล์ น้ำมันกลุ่มนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐอย่างใกล้ชิด กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะเข้ามาอุดหนุนส่วนต่าง เพื่อตรึงราคาไม่ให้สูงเกินไป ประชาชนจึงยังเติมได้ในราคาที่พอรับได้

เส้นทางที่สองคือส่วนที่น้ำมันไหลผ่าน "จ๊อบเบอร์" หรือพ่อค้าคนกลาง จ๊อบเบอร์ทำหน้าที่รับน้ำมันโดยตรงจากโรงกลั่นหรือคลังน้ำมัน แล้วนำไปกระจายต่อให้กับปั๊มอิสระเกือบ 20,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงขายส่งให้กับโรงงาน บริษัทขนส่ง และภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ น้ำมันในเส้นทางนี้ไม่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐ ราคาเป็นไปตามกลไกตลาด

สองเส้นทางนี้อยู่เคียงกันมาช้านาน และปกติก็ทำงานได้ดีพอกัน จนกระทั่งราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อรัฐบาลตัดสินใจตรึงราคาขายปลีกดีเซลไว้ที่ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เพื่อปกป้องประชาชน นโยบายนี้ฟังดูดี แต่ก็สร้างความผิดเพี้ยนมหาศาลขึ้นในระบบโดยไม่ตั้งใจ เพราะในเวลาเดียวกัน ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นพุ่งขึ้นไปแตะ 38 - 45 บาทต่อลิตร จนเกิดช่องว่างของราคาต่างกันหลัก 10 บาทต่อลิตร และนี่คือจุดเริ่มต้นของความโกลาหลทั้งหมด

น้ำมันหายไป 4 ทาง

เมื่อกลไกราคาบิดเบี้ยว น้ำมันก็ไหลออกจากระบบผ่าน 4 ช่องทางพร้อมกัน

ช่องทางแรก — โรงกลั่นชะลอการปล่อยน้ำมัน

มีรายงานว่าโรงกลั่นบางรายตัดโควตาน้ำมันที่จ่ายให้จ๊อบเบอร์ลงกว่า 50% บางรายถึงขั้นปฏิเสธการขาย พฤติกรรมนี้อาจสะท้อนการรอจังหวะ กักน้ำมันไว้ในคลังก่อน แล้วค่อยปล่อยขายเมื่อราคาพุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นเหตุให้รองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ต้องออกมาประกาศเรียกโรงกลั่น จ๊อบเบอร์ และผู้ประกอบการขนส่งทั้งระบบเข้าประชุมวันนี้ (19 มี.ค. 69) เพื่อ "แก้ผ้าดูทีละคน" ว่าใครเป็นต้นตอของปัญหา

ช่องทางที่สอง — จ๊อบเบอร์หยุดกระจาย

เมื่อราคาหน้าโรงกลั่นสูงกว่าราคาขายปลีกที่รัฐกำหนด การทำธุรกิจของจ๊อบเบอร์ก็ไม่มีกำไร ซ้ำยังต้องแบกรับค่าขนส่งและความเสี่ยงระหว่างทางอีก จ๊อบเบอร์จำนวนมากจึงเลือกที่จะหยุดรับออร์เดอร์ หรือลดปริมาณที่กระจายออกไปอย่างมีนัยสำคัญ ซัพพลายเชนที่เคยลื่นไหลก็เกิดอาการ "คอขวด" ขึ้นทันที

ช่องทางที่สาม — ภาคอุตสาหกรรมบุกปั๊มปลีก

นี่คือช่องทางที่หลายคนอาจมองข้ามไป บริษัทขนส่งและโรงงานขนาดใหญ่ที่ตามปกติสั่งน้ำมันจำนวนมากผ่านจ๊อบเบอร์ เมื่อช่องทางนั้นตีบตัน พวกเขาก็เปลี่ยนแผนทันที ด้วยการนำรถบรรทุกขนาดใหญ่มาต่อแถวเติมน้ำมันราคาอุดหนุนที่ปั๊มปลีกแทน ส่วนต่างราคาอยู่ที่ 10–11 บาทต่อลิตร คิดเป็นเงินหลักแสนต่อรถหนึ่งคัน แรงจูงใจมหาศาลพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม ผลลัพธ์คือความต้องการน้ำมันที่ปั๊มแบรนด์ใหญ่พุ่งขึ้นกว่า 3 เท่าตัวในชั่วข้ามคืน ขณะที่รถขนส่งน้ำมันวิ่งเติมตามไม่ทัน

ช่องทางที่สี่ — ประชาชน Panic Buy ซ้ำเติม

ทุกอย่างยิ่งเลวร้ายลงเมื่อข่าวปั๊มน้ำมันหมดแพร่กระจายออกไป ประชาชนที่ปกติเติม 400 บาทก็เติมเต็มถัง ใครที่เติมครึ่งถังก็เติมเต็ม ใครที่ปกติยังไม่ต้องเติมก็ไปเติมก่อน พฤติกรรม Panic Buy นี้ไม่ได้ทำให้น้ำมันในระบบหายไป แต่มันทำให้น้ำมันที่ควรกระจายได้ 7 วัน ถูกดูดหมดภายใน 2–3 ชั่วโมงหลังรถขนส่งมาส่งรอบใหม่

ผู้ร้ายตัวจริงคือ "โครงสร้าง" ไม่ใช่ "คน"

ถามว่าใครกักตุนน้ำมัน คำตอบที่ถูกกว่าอาจไม่ใช่ชื่อของคนหรือบริษัทใด แต่คือ โครงสร้างราคาที่ออกแบบมาผิดพลาด

นโยบายตรึงราคาตามเจตนาดีของรัฐ สร้างสถานการณ์ที่ไม่มีฝ่ายใดเป็นผู้ร้ายโดยสมบูรณ์ โรงกลั่นขายในราคาที่สูงกว่าหน้าปั๊ม จ๊อบเบอร์หยุดส่งเพราะขาดทุน ภาคอุตสาหกรรมซื้อจากปั๊มปลีกเพราะมันถูกกว่า และประชาชนกักน้ำมันไว้ในถังรถเพราะกลัว ทุกฝ่ายล้วนมีเหตุผลของตัวเอง แต่เมื่อทุกฝ่ายทำพร้อมกัน ระบบทั้งหมดก็พังในเวลาเดียวกัน

ปั๊มอิสระที่กระจุกอยู่ในภาคเหนือและอีสานได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะต้องซื้อน้ำมันในราคาตลาดแต่ขายในราคาที่รัฐกำหนด เมื่อขายไปก็ขาดทุน เลือกที่จะไม่ขายดีกว่า หลายแห่งจึงปิดป้ายเงียบโดยไม่มีวันเปิด

บทเรียนที่แพงกว่าน้ำมันเสียอีก

วิกฤตน้ำมันหมดปั๊มในครั้งนี้ไม่ได้สอนเราว่าน้ำมันในโลกกำลังจะหมด มันสอนเราว่า ระบบพลังงานที่ซับซ้อนนั้น ช่องโหว่เล็กในโครงสร้างราคาสามารถขยายตัวเป็นวิกฤตระดับประเทศได้เร็วแค่ไหน และที่น่ากลัวกว่าคือ วิกฤตนี้ไม่ได้เกิดจากภัยพิบัติ ไม่ได้เกิดจากสงคราม แต่เกิดจาก นโยบายที่ตั้งใจจะช่วยประชาชน แต่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบของมันต่อทุกชั้นของห่วงโซ่

เมื่อราคาจริงกับราคาที่รัฐกำหนดห่างกันเกินไป ตลาดจะหาทางออกของตัวเองเสมอ บางครั้งทางออกนั้นก็คือการที่น้ำมันล่องหนออกจากระบบ ไม่ใช่เพราะหมด แต่เพราะมันไหลไปอยู่ผิดที่ ผิดคน และผิดเวลา

และนั่นคือคำตอบว่าน้ำมันหายไปไหน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...