โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ไทยยกเลิก “จิ้มก้อง” กับจีน สมัยไหน?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 17.32 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 17.32 น.
กองเรือสำเภาจีน ภาพจากสารานุกรมพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ไทยยกเลิกจิ้มก้อง ระบบบรรณาการระหว่างไทยกับจีนสมัยไหน?

จิ้มก้อง เป็น “ระบบบรรณาการ” ระหว่างไทยกับจีน ถือเป็นเครื่องมือทางการทูตอย่างหนึ่ง ระบบบรรณาการนี้มีมานานหลายร้อยปีนับตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา สืบทอดยาวมาถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ กระทั่ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งให้ยกเลิกการ “จิ้มก้อง” กับจีน

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ และอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงความรุ่งโรจน์และอวสานของระบบบรรณาการจิ้มก้อง ไว้ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม ปี 2544 ไว้ตอนหนึ่งว่าง

ในช่วงรัชกาลที่ 1-4 คือระหว่าง พ.ศ. 2325-2396 (ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19) ก่อนที่ไทยจะทำสนธิสัญญาเบาริ่งกับอังกฤษในปี 2398 ไทยส่งทูตบรรณาการไปจิ้มก้องเมืองจีนถึง 35 ครั้ง เฉลี่ยเกือบทุก 2 ปีต่อ 1 ครั้ง

การส่งไปด้วยความถี่ขนาดนี้นับว่ามาก เพราะจีนกำหนดไว้ในสมัยนั้นว่า ทูตบรรณาการจากต่างแดนจะไปเมืองจีนได้ 3 ปีต่อ 1 ครั้ง แต่ละครั้งนำเรือมาได้ 3 ลำ มีคนในเรือแต่ละลำประมาณ 100 คน และจะเข้าเมืองจีนได้ก็ที่ท่าเรือเมืองกวางตุ้งเท่านั้น

จีนไม่ได้จำกัดจำนวนบรรณาการและสินค้าที่อีกฝ่ายนำลงเรือมา ทั้งยังไม่ต้องเสียภาษีขาเข้า และเมื่อเดินทางกลับประเทศก็สามารถซื้อสินค้าอะไรจากจีนก็ได้ ยกเว้นสินค้าบางรายการที่จีนถือว่าจำเป็นต่อการป้องกันประเทศของตน เช่น อาวุธ ทองแดง ดินประสิว เอกสารทางประวัติศาสตร์ (หรือพงศาวดาร)

อาจารย์ชาญวิทย์ ระบุว่า สมัยรัชกาลที่ 1 มีสำเภาหลวงติดต่อค้าขายกับจีนเพียง 2 ลำ คือ เรือหูสูง และ เรือทรงพระราชสาส์น ส่วนสมัยรัชกาลที่ 2 มีเรือสำเภาหลวง 2 ลำ เช่นกัน คือเรือมาลาพระนคร และ เรือเหราข้ามสมุทร

ชาวต่างชาติที่เข้ามาในไทยช่วงต้นรัตนโกสินทร์ เช่น จอห์น ครอว์ฟอร์ด ทูตการค้าของรัฐบาลอังกฤษในอินเดีย ซึ่งเข้ามาใน พ.ศ. 2365 พร้อมด้วยผู้ติดตามชื่อ จอร์จ ฟินเลย์สัน ต่างบันทึกรายการเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจของไทยเอาไว้ สะท้อนบรรยากาศการค้าขายในยุคนั้นได้ค่อนข้างชัดเจน

“ชาวต่างประเทศเหล่านี้เชื่อว่า มีเรือจากไทยไปค้าขายที่เมืองจีน ปีละ 80 ลำ ไปอินโดนีเซีย (ปัตตาเวีย) 3 ลำ ไปมลายู 5 ลำ ไปสิงคโปร์ 27 ลำ ไปเวียดนาม (ไซ่ง่อน) 18 ลำ ฯลฯ

“ในบรรดาเรือค้าขายเหล่านี้เป็นของพระเจ้าแผ่นดินไทยเสีย 2 ลำ และเป็นเรือของขุนนาง 20 ลำ ดังนั้นส่วนที่เหลือเราอาจจะตั้งสมมุติฐานว่าคงจะเป็นเรือของเอกชนจีนในไทย ที่ได้สิทธิทางการค้าจากพระเจ้าแผ่นดินหรือขุนนาง หรือไม่ก็ทำการค้าร่วมทุนกับพระเจ้าแผ่นดินและขุนนาง แบ่งปันผลกำไรกัน” อาจารย์ชาญวิทย์ กล่าวไว้ในบทความ และบอกต่อว่า

อย่างไรก็ตาม จำนวนเรือดังกล่าวก็ยังไม่แน่ชัดว่า จะสามารถนับว่าเป็นเรือของไทย หรือของคนที่พำนักในเมืองไทยกันแน่ เพราะดูจะมีความไม่แน่นอนเรื่องสัญชาติของเรือ (ในความหมายของโลกสมัยใหม่) แต่ก็อาจสรุปอย่างกว้างๆ ได้ว่า ในการค้าที่ไทยมีกับจีนเป็นหลัก น่าจะมีเรือไปมาระหว่างกันราว 150-200 ลำ ในช่วงรัชกาลที่ 2-4 สะท้อนให้เห็นในวรรณกรรมของสุนทรภู่ ที่ให้ภาพความคึกคักของการค้ายุคต้นรัตนโกสินทร์ไว้

มาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ในช่วงท้ายรัชกาล พระองค์ทรงมีประกาศเรื่องราชทูตไปเจริญทางพระราชไมตรี ทรงกล่าวถึงการ “จิ้มก้อง” กับจีน ใจความว่า

ที่ผ่านมา ทั้งพระเจ้าแผ่นดินและขุนนางไทยถูก “อุบาย” ให้มีพระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการ ให้ทูตไทยออกไปเจริญทางพระราชไมตรีกับพระเจ้าแผ่นดินจีน ยอมให้ฝ่ายจีนแต่งพระราชสาส์นเป็นหนังสือจีน ตามฉบับสำเนาความในพระราชสาส์นซึ่งเป็นอักษรไทยและใจความไทย

แต่ฝ่ายจีนกลับแต่งยักย้ายเสียใหม่ตามชอบใจของตัว ไม่ให้ไทยทราบด้วย ครั้งแต่งเป็นหนังสือจีนแล้วก็กลับความเป็นอย่างอื่น เขียนว่า พระเจ้าแผ่นดินไทยลุกขึ้นยืนกุ๋ย (ทรงชี้แจงว่า “กุ๋ย” แปลว่า คำนับหรือถวายคำนับ) ไปถึงพระเจ้าแผ่นดินกรุงปักกิ่ง ขออ่อนน้อมยอมตัว ถวายเป็นข้าขอบขันธเสมาอาณาจักรของพระเจ้ากรุงปักกิ่ง

ทั้งการเดินทางไปจีน ยังมีพิธีกรรมที่มากขั้นตอน ทั้งยังเต็มไปด้วยความยากลำบาก ใช้เวลาหลายเดือน เมื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินจีนแล้ว “พระเจ้ากรุงปักกิ่งก็เสด็จออกรับพระราชสาส์นแลทูตไทย รับเมืองไทยเป็นเมืองก้อง คือรับอย่างหัวเมืองขึ้น” สะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน แต่ที่ทำให้ไทยต้องไปจิ้มก้องกับจีนหลายร้อยปี ก็เพราะเหตุผลหลักคือ “กำไร”

เมื่อไทยเข้าสู่ระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมัยใหม่ รัชกาลที่ 4 จึงทรงยกเลิก “จิ้มก้อง” ยุติ ระบบบรรณาการ (อันไม่เท่าเทียม) ที่สืบเนื่องมานานหลายร้อยปี

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. “ประวัติการค้า-พาณิชย์ ภาครัฐของไทยสมัยโบราณ (จบ)”. ศิลปวัฒนธรรม ฉบับตุลาคม 2544.

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และกัณฐิกา ศรีอุดม. เอกสาร “โลกของพระเจ้ากรุงสยามกับวิเทโศบาย”. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไทยยกเลิก “จิ้มก้อง” กับจีน สมัยไหน?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...