“ดาวโจนส์” ปิดบวก 52 จุด สวนทาง Nasdaq ร่วง 1.25% หุ้นชิปโดนเทขาย-น้ำมันพุ่งกดตลาด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดการซื้อขายเมื่อคืนวันพฤหัสบดี (8 ต.ค.69) เคลื่อนไหวต่างทิศทาง โดยดาวโจนส์ปรับขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ S&P 500 และ Nasdaq ปิดลบ ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นและความกังวลต่อผลตอบแทนจากการลงทุนในธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกระตุ้นแรงขายหุ้นเทคโนโลยี
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 51,231.64 จุด เพิ่มขึ้น 51.77 จุด หรือ 0.10% ขณะที่ ดัชนี S&P 500 (.SPX) ปิดที่ 7,765.36 จุด ลดลง 36.41 จุด หรือ 0.47% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 27,193.34 จุด ลดลง 345.35 จุด หรือ1.25%
แรงกดดันด้านพลังงานมาจากความกังวลเรื่องอุปทาน หลังเกิดการโจมตีเรือในช่องแคบฮอร์มุซ และผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ ระงับการผลิตบางส่วนเพื่อรับมือพายุเฮอริเคนที่เคลื่อนเข้าใกล้ชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าราคาพลังงานจะเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) เพิ่มขึ้น 4.08 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4.07% ปิดที่ 104.28 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) เพิ่มขึ้น 3.21 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 3.64% ปิดที่ 91.49 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล
ด้านตลาดพันธบัตร บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปีปรับขึ้นช่วงต้นวัน ก่อนย่อลงมาอยู่ที่ประมาณ 5.23% หลังการประมูลพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีได้รับความต้องการซื้อแข็งแกร่ง ช่วยลดแรงกดดันต่อต้นทุนกู้ยืมและพยุงหุ้นบางส่วน อย่างไรก็ตาม แรงขายหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ยังฉุด S&P 500 และ Nasdaq ให้ปิดลบ
ขณะเดียวกัน นายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอาจยังจำเป็นเพื่อให้เงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมาย 2% หากข้อมูลเศรษฐกิจเป็นไปตามที่ประเมิน แต่ช่วงเวลาสามารถยืดหยุ่นได้ และไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันทุกการประชุม
หุ้นกลุ่มชิปเผชิญแรงขาย โดยดัชนีเซมิคอนดักเตอร์ลดลง 3.4% ขณะที่ Nvidia ลดลง 2.9% และMicron Technology ลดลง 4.8% แม้ Taiwan Semiconductor Manufacturing (TSMC) รายงานการเติบโตของรายได้เดือนกันยายน ซึ่งบ่งชี้ว่ารายได้ไตรมาสล่าสุดอาจสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด แต่หุ้นที่ซื้อขายในสหรัฐฯ ยังลดลง 3%
ส่วนPepsiCo สวนทางกลุ่มเทคโนโลยี เพิ่มขึ้น 3.7% หลังรายงานกำไรและรายได้ไตรมาสล่าสุดสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาด โดยได้รับแรงสนับสนุนส่วนหนึ่งจากธุรกิจนอกอเมริกาเหนือ
นักลงทุนเตรียมติดตามผลประกอบการไตรมาส 3 โดยธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ จะทยอยรายงานในสัปดาห์หน้า เพื่อประเมินแนวโน้มกำไร ท่ามกลางราคาพลังงานและต้นทุนทางการเงินที่ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคธุรกิจ