“ช้างเหยียบนา พญาเหยียบเมือง” กับมาตรการของ ร.4 คราวเสด็จฯ หัวเมืองตะวันออก
“ช้างเหยียบนา พญาเหยียบเมือง” หรือบ้างเขียนว่า “ช้างเหยียบนา พระยาเหยียบเมือง” เป็นสำนวนไทย ไม่ว่าจะเป็น “พญา” หรือ “พระยา” ก็ได้ความที่ใกล้เคียงกันว่า เมื่อเจ้าใหญ่ นายโต ไปถึงที่ใดก็เกิดความเสียหายกับพื้นที่นั้น
ถามว่า พญา (พระยา) เหยียบเมือง สร้างความเสียหายขนาดไหน ก็ต้องย้อนกลับไปดูวรรคก่อนหน้าที่ว่า “ช้างเหยียบนา” ก็จะเห็นภาพชัดเจน
แต่เมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงเข้มงวดกวดขัน “พญา/พระยา” และ “ช้าง” ไหนเลยจะกล้า
ช้างเหยียบนา พญาเหยียบเมือง
อาจารย์ล้อม เพ็งแก้ว ปราชญ์แห่งเมืองเพชรบุรี อธิบายสำนวนนี้ไว้ว่า ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ ขณะที่พญา/พระยา เป็นบุคคลชนชั้นสูงในสังคมไทย ส่วนกริยาเหยียบ คือย่ำ ดังที่เคยมีหนังสือสำคัญหลังการจับจองที่ดินว่าพร้อมเข้าไปหักร้าง เรียกว่า “ใบเหยียบย่ำ”
ส่วน “เหยียบนา” ยังมีความหมายถึงการทำนาให้เป็นเทือก พร้อมจะปักดำอีกด้วย โดยต้อนฝูงควายให้ย่ำไปมา จนนาลุ่มนั้นกลายเป็นเทือกโดยไม่ต้องไถต้องคราด
หากวลี “ช้างเหยียบนา” ในสำนวนที่กล่าวนี้ มิใช่การเตรียมที่นาเพื่อปักดำ แต่หมายถึงช้างลงไปย่ำในนาที่ข้าวกำลังออกรวง จนกลายเป็นนาลุ่ม
หลายท้องถิ่นเข้าใจผิดตีความสำนวนดังกล่าวว่า เป็นมงคลอย่างหนึ่ง
แต่ในข้อเท็จจริงที่รับรู้กันทั่วไป ทั้งสองเรื่องนี้ถือกันว่าจะได้ยากแก่ไพร่ คือแฝงความแหลกลาญให้ได้กล่าวขานกันถึง ส่งต่อให้ลูกหลานได้รับรู้
มาตรการรับมือ “พญา” และ “ช้าง”
พ.ศ. 2400 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เสด็จประพาสหัวเมืองชายทะเลตะวันออก และประทับค้างแรมที่บ้านอ่างศิลา แขวงเมืองชลบุรี โดยมีเหล่าเจ้านาย ขุนนาง ข้าราชการฝ่ายพลเรือนและกลาโหมตามเสด็จเป็นคณะใหญ่ รวมจำนวน 3,240 คน
รัชกาลที่ 4 จึงทรงวางมาตรการต่างๆ ไม่ให้คณะผู้ตามเสด็จสร้างความเดือดร้อนแก่ชาวบ้านในพื้นที่ ดังประกาศกำชับว่า
“ไปบ้านเมืองนั้น เสดจอยู่ที่ไหนก็ต้องอยู่ในที่ใกล้รอบคอบเพียงเพื่อจะมีรับสั่งให้หาในเวลากลางคืนก็ดีกลางวันก็ดี ให้ได้ตัวในกึ่งชั่วโมงจึงจะชอบ เมื่อจะไม่ตามเสดจไปแลจะตั้งอยู่ที่นั้นๆ ได้ ฤาจะไปที่นั้นๆ อื่นจากที่เสดจพระราชดำเนินได้ ก็ต่อเมื่อมีรับสั่งกะเกนให้อยู่รักษาแลไปราชการที่นั่นๆ…
แลครั้งนี้เจ้านายหลายองค์ ขุนนางหลายนาย แลมหาดเลก ทั้งขุนน้อยเลกหมื่นเลกน้อยเปนอันมาก…ไม่มีที่เที่ยวเร่เตร่เตรดสนุกสบาย ก็ภากันไปจอดเสียที่ท่าเมืองชลเปนอันมาก… แล้วมิหนำซ้ำทำข่มเหงแก่ชาวเมืองชลต่างๆ ด้วยอ้างว่าเปนพวกตามเสดจ์…
ผู้ที่ไปข่มเหงชาวบ้านๆ จับมาส่งก็ดี ชำระได้ความก็ดี จะให้รับพระราชอาญาตามพระราชกำหนดกระบถศึก…ไพร่ในเรือของเจ้านายแลข้าราชการผู้ใดไปข่มเหงราษฎร เมื่อจับได้ชำระได้เปนผิดดังนี้แล้ว ตัวนายผู้เปนเจ้าของเรือ เมื่อไม่ได้ไปด้วยเปนแต่ไม่ได้ห้ามปราม ก็เปนผู้มีความผิดจะให้ปรับเร่งเอาเงินเท่าส่วนที่สามบ้างถึงข้างของเบี้ยหวัด ทำขวันให้ราษฎรผู้ต้องข่มเหงตามสมควร…”
เมื่อเสด็จฯ ไปถึงบ้านอ่างศิลา พระองค์ยังรับสั่งกำชับ (แกมขู่) เพิ่มเติมให้ทราบทั่วกันอีกว่า
“เจ้านายขุนนางข้าราชการ ที่ไปแยกย้ายจอดเรือที่อื่น ในหลวงมิได้บังคับนั้น เหมือนเปนกระบถทีเดียว ไปแยกย้ายอยู่ไม่รู้ว่าจะคิดอย่างไร เจ้านายก็หลายองค์ ถ้าไม่ฟังยังขืนหลบหลีกอยู่ เพราะกรมการตำรวจทำอ่อนแอโลเลไป จะให้เรือกำปั่นไปยิงให้ยับเยิน”
การเสด็จประพาสหัวเมืองตะวันออกครั้งนั้น จึงไม่เกิด “ช้างเหยียบนา พญาเหยียบเมือง” ขึ้น
อ่านเพิ่มเติม :
- “เสด็จประพาสหัวเมือง” พระราชกิจใหม่ที่รัชกาลที่ 4 ทรงฟื้นขึ้นเพราะอะไร
- เมืองใดในยุโรป ที่ ร.5 โปรดเสด็จฯ ไปเยือน ถึงกับทรงเห็นด้วยว่า “เปนเมืองสวรรค์”
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ล้อม เพ็งแก้ว. “ช้างเหยียบนา พระยาเหยียบเมือง” ใน, ศิลปวัฒนธรรม กรกฎาคม 2547.
กำพล จำปาพันธ์. “พระจอมเกล้าฯ กับการเสด็จประพาสเมืองท่าชายฝั่งทะเลตะวันออก พ.ศ. 2400” ใน,ศิลปวัฒนธรรม มีนาคม 2565.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 เมษสยน 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ช้างเหยียบนา พญาเหยียบเมือง” กับมาตรการของ ร.4 คราวเสด็จฯ หัวเมืองตะวันออก
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com