โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เช้านี้ ค่าเงินบาท อ่อนค่า เปิด 33.91 บาท/ดอลลาร์

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 มี.ค. 2568 เวลา 08.38 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. 2568 เวลา 01.38 น.

ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.91 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 33.79 บาทต่อดอลลาร์

11 มี.ค. 2568 นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาท เปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.91 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดวันที่ผ่านมา ณ ระดับ 33.79 บาทต่อดอลลาร์

โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาทยอยอ่อนค่าลง (แกว่งตัวในกรอบ 33.76-33.95 บาทต่อดอลลาร์) กดดันโดยการกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องของเงินดอลลาร์ ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ของตลาดการเงินสหรัฐฯ

นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ดังกล่าว ยังทำให้เงินบาทยังเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม ตามการปรับตัวลดลงของราคาทองคำ (XAUUSD) โดยความต้องการถือทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในจังหวะตลาดการเงินผันผวน ยังคงหนุนให้ผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะ Buy on Dip ทองคำอยู่ ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลง

สำหรับ แนวโน้มของค่าเงินบาท เราประเมินว่า ในช่วงระหว่างวัน เงินบาท (USDTHB) อาจเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าได้บ้าง ตามภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม ที่อาจยิ่งกดดันให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงเพิ่มเติม ทำให้บรรดานักลงทุนต่างชาติอาจเดินหน้าขายหุ้นไทยต่อได้

อย่างไรก็ดี เงินบาทก็อาจยังพอได้แรงหนุนอยู่บ้าง ตราบใดที่ราคาทองคำสามารถทยอยรีบาวด์สูงขึ้นได้ แต่จะเห็นได้ว่า การเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อเงินบาทได้พอสมควร และเป็นปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามในการประเมินแนวโน้มค่าเงินบาท

ทั้งนี้ แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า แต่การอ่อนค่าก็อาจค่อยเป็นค่อยไปได้ หลังผู้เล่นในตลาดบางส่วน อย่างฝั่งผู้ส่งออก อาจรอทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทอ่อนค่าลงใกล้โซนแนวต้านอย่างโซน 33.90-34.00 บาทต่อดอลลาร์ แต่หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 34.10 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน

เรามองว่า เงินบาทอาจกลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ ตามการประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following มิเช่นนั้นแล้ว เงินบาทก็อาจยังคงแกว่งตัวในลักษณะ Sideways ไปก่อนได้

อนึ่ง หากเงินบาทสามารถแข็งค่าขึ้นได้บ้าง ก็อาจยังคงไม่สามารถแข็งค่าขึ้นทะลุโซนแนวรับ 33.70-33.80 บาทต่อดอลลาร์ ไปได้ง่ายนัก (แนวรับถัดไปยังอยู่ในช่วง 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์) จนกว่าตลาดจะรับรู้ปัจจัยใหม่ๆ เพิ่มเติม โดยเรามองว่า การปรับตัวลดลงต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงที่ผ่านมา อาจหนุนให้ผู้เล่นในตลาดทยอย Buy on Dip น้ำมันดิบเพิ่มเติม ซึ่งโฟลว์ธุรกรรมดังกล่าวก็มีส่วนกดดันเงินบาทได้

ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงินที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในช่วงปีหน้าที่จะเผชิญกับ Trump’s Uncertainty ทำให้เรายังคงแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการปิดความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งการใช้เครื่องมือเช่น Options หรือ สกุลเงินท้องถิ่น ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.75-34.00 บาท/ดอลลาร์

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

บรรยากาศในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ท่ามกลางความกังวลผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของรัฐบาลสหรัฐฯ และนโยบายปรับลดการจ้างงานภาครัฐโดย DOGE ต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ

นอกจากนี้ บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างก็เดินหน้าขายหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะ Tesla -15.4% หลังนักวิเคราะห์เริ่มปรับลดแนวโน้มการส่งมอบรถยนต์ EV ทำให้โดยรวมดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -4.00% ส่วนดัชนี S&P500 ปิดตลาด -2.70%

ตลาดหุ้นยุโรป

ทางฝั่งตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX600 ปรับตัวลงกว่า -1.29% กดดันโดยแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ ยุโรป อาทิ SAP -4.8%, ASML -4.1% ตามการปรับตัวลงของหุ้นเทคฯ สหรัฐฯ ในช่วงนี้

อีกทั้ง ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินยังได้หนุนแรงขายทำกำไรบรรดาหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมทหาร ที่ปรับตัวขึ้นได้ดีในช่วงที่ผ่านมา

ตลาดบอนด์

ในส่วนตลาดบอนด์ ภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินได้หนุนความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย ส่งผลให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวลดลง สู่ระดับ 4.20%

ทั้งนี้ เราคงแนะนำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดต่างรอจังหวะในการทยอยเข้าซื้อบอนด์ระยะยาว เน้นกลยุทธ์ Buy on Dip โดยไม่ไล่ราคาซื้อ ในจังหวะบอนด์ยีลด์ปรับตัวลดลง

ตลาดค่าเงิน

ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงิน ที่ยังหนุนความต้องการถือเงินดอลลาร์อยู่

ทั้งนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ก็ถูกจำกัดลงบ้าง ตามการรีบาวด์ขึ้นของสกุลเงินหลัก ทั้ง เงินยูโร (EUR) และเงินเยนญี่ปุ่น (JPY) ทำให้โดยรวมเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้นสู่โซน 103.8 จุด (แกว่งตัวในกรอบ 103.6-104.1 จุด)

ในส่วนของราคาทองคำ การทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ และแรงขายทำกำไรทองคำของผู้เล่นในตลาดบางส่วน ได้กดดันให้ ราคาทองคำ (สัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. 2025) ย่อตัวลง

แต่ราคาทองคำยังพอได้แรงหนุนจากความต้องการซื้อ Buy on Dip ของผู้เล่นในตลาด ในจังหวะที่เผชิญภาวะปิดรับความเสี่ยง ทำให้ราคาทองคำยังคงแกว่งตัวแถวโซน 2,890-2,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์

สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ไฮไลท์สำคัญจะอยู่ที่ รายงานข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ อย่าง ยอดตำแหน่งงานเปิดรับ (JOLTS Job Openings) โดยรายงานข้อมูลดังกล่าวก็อาจส่งผลกระทบต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ และทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้

ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า เฟดมีโอกาสราว 42% ที่จะลดดอกเบี้ยราว 4 ครั้ง ในปีนี้ และอีก 1 ครั้ง ในปีหน้า ท่ามกลางความกังวลแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจชะลอตัวลงมากกว่าคาดจากผลกระทบของนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และการปรับลดการจ้างงานในภาครัฐโดย DOGE

อ่านข่าว การเงิน-อัตราแลกเปลี่ยน-ราคาทอง ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...