โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

รู้เรื่อง...ค่าไฟฟ้า (8) : ‘การไฟฟ้าฝ่ายผลิต’ กับ ‘โรงไฟฟ้าเอกชน’ ความโชคดีของคนไทยที่ ‘กฟผ.’ ไม่ถูกแปรรูปเป็น ‘บริษัทมหาชน’

THE STATES TIMES

อัพเดต 04 ก.พ. 2568 เวลา 10.34 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. 2568 เวลา 13.30 น. • Hard News Team

(4 ก.พ. 68) ตอนนี้จะได้เล่าถึงเรื่องของ ‘โรงไฟฟ้า’ แต่เริ่มเดิมทีนั้น ‘กิจการไฟฟ้า’ ของไทยอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของรัฐมาโดยตลอด ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยแต่เดิมเพียงผู้เดียวคือ ‘การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.)’ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2511 ด้วยการรวมหน่วยงาน ด้านการผลิตและส่งพลังงานไฟฟ้า 3 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้ายันฮี การลิกไนท์ และการไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าเป็นหน่วยงานเดียวกัน มีฐานะเป็นนิติบุคคลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2512 เป็นต้นมา

โดย ‘กฟผ.’ มีหน้าที่ในการจัดหาพลังงานไฟฟ้าแก่ประชาชน ด้วยการผลิตและจำหน่ายพลังงานไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และผู้ใช้ไฟฟ้ารายอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งประเทศใกล้เคียง และดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทางด้านพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนงานอื่น ๆ ที่ส่งเสริมกิจการของ ‘กฟผ.’ โดยมีนโยบายหลักคือ การผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน มีระบบไฟฟ้าที่มั่นคงเชื่อถือได้ และราคาเหมาะสม กฟผ. ทำหน้าที่เป็นทั้ง ผู้ผลิต และผู้รับซื้อไฟฟ้า เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟน. และ กฟภ. โดยปัจจุบัน กฟผ. ผลิตไฟฟ้าได้เอง ราว 34% ส่วนที่เหลือรับมาจาก (1)ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือ ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (Independent Power Producer : IPP) เป็นโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดมากกว่า 90 เมกะวัตต์ (MW) 34% (2)ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (Small Power Producer : SPP)’ เป็นโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดน้อยกว่า 90 เมกะวัตต์ (MW) 19% และ (3)นำเข้าจากต่างประเทศอีก 13%

ทั้งนี้ ‘โรงไฟฟ้าเอกชน’ เกิดจากรัฐบาลในปี พ.ศ. 2533 ให้การส่งเสริมเอกชนได้เข้ามามีบทบาทในการผลิตไฟฟ้า เพื่อจะเป็นการเพิ่มการแข่งขันในกิจการพลังงานไฟฟ้า ทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและผู้บริโภคมีพลังงานไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอในราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังจะเป็นการลดภาระการลงทุนของรัฐและลดภาระหนี้สินของประเทศ ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กรณีของโครงการผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก หรือ SPP ซึ่งใช้ระบบพลังงานความร้อนร่วม เป็นต้น ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าได้รับบริการและคุณภาพไฟฟ้าที่ดีขึ้น สนับสนุนประชาชนให้มีส่วนร่วมในการพัฒนากิจการด้านพลังงานของประเทศและช่วยพัฒนาตลาดทุน ต่อมา ในปี พ.ศ. 2535 รัฐบาลมีนโยบายลดภาระการลงทุนภาครัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า โดยมีมติ ครม.เห็นชอบเรื่องแนวทางในการดำเนินงานในอนาคตของ กฟผ. กำหนดขั้นตอนและแนวทางให้เอกชนมีบทบาทมากขึ้นในกิจการไฟฟ้าประเทศไทย ให้มีการลงทุนจากภาคเอกชนในการผลิตไฟฟ้ารูปแบบของ IPP และจะต้องขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. และให้ออกระเบียบการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตรายเล็ก ซึ่งใช้พลังงานนอกรูปแบบ เป็นการแบ่งเบาภาระทางด้านการลงทุนของรัฐในระบบการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าด้วย โดย กฟผ. ได้ประกาศรับซื้อไฟจากเอกชนรายใหญ่เป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2537

โดย กฟผ. ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้รับซื้อไฟฟ้า เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าให้แก่ กฟน. และ กฟภ. ปัจจุบัน กฟผ. ผลิตไฟฟ้าได้เองราว 34% ส่วนที่เหลือก็จะรับมาจาก (1)ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ หรือ ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (Independent Power Producer : IPP) เป็นโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดมากกว่า 90 เมกะวัตต์ (MW) ราว 34% (2)ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (Small Power Producer : SPP)’ เป็นโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดน้อยกว่า 90 เมกะวัตต์ (MW) ราว 19% และ (3)นำเข้าจากต่างประเทศอีกราว 13% นอกจากธุรกิจ ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้รับซื้อไฟฟ้าแล้ว กฟผ. ยังทำธุรกิจด้าน วิศวกรรมและก่อสร้างโรงไฟฟ้าและระบบส่ง, เดินเครื่องและบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า, บำรุงรักษาระบบส่ง, โทรคมนาคม (โครงข่ายโทรคมนาคมเส้นใยแก้วนำแสง, วงจรช่องสัญญาณโทรคมนาคมในประเทศและต่างประเทศ, Internet Protocol-Multi Protocol Label Switching (IP-MPLS)) และ วัตถุพลอยได้ (เถ้าลอยลิกไนต์, เถ้าก้นเตาลิกไนต์ และยิปซัมสังเคราะห์)

แต่ นับว่า เป็นความโชคดีของพี่น้องประชาชนคนไทยที่การแปรรูปเป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) ของ ‘กฟผ.’ ไม่ประสบความสำเร็จ (ตามแผนพัฒนาพลังงานของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 ที่กำหนดให้ปรับปรุงโครงสร้างองค์การและการบริหารงานของรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องด้านพลังงานให้เป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น ประกอบกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2535 เรื่องแนวทางการดำเนินงานในอนาคตของ กฟผ.) จึงไม่ถูกกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เช่นเดียวกับ ปตท. แม้ว่า รัฐยังคงถือหุ้นใหญ่ก็ตาม เพราะการแปรรูปรัฐวิสากิจเป็นบริษัทจำกัด (มหาชน) นั้น ทำให้วัตถุประสงค์หลักในการดำเนินกิจการดั้งเดิมซึ่งเป็นการดำเนินงานเพื่อบริการสาธารณะหายไป เพราะ บริษัทจำกัด (มหาชน) ในตลาดหลักทรัพย์ทุกบริษัทต่างมีวัตถุประสงค์หลักในการดำเนินกิจการเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด และจ่ายเงินปันผลจากกำไรให้กับผู้ถือหุ้น ตัวอย่าง อาทิ ในอดีต เมื่อครั้ง ปตท. เป็นรัฐวิสาหกิจก่อนการแปรรูปนั้น การปรับขึ้นลงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีก เมื่อราคาน้ำมันขึ้น ปตท.จะเป็นผู้ค้าน้ำมันรายสุดท้ายที่ประกาศขึ้นราคาน้ำมัน ในขณะที่ราคาน้ำมันลง ปตท.จะเป็นผู้ค้าน้ำมันรายแรกที่ประกาศลดราคาน้ำมัน แต่ปัจจุบันผู้ค้าน้ำมันทุกรายมักจะรอการประกาศขึ้นและลงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงขายปลีกจาก บริษัทปตท. (มหาชน) ในฐานะบริษัท (มหาชน) ผู้นำตลาดน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อ กฟผ. ไม่ได้ถูกแปรรูป จึงสามารถให้บริการสาธารณะ และมีบทบาทในการปรับปรุงเศรษฐกิจของประเทศ โดยยังคงสร้างรายได้และสามารถเลี้ยงตัวเองได้ แม้จะยังได้รับการสนับสนุนจากรัฐบ้างเพื่อความมั่นคงในบริการขั้นพื้นฐานก็ตาม ไม่เช่นนั้นแล้ว พี่น้องประชาชนคนไทยผู้ใช้ไฟฟ้าก็อาจประสบปัญหา ‘ค่าไฟฟ้า’ ราคาแพง ไม่สามารถสนองนโยบายของรัฐในการช่วยเหลือประชาชนได้เช่นที่ กฟผ. แบกรับภาระหนี้ร่วมหนึ่งแสนล้านบาทจากการตรึง ‘ค่าไฟฟ้า’ ให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าชาวไทยจนทุกวันนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...