โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันเทิง

เจจินตัย พาภรรยา-ลูก เปิดใจย้ายกลับไทย อยู่อเมริกาเกือบชีวิตพัง ล้มทั้งยืนกลับมาโดนโกง

Khaosod

อัพเดต 06 ก.พ. 2568 เวลา 04.46 น. • เผยแพร่ 06 ก.พ. 2568 เวลา 03.39 น.

ปรับบทละครให้ตายหมด6เรื่อง ขายรถขายที่ขายคอนโด บินไปอยู่ต่างประเทศ เจจินตัย พาภรรยา-ลูกสาว เปิดใจย้ายกลับไทย อยู่อเมริกากว่า 2 ปี หวิดครอบครัวพัง ล้มทั้งยืนเจอหมอเก๊หลอกกว่า 3 ล้านอีก

เจจินตัย วันนี้ขอควงภรรยาสาวคนสวย บี อิสราวรรณ และลูกสาว น้องพลอยเจ ที่ตอนนี้ทั้งครอบครัวกลับมาอยู่ไทยถาวรแล้ว พร้อมเปิดชีวิตครอบครัวหลังไปตั้งรกรากใช้ชีวิตที่อเมริกานานกว่า 2 ปี บอกเลยว่าเกือบทำให้ชีวิตครอบครัวไปไม่รอด เผยสาเหตุอะไรที่ทำให้ตัดสินใจกลับมาอยู่เมืองไทย เคลียร์เรื่องราวที่กำลังเป็นข่าวหลังโดนคุณหมอเก๊โกงเงินสูญไปกว่า 3 ล้านบาท ในรายการคุยแซ่บShow ทางช่องOne31 ที่มี เป็กกี้ ศรีธัญญา และ บูม สุภาพร เป็นพิธีกร

ครอบครัวนี้อยู่มาวันหนึ่งตัดสินใจย้ายจากเมืองไทยไปอยู่อเมริกา เกิดเหตุการณ์อะไรถึงไปทั้งครอบครัว ?
เจจินตัย : เมื่อ 3 ปีที่แล้ว เรื่องแรกคือโควิด
บี : ตอนนั้นลูกเรียนออนไลน์อย่างเดียวอยู่บ้านมากกว่า 6 เดือน มันนานจังเลยสงสารลูก
เจจินตัย : พออยู่ในออนไลน์เขาไม่มีสมาธิที่จะเรียนออนไลน์ เพื่อนที่อยู่อเมริกาก็เลยแนะนำว่าไม่ลองให้มาเรียนที่อเมริกา เพราะที่อเมริกามันผ่านช่วงพีกของโควิดมาแล้ว เด็กๆที่เรียนที่นั่นสามารถไปโรงเรียนได้แล้ว แต่ที่ไทยกำลังพีกเลย เราก็คุยกันว่าเราจะไปลงทุนทำอะไรได้บ้าง เราเคยทำร้านอาหารอยู่แล้วงั้นเราไปลงทุนที่นั่นเราสามารถใช้วีซ่า E-2 ลูกก็จะไปเรียนที่นั่นได้ ก็เลยตัดสินใจไป

เริ่มแรกเลยคือการศึกษาของพลอยเจก่อน ?
เจจินตัย : ใช่ เขาไม่สามารถที่จะอยู่กับจอได้ เขาไม่มีสมาธิที่จะเรียนออนไลน์ได้ จากเรียนออนไลน์เป็นออกนอกบ้านไม่ได้แล้ว ห้างปิด สวนสาธารณะปิด เราไม่มีกิจกรรมอะไร แล้วงานก็ถูกระงับไปเรื่อยๆ

วางแผน ณ ตอนนั้นเห็นว่ามีละครค้างอยู่ ?
เจจินตัย : ตอนนั้นถ่ายอยู่ 8 เรื่อง เราแจ้งทางผู้จัดหมดเลยว่าผมมีเวลาอีก 10 เดือน ผมจะบินวันที่ 15 พฤศจิกายน นะ ให้เวลา 10 เดือนเลย เพราะช่วงนั้นพอเริ่มถ่ายกองก็ทำงานกันไม่ได้ เพราะว่าเดี๋ยวก็มีนักแสดงคนนี้ติดคนนั้นติด พอติดก็ต้องกักตัว 14 วัน เราก็ต้องมีไทม์ไลน์ที่ต้องเดินทางก็เลยแจ้ง สุดท้ายเขาก็ปรับบทให้ผมตายหมดเลย 6 เรื่อง เรื่องหนึ่งตกตึก อีกเรื่องเป็นบู๊โดนไม้แทงอก อีกเรื่องโดนยิง อีกเรื่องรถชน

ตอนนั้นอยากไปมั้ย ?
พลอยเจ : อยากไปค่ะ หนูอยากไปเจอเพื่อนหนูแล้วก็อยากขึ้นเครื่องบิน

พอขึ้นเครื่องบิน 24 ชั่วโมง เป็นยังไง ?
พลอยเจ : ไม่สนุกแล้วค่ะ

ก่อนจะไปก็ต้องเริ่มวางแผน เริ่มขายของ ขายอะไรบ้าง ?
เจจินตัย : ตอนนั้นขายรถ ขายที่ ขายคอนโด
บี : ขายทุกอย่างเลยเพราะว่าเรารู้สึกว่าเราต้องย้ายจะไม่มีใครดูทรัพย์สินให้เรา เพราะว่าทางคุณแม่ก็อายุเยอะแล้ว เราต้องเคลียร์ตัวเองก่อนที่จะไป เพราะเราคิดว่าเราคงไม่ได้กลับมาแล้ว

ณ วันที่จะไปกะว่ารันยาวแล้ว ?
บี : ใช่ค่ะ ต้องยาวเลย เพราะเหมือนเราทิ้งทุกอย่างที่นี่แล้ว เราตัดสินใจแล้วว่าเราทิ้งทุกอย่างที่นี่เพื่อลูกได้ไปเรียนที่นู่น เป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่มาก

มีเวลาเตรียมตัวกันนานขนาดไหน ?
เจเจินตัย : คิดกันเป็นปีเหมือนกัน
บี : ถ้ามีแพลนเป็นปี แต่ตัดสินใจเลยต้องแล้ว ประมาณไม่ถึงสองเดือนดีประมาณเดือนกว่าๆเท่านั้นเอง
เจเจินตัย : คาราคาซังมาเรื่อยๆ เตรียมตัว คาราคาซังแล้วก็วางแผน เตรียมตัว พอถึงเวลามันโช๊ะเลย
บี : มันเป็นช่วงโควิดหนักๆพอดี โอเคต้องไปแล้ว

ณ ตอนที่เราจะไปเราฝันว่าจะเป็นยังไง แล้วพอไปถึงมันเป็นอย่างที่เราฝันมั้ย ?
บี : คือก่อนที่เราจะไปอยู่จริงๆเราก็ลองไปอยู่สักเดือนหนึ่ง อารมณ์เหมือนไปเที่ยวไปลองอยู่
เจเจินตัย : ไปเซอร์เวย์ก่อนแล้วก็ไปดูว่าเราจะอยู่อย่างนี้นะ โรงเรียนจะเป็นอย่างนี้ แต่เราไปสั้นประมาณเดือนหนึ่ง
บี : ตอนไปเซอร์เวย์เราอยู่ได้นะคือยังไงมันก็ไม่เหมือนอยู่จริงเนอะแต่เราไม่รู้ว่ายังไง แต่พอเราไปอยู่จริงมันไม่เหมือนเลย มันแย่มากๆนะ ความที่เราต้องปรับตัวหลายๆอย่าง ทั้งตัวเราเองด้วย ทั้งลูกด้วย สิ่งแวดล้อม สังคม

ตอนไปตอนแรกบ้านยังไม่มี ต้องไปแชร์เขาอยู่ด้วย ?
เจเจินตัย : ใช่ แต่ว่าแชร์ แชร์ในองค์กรเพราะว่าร้านอาหารจะมีหลายสาขา เรามีอยู่สองสาขาที่เราไปลงทุนใหม่ ตรงนั้นเป็นสำนักงานใหญ่แล้วเราก็แชร์กับพาร์ทเนอร์ก็คือไปอยู่รวมก่อน ซื้อบ้านที่โน่นไม่ง่ายมันต้องมีพ้อยท์ มีเครดิตสกอร์ ไม่สามารถที่จะเอาเงินสดไปซื้อ ไม่ได้

บ้านไปแชร์กับเขาแล้ว รถก็ต้องดาวน์ 50% ก่อน ?
บี : เรามีเงินที่พอจะซื้อได้ แต่ซื้อไม่ได้
เจเจินตัย : เขาไม่ให้ซื้อสดด้วยนะ เขาให้เราซื้อเพื่อให้เราทำสกอร์ให้เราสร้างเครดิตขึ้นมาก่อนเพื่อที่จะปูตัวเอง
บี : ที่สำคัญวีซ่าด้วยถ้าเราไม่ใช่พลเมืองของเขาจริงๆหรือเป็นนักลงทุนที่มีระยะเวลาอยู่เขาก็ไม่ให้อะไรที่เป็นทรัพย์สมบัติเลย
เจเจินตัย : เพราะว่าตัววีซ่าที่ผมใช้ผมเป็น E-2 เป็นนักลงทุนมันอยู่ได้ 2 ปี เพราะฉะนั้นการที่เราจะไปซื้อรถเขามองว่าถ้า 2 ปี มันไม่ได้ต่อวีซ่าเขาจะทำยังไง ก็เลยต้องสร้างเครดิตสกอร์ขึ้น

หนีโควิดจากไทยถึงโน่นติดโควิดทั้งครอบครัวเลย ?
เจเจินตัย : ใช่ครับ ที่นี่แกร่งมากครับ ที่นี่ไม่มีปัญหา รอด เป็นผู้ชนะ ขึ้นเครื่องดีใจมาก ไปติดที่โน่นหนักเลย

ที่โน่นอย่าหวังว่าจะได้โรงพยาบาล ต้องรักษาตัวเองอยู่ที่บ้าน ?
บี : ใช่ค่ะ ไม่ได้ไปโรงพยาบาล เรื่องการแพทย์ไม่ว่าจะอาการเล็กอาการน้อยอาการใหญ่ติดต่อแพทย์ยากมาก
เจเจินตัย : ไม่เหมือนเมืองไทยเลยนะที่ไหนใครก็รักษา

แล้วที่ปรับตัวหนักสุดคือพลอยเจ ?
พลอยเจ : เขาบอกว่าเป็นเด็กไทยเขาก็เลยไม่เล่นด้วย เริ่มมาผลักหนู แล้วก็เหมือนมาแกล้ง หนูก็อยู่เฉยๆ
บี : เหมือนบูลลี่เอเชีย

คุณพ่อคุณแม่ก็ไปโรงเรียนไปคุยกับคุณครูแต่ก็ไม่เกิดผล ?
เจเจินตัย : เขาก็รับเรื่องไว้ ก็เป็นการติดต่อยาก จะไปเจอครูก็ต้องมีอีเมล์เป็นการนัดหมายล่วงหน้า ไม่สามารถจะเดินไปแบบที่ไทยว่าคุณครูครับเรามีปัญหาอันนี้แล้วเคลียร์กันได้เลย

โดนแกล้งอะไรบ้างพลอยเจ ?
พลอยเจ : บางทีเขาก็เอากระดาษมาแปะกระเป๋าหนู เริ่มทำเกินไป แล้วหนูก็ร้องไห้หนูก็ไม่ชอบ เป็นอยู่ประมาณเดือนหนึ่ง

พ่อแม่ทำยังไง ?
เจเจินตัย : ได้แต่ไปเจอครู อีเมล์นัดเจอ พอนัดเจอก็บอกว่ามีปัญหาแบบนี้เขาก็บอกว่าจะดูให้ เขาบอกว่าแรกๆอย่างนี้แหละ เวลาเด็กทุกคนมาก็ปรับตัวแบบนี้แหละอาจจะยังไม่ชินกับที่นี่

ชีวิตคู่ก็ยากเหลือเกิน ไม่พูดกันเกือบครึ่งปี ?
เจเจินตัย : กดดันหลายๆอย่าง มันเหมือนอยู่กันแค่ 3 คน อยู่ที่นี่ยังช่วยเหลือกันได้ มีเพื่อนผม เราเครียดเรื่องลูก เรื่องงาน เรื่องวัฒนธรรม เรื่องสภาพแวดล้อมที่มันเปลี่ยนหมดเลย มันก็เลยตึงกันไปแล้วก็ไม่ได้คุย

อยู่ๆก็ตื่นเช้ามาวันนี้ไม่คุยกันดีกว่า ก็ไม่คุยกันยาว 6 เดือน ?
เจเจินตัย : เรารู้อยู่แล้วว่ามันมีอะไรที่มันกดดันเราอยู่บ้าง มันหลายๆอย่างมาก ที่มันรู้สึกว่าไม่คุยกันดีกว่า

เป็นเพราะความเครียดมั้ยก่อนที่เราจะไปเราวาดฝันคิดว่าจะเป็นแบบหนึ่ง ?
บี : ใช่ค่ะ พอไปถึงแล้วมันไม่เหมือนเลย
เจเจินตัย : ชีวิตจริงมันคนละเรื่องหมดเลย มันเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดพลิกแพลง มันเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องมันเกิดขึ้น แต่ก็เป็นประสบการณ์

6 เดือนพูดกันให้น้อยที่สุด ทำยังไง ?
เจเจินตัย : จะเหลือแค่การสนทนาเกี่ยวกับลูก ไม่ใช่ไม่พูดกันเลย
บี : เหลือแค่สนทนาว่าใครจะดูลูกยังไง ใครจะไปรับไปส่ง เพราะว่าต้องสลับกันตลอดเพราะความที่ทำงานหนักกันทั้งคู่อยู่ที่โน่นต้องช่วยกันทำงาน ซื้ออะไร ลูกทานข้าวอะไร แค่นั้น

ก็เกือบจะพังเหมือนกันนะ ?
เจจินตัย : เกือบครับ ผมไม่เคยร้าวรานนานขนาดนั้นเลย

พลอยเจรู้มั้ยว่าคุณพ่อคุณแม่ไม่คุยกัน ?
พลอยเจ : รู้ค่ะ

พลอยเจทำยังไงให้คุณพ่อคุณแม่คุยกัน ?
พลอยเจ : หนูก็เอามือพ่อกับมือแม่มาจับกันค่ะ หนูบอกว่าให้หม่ามี๊บอกไอเลิฟยูแดดดี๊ ให้แดดดี๊บอกไอเลิฟยูหม่ามี๊
บี : เขาจะคอยมาถามว่าหม่ามี๊รักแดดดี๊มั้ย เขาจะพยายามเป็นกาวตลอด หรือบางทีเจอผู้ชาย หม่ามี๊คนนี้หล่อมั้ย เราก็บอกว่าหล่อ เขาก็จะโกรธเรามาก หล่อได้ยังไงหม่ามี๊ แดดดี๊หล่อกว่าตั้งเยอะ เขาก็จะเป็นกาวใจอยากให้รักกัน

พลอยเจรู้ได้ยังไงว่าทำแบบนี้แล้วหม่ามี๊กับแดดดี๊จะดีกัน ?
พลอยเจ : หนูทำได้ที่หนูจะทำได้ที่สุดเพื่อให้หม่ามี๊กับแดดดี๊มารักกันค่ะ
เจเจินตัย : เราก็เลยทบทวนตัวเองใหม่เพราะว่าผมกับบีก็แยะแยะแหละ สุดท้ายก็ต้องประคองเพราะว่าคนที่เจ็บปวดที่สุดคือลูก เราก็ลดกำแพงลง เข้าไปกอดไม่ต้องพูดอะไรเลย ทำตัวใหม่ ไม่มีมาคุยกันนะไม่ต้องความรู้สึกมันชัดมาก

การกลับมาครั้งนี้มันทำให้เรารู้สึกว่ารักและแน่นแฟ้นกว่าเดิมมั้ย ?
เจเจินตัย : รักครับ รักเลยครับ เมื่อไหร่มันก็มีแค่เรา 3 คนที่ไปเจอประสบการณ์ครั้งนี้ ไม่มีใครรู้ดีเท่าเราสองคน ไม่รู้จะคุยกับใครแล้วเข้าใจเท่ากับเราสองคน มันแน่นแฟ้น เป็นประสบการณ์ที่ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้นเยอะเลย เมื่อก่อนจะเป็นคนที่อะไรก็ได้ง่ายๆให้อภัยได้ ตอนนี้ก็คือไม่ใช่ ไม่ได้ก็คือไม่ได้ มันทำให้เราต้องถูกต้องในทุกเรื่องอย่าไปอ่อนแอจนเกินไป มันไม่มีจริงในความหวังดีที่เราคิด

บี : มันสอนอะไรเราเยอะมาก เช่น ตอนบีไปเราเป็นผู้หญิงเนอะเรารู้สึกเจ็บปวดมากเลย เหมือนเราย้ายครอบครัวมา เอาลูกมา ต้องประคองลูก ตัวเองก็ร้าวรานเหมือนกัน ในขณะที่ลูกเราต้องทำเหมือนไม่เป็นอะไร เขาก็รู้ยังไงก็ปิดเขาไม่มิดเพราะเขาโตแล้ว มันเป็นความเจ็บปวดที่ทรมาน ทั้งที่ตอนอยู่ไทยเราไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย ครอบครัวเราปกติมาก มันคิดไม่ออกเลยว่าจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไง สุดท้ายผ่านมาแล้วมันทำให้เราเรียนรู้นะสุดท้ายแล้วเป็นครอบครัวกันเราต้องฟังกันเยอะๆเราต้องคุยกัน เราจะเห็นคนอื่น มองคนอื่น หรือแม้กระทั่งอะไรก็แล้วแต่อย่างน้อยเขาก็เรียนรู้ว่าครอบครัวสำคัญที่สุด

2 ปี ผ่านอุปสรรคเยอะแยะมากมาย 2 ปีที่อยู่มีโมเมนต์ที่กลับไทยดีกว่า มีมั้ย ?
เจเจินตัย : คิดครับ แต่รู้สึกว่ากำลังเรียนรู้ กำลังทำทุกอย่างเองเป็นแล้ว กำลังรู้โลเคชั่นต่างๆ เราก็บู๊กันหมดไปทำใบขับขี่เอง ทำไอดีเปิดบัญชี ทุกอย่างที่เป็นธุรกรรมเราพยายามที่จะศึกษาเองเพื่อที่ให้เข้าใจได้ไว ตอนที่ไม่กลับมาเพราะรู้สึกว่าถ้ากลับมามันจะขาดช่วง เราก็เลยลากเต็มสองปีโดยที่ไม่กลับไทยเลย เราเข้าใจระบบการใช้ชีวิตแล้ว ได้เวลากลับมาซัมเมอร์แล้ว เขาปิดเทอมใหญ่ก็กลับมาหาแม่กัน

จะกลับมาอยู่เลยหรือจะกลับมาแค่ซัมเมอร์เฉยๆ ?
เจเจินตัย : ตอนแรกตั้งใจมาซัมเมอร์เฉยๆ สุดท้ายแม่ผมได้ยินจากน้องมาเรื่อยๆว่าไม่สบาย บีก็มีแม่คนเดียว เราก็มาตัดสินใจกันว่าเอายังไงดี ถ้าไปรอบนี้อย่างที่บอกมันต้องไปยาว เราเป็นพาร์ทเนอร์กับหุ้นส่วนอื่นๆ ตั้งใจว่าเราอยากจะมีร้านมีธุรกิจของเราแบบ 100% ซึ่งขั้นต่ำในการอยู่ต้องมี 5 ปี ต้องตัดสินใจคิดว่าเอายังไงดี พอมาถามพลอยเจ พลอยเจไม่อยากไปแล้วอยากอยู่นี่ งั้นก็จบเลย
บี : พอกลับมาเจอครอบครัว เจอคุณยาย คุณย่า เขาคงอบอุ่น เขาคงมีความสุข มีเพื่อนที่นี่ ไม่อยากกลับไปแล้ว

พลอยเจเพราะอะไรถึงไม่อยากกลับไปที่โน่น ?
พลอยเจ : หนูไม่อยากโดนเพื่อนแกล้งค่ะ

เลยตัดสินใจบินกลับอเมริกาแล้วเคลียร์ทุกอย่าง ?
เจเจินตัย : ไม่ได้กลับเลย เพื่อนเขาส่งของมาชิปปิ้งมา อลังการเยอะแยะไปหมด

คุณไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรที่ต้องเก็บ หรือให้เพื่อนโกยให้หมด?
เจเจินตัย : เก็บมาเยอะมาก
บี : เยอะมาก กล่องประมาณ XXL ประมาณ 10 กล่องใหญ่มาก หลายเดือนกว่าจะส่งหมด คือเราตัดใจแล้วเรารู้ว่าที่โน่นเราไม่มีความสุข เหมือนเรารู้สึกว่าเราอยู่ที่โน่นเหมือนเราอยู่เพราะหน้าที่ เราไม่มีความสุขเลย เราไม่ได้ใช้ชีวิตเลย เรารู้สึกว่าเราอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว นี่กลับมาที่ไทยก็ไม่มีอะไรนะ แต่เราก็โอเค เรายังรู้สึกว่าที่นี่ทำใหม่ได้

ตอนโควิดย้ายไปอเมริกาโละขายหมดทุกอย่าง กลับมาก็ต้องเริ่มใหม่ เห็นว่ากลับมาเล็งว่าจะทำคลินิกเสริมความงาม ?
บี : ใช่ค่ะ คือตอนแรกกลับมาก็คือมีรุ่นพี่คนหนึ่งเป็นคุณหมอก็คุยกันว่าเขาอยากจะเปิดคลินิกเพิ่ม 10 สาขา เพราะตัวเขาอยู่โรงพยาบาลใหญ่อยู่แล้ว เราก็วิ่งหาดูที่คลินิกไปเรื่อยๆ กลับมาอีกทีประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้วค่ะมิจฉาชีพเยอะมาก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือเจอหมอปลอม ?
บี : ใช่ค่ะ

ไปเจอเขาได้ยังไงแล้วรู้ได้ยังไงว่าเขาปลอม ?
บี : ความที่เราวิ่งหาคลินิกก็เจอ เขาก็วิ่งหาคลินิกเหมือนกันแล้วเขาก็แนะนำว่าเขาเป็นหมอ
เจจินตัย : เจอที่ตึกพอดีครับ แล้วเขาก็บอกว่าทำด้วยกันมั้ย เขาก็ชวนเลย เราก็รู้สึกว่าเราถนัดพวกมาร์เก็ตติ้งเราถนัดหน้าบ้าน บีบริหาร เราไม่มีหมอ เขาบอกเขาถนัดหมอแต่ไม่มีหน้าบ้านมาจอยกันมั้ยห้าสิบห้าสิบก็เลยเปิดบริษัทร่วมกัน ด้วยโปรไฟล์เขานั่งรถตู้ใส่ปาเต๊ะ 16 ล้าน โปรไฟล์ดีมาก สรุปของเก๊หมดเลย รถก็เช่ามา

บี : ตอนแรกเขาก็เอาใบ ว.แพทย์มา เอามาก็คือปลอมมาซึ่งเราก็ไม่รู้ เราก็บอกว่าทำไมไม่ค่อยเหมือน เขาก็บอกว่าเขาศัลยกรรมมาหมดเลยนะก็จะไม่เหมือน
เจเจินตัย : เขาหนักประมาณ 130 แล้วไปผ่ากระเพาะตัวแบนเหลือ 70 แล้วมันไม่เหมือน

เริ่มระแคะระคายได้ยังไง ?
เจเจินตัย : ไม่เคยออกเงินเลย ลงเงินเท่าไหร่เขาก็บอกว่าพี่บีออกให้หนูก่อนนะ แรกๆก็ลงเครื่องมือมาประมาณล้านหนึ่งนะคะ ต้องซื้อของมาตุน แต่พี่บีออกให้ก่อนนะ บีโอนให้ พอโอนให้เสร็จอีกวันหนึ่งไปเช่ารถ 911 สีเหลืองมาแบบอลังการให้เรารู้สึกว่าน่าเชื่อถือ ทีนี้พอมาถึงเรื่องค่าเช่าพี่บีออกให้อีกนะ ทีนี้เราก็ไปตรวจหาชื่อเขาในแพทยสภา

บี : เรารู้ชื่อจริงเขาก็ไปตรวจในแพทยสภา ไม่ใช่ ไม่มีชื่อในแพทยสภาก็คือไม่มีหมอแล้ว เข้าใจเลยว่าจะล้มทั้งยืนเป็นยังไง นอนไม่หลับตลอดเลย

เจเจินตัย : มีอีกดอกหนึ่งเขาบอกว่าเขาทำจากคลินิกมาจากอีกที่หนึ่ง เขาบอกว่าเขาผ่ามาวันละ 9 คน 11 คน ได้เดือนละ 4-5 ล้าน จากการ DF40% เขาเปิดให้ดูหมดเลย แล้วเขาบอกว่าถ้าพี่ทำกับผมนะ ผมมีลูกค้าตามมากับผมอีก 40 คนรออยู่ ต้องการใช้สถานที่ที่มีห้องผ่าตัดเราก็เทคตึกนั้น แล้วเขาก็บอกว่าเขามีลูกค้าแต่บอกว่าต้องใช้เป็นเคสรีวิวนะพี่บี แต่จริงๆรับเงินก้อนมาแล้ว เราเช็กไปที่คลินิกเดิม คลินิกเดิมขึ้นโพสต์ว่าระวังแก๊งมิจฉาชีพ ผมก็เลยโทรหาพี่ท่านนั้นที่คลินิกว่าเขาชื่อนี้ใช่มั้ย เขาบอกใช่ โอ้โห.. ล้มทั้งยืนเลย
บี : สุดท้ายพอได้ชื่อเขาไปเช็ก นอกจากไม่เป็นแพทย์แล้วก็มิจฉาชีพเลย มีคดีความเพียบ

สูญเสียเงินไปเท่าไหร่ ?
บี : 3 ล้านกว่า

https://youtu.be/OWLDePtndCU?si=laVnROsBGxaYZ3xo

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เจจินตัย พาภรรยา-ลูก เปิดใจย้ายกลับไทย อยู่อเมริกาเกือบชีวิตพัง ล้มทั้งยืนกลับมาโดนโกง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...