โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ย้อนรอยหุ้น KEX: จากดาวรุ่งสู่ดิ่งเหว ราคาหุ้นร่วง 98% เพราะอะไร?

Stock2morrow

อัพเดต 05 พ.ค. 2568 เวลา 05.52 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. 2568 เวลา 05.52 น. • Stock2morrow
ย้อนรอยหุ้น KEX: จากดาวรุ่งสู่ดิ่งเหว ราคาหุ้นร่วง 98% เพราะอะไร?

ย้อนรอยหุ้น KEX: จากดาวรุ่งสู่ดิ่งเหว ราคาหุ้นร่วง 98% เพราะอะไร?

.

เมื่อไม่นานมานี้ KEX มีข่าวแจ้งทางตลาดหลักทรัพย์ว่า เตรียมเพิกถอนจาการเป็นบจ. ตามเจตนาของ "SFTH" ผู้ถือหุ้นใหญ่

พร้อมทำเทนเดอร์ฯ หุ้นที่เหลือ 651 ล้านหุ้น ในราคาเสนอซื้อหุ้นที่ 1.50 บาทต่อหุ้น นัดประชุมผู้ถือหุ้น 20 มิ.ย. นี้

โดย KEX ให้เหตุผลในการเพิกถอนครั้งนี้ว่า ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่กระทบต่อลูกค้าและคู่ค้า KEX จะยังคงให้บริการในทุกด้านตามปกติ

และกลุ่ม SFTH ชี้แจงว่า ปัจจุบันบริษัทกำลังเผชิญกับสภาวะตลาดและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทายอย่างมาก ทั้งการขาดทุนสุทธิอย่างต่อเนื่อง ปัญหาด้านสภาพคล่อง การแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการจัดส่งพัสดุด่วน

ส่งผลให้ KEX มีผลขาดทุนติดต่อกันมาแล้วถึง 13 ไตรมาส

.

ถือเป็นอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจในตลาดหุ้น และควรจะถูกกล่าวถึงไปอีกนานจากที่ ครั้งหนึ่งอุตสาหกรรมโลจิสติกส์และการขนส่งเคยเป็นธุรกิจเนื้อหอม ที่นักลงทุนต่างจับจ้อง ด้วยแรงหนุนจากการเติบโตแบบก้าวกระโดดของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการขนส่งจึงพลอยได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย

ส่งผลให้หุ้น KEX เข้ามาซื้อขายในตลาดหุ้นไทยใหม่ๆได้รับการตอบรับอย่างดี แต่ทว่าเหตุใด ราคาหุ้นของ KEX กลับทรุดตัวลงกว่า 98% เกิดอะไรขึ้นกับบริษัทนี้?

วันนี้ Stock2morrow จะพาไปเจาะลึกเรื่องราวที่เกิดขึ้น

.

Kerry Express (Thailand) ถือกำเนิดขึ้นในปี 2549 ภายใต้ร่มเงาของ Kerry Logistics Network ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ชั้นนำของเอเชีย โดยมีฐานธุรกิจมั่นคงอยู่ที่ฮ่องกง และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKG: 0636) ในช่วงเริ่มต้น KEX มุ่งเน้นการให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล สร้างชื่อจากความรวดเร็วและความน่าเชื่อถือ ต่อมาได้ขยายขอบเขตการให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศไทย พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน อาทิ ระบบติดตามพัสดุออนไลน์ และเครือข่ายคลังสินค้าที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อมอบบริการจัดส่งที่รวดเร็วในราคาที่เข้าถึงได้ นอกจากนี้ ยังพยายามขยายบริการให้หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น บริการเก็บเงินปลายทาง (COD) บริการจัดส่งพัสดุขนาดใหญ่ และบริการขนส่งสินค้าควบคุมอุณหภูมิ

.

จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเริ่มให้ความสนใจใน KEX มากขึ้น คือ การผนึกกำลังกับกลุ่ม BTS ก่อตั้ง RABBIT-Line Pay ในปี 2559 ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุรายแรกที่นำเสนอบริการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนที่จะพัฒนาระบบจัดการพัสดุแบบครบวงจร EasyShip เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า C2C และผู้ขายออนไลน์ ต่อมาในปี 2561 VGI Public Company Limited (VGI) ได้เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นเชิงกลยุทธ์ โดยเข้าซื้อหุ้น 23% จากผู้ถือหุ้นเดิม

.

ธุรกิจของ "เคอรี่" เติบโตอย่างต่อเนื่อง กระทั่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2563 ภายใต้ชื่อย่อ "KEX" ด้วยราคา IPO ที่ 28.00 บาทต่อหุ้น บริษัทได้ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการระดมทุนเพื่อนำไปขยายธุรกิจ พัฒนาเทคโนโลยี และเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน หุ้น KEX ได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักลงทุน โดยราคาเปิดตลาดพุ่งสูงถึง 65 บาท ก่อนจะไต่ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ 73 บาท แม้ตลาดจะมองว่าราคาหุ้น KEX ในขณะนั้นอาจเกินปัจจัยพื้นฐานและสะท้อนความคาดหวังในอนาคตไปมาก แต่จุดเด่นที่น่าสนใจคือ ความแข็งแกร่งของแบรนด์ KEX และความได้เปรียบทางการแข่งขันจากจำนวนจุดให้บริการที่ครอบคลุมทุกจังหวัด ทำให้สามารถจัดส่งสินค้าได้ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไทย ทว่าไม่มีใครคาดคิดว่า ระดับราคาสูงสุดที่ 73 บาทนั้น จะกลายเป็นจุดสูงสุดตลอดกาลที่ไม่เคยหวนกลับมาอีกเลย

.

หลังจากนั้น ราคาหุ้นของ KEX ก็ค่อยๆ ร่วงโรย พร้อมกับผลประกอบการที่ทรุดตัวลง

ปี 2563: กำไรสุทธิ 1.40 พันล้านบาท

ปี 2564: กำไรสุทธิ 47 ล้านบาท

ปี 2565: ขาดทุนสุทธิ 2.82 พันล้านบาท (พลิกเป็นขาดทุนครั้งแรก)

ปี 2566: ขาดทุนสุทธิ 3.88 พันล้านบาท

ปี 2567: ขาดทุนสุทธิ 5.91 พันล้านบาท

ขณะที่ราคาหุ้นในปี 2564 อยู่ที่ 30 บาท ก็ลดลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ 1.69 บาท ในปี 2567 ซึ่งบริษัทมักจะอธิบายถึงสาเหตุของผลประกอบการที่ลดลงว่า

1. การเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสงครามราคา

ปริมาณการขนส่งสินค้าที่ลดลง เนื่องจากคู่แข่งหลายรายพัฒนาบริษัทขนส่งสินค้าเป็นของตนเองมากขึ้น

2. ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้กำไรต่อชิ้นลดลง

3. ความผันผวนของราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่งสินค้า

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ในปี 2565 ที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนการขนส่งของ KEX เพิ่มขึ้นอย่างมาก และนำไปสู่ผลขาดทุนครั้งใหญ่ถึง 2.82 พันล้านบาท

.

สถานการณ์ของ KEX เลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง บริษัทเผชิญกับภาวะขาดทุนสะสม สิ่งที่นักลงทุนคาดการณ์คือ KEX อาจต้องเผชิญกับปัญหาการเพิ่มทุน แต่ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ใครเล่าจะยินดีเพิ่มทุน?

.

จนกระทั่งในปี 2567 SF Holding ได้เข้ามาทำ Tender Offer หรือการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ KEX เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 ในราคา 3.20 บาทต่อหุ้น และกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในสัดส่วน 81.43% พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เป็น บริษัท เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

.

SF Holding คือใคร?

SF Holding คือ บริษัทผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรรายใหญ่ของจีน มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเซินเจิ้น และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เซินเจิ้น (Shenzhen Stock Exchange: 002352.SZ) และมี Secondary Listing ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (Hong Kong Stock Exchange: 6936.HK) โดยบริษัทได้เข้าเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Kerry Logistics Network ในปี 2564 ทำให้ SF Holding มีเครือข่ายและขีดความสามารถในการให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ก่อนที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญใน Kerry Express (Thailand) หรือ KEX ในที่สุด

.

อย่างไรก็ตาม แม้ KEX จะได้กลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่ที่มีความแข็งแกร่ง และเล็งเห็นศักยภาพของ KEX ในประเทศไทย แต่ด้วยสภาวะตลาดหุ้นไทยที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ราคาหุ้นของ KEX ยังคงไหลลงอย่างต่อเนื่องมาอยู่ที่ 1.16 บาทต่อหุ้นในปัจจุบัน และมีแนวโน้มที่จะลดลงอีก เนื่องจากยังไม่มีปัจจัยบวกใหม่ๆ เข้ามาในตลาด จึงถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ยังคงเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย ทั้งสภาวะตลาดหุ้นไทยที่ซบเซา อุตสาหกรรมการขนส่งที่มีการแข่งขันสูง และผลประกอบการของ KEX ที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง

.

แถมท้าย: บทวิเคราะห์หลายแห่งมีมุมมองไปในทิศทางเดียวกันว่า หุ้น KEX ยังไม่มีปัจจัยเชิงบวกใหม่ๆ และคาดการณ์ว่าปี 2568 น่าจะยังคงประสบภาวะขาดทุน แม้ว่าอาจจะไม่รุนแรงเท่าปี 2567 ที่ขาดทุนหนักถึง 5.91 พันล้านบาท แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังมีความเสี่ยงในเรื่องของฐานะส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity base) ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจากการขาดทุนสะสมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการเพิ่มทุนอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

#Stock2morrow #สื่อสถาบันความรู้และสังคมของนักลงทุน #SET #KEX #หุ้นไทย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...