โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"พระสงฆ์" กับ "การเมือง" ในสยามเมื่อต้องปฏิรูปสู่รัฐสมัยใหม่ ห้วงตะวันตกล่าอาณานิคม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 12 มิ.ย. 2566 เวลา 02.27 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2566 เวลา 18.40 น.
รัชกาลที่ 4 ขณะทรงผนวชเป็น “วชิรญาณภิกขุ” เสด็จธุดงค์ไปตามหัวเมืองต่างๆ ภาพวาดโดย นายวุฒิชัย พรมมะลา

ในช่วงสมัยหนึ่งโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับรัฐยุคเก่าในประเทศเพื่อนบ้านถูกเปลี่ยนแปลงโดยประเทศเจ้าอาณานิคม พุทธศาสนา และ พระสงฆ์ ต่างเผชิญกับวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองร่วมกับประชาชนในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ

การปฏิรูปสู่รัฐสมัยใหม่เริ่มขึ้นเมื่อสยามเผชิญอิทธิพลลัทธิล่าอาณานิคมยุโรป โดย ร.4 ขณะที่ทรงผนวชเป็น “วชิรญาณภิกขุ” (27 พรรษา) ได้ก่อตั้งคณะสงฆ์นิกายใหม่คือ “ธรรมยุติกนิกาย” (เรียกคณะสงฆ์กลุ่มเดิมซึ่งเป็นส่วนข้างมากว่า “มหานิกาย”) และทรงสร้างปรัชญาการปกครองแบบรัฐสมัยใหม่ ผ่านการตีความพุทธศาสนา สร้างแนวคิด “อเนกชนนิกรสโมสรสมมติ” ที่ถือว่าผู้ปกครองเป็นผู้ปกครองได้โดยความยินยอมของผู้ใต้ปกครอง และต้องปกครองโดยธรรมเพื่อความผาสุกแห่งมหาชนชาวสยาม หากกษัตริย์ไม่ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมก็ถูกถอดถอนได้ ถือเป็นความคิดใหม่ในสมัยนั้น

กระบวนการปฏิรูปตั้งแต่สมัย ร.4- ร.6 ไม่ได้มีส่วนร่วมในการปฏิรูป แต่เป็นฝ่ายที่ถูกปฏิรูป พระสงฆ์ที่มีส่วนร่วมหรือมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปมีเพียงพระสงฆ์ชั้นสูงเท่านั้น คือ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ซึ่งเป็นพระอนุชาต่างพระมารดาของ ร.5

ท่านทรงสืบทอดประเพณีการตีความพุทธศาสนาแบบแยกทางโลก-ทางธรรม และเน้นความมีเหตุผลสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์จาก ร.4 เป็นกำลังทางความคิดของ ร.5 ในการวางระบบการปกครองและการศึกษาสงฆ์ วางรากฐานการศึกษาชาติที่เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัย ร.5 จนมาถึง ร.6 โดยเฉพาะการสนับสนุน ร.6 ในการผนวกรวมความมั่นคงของพุทธศาสนาให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความมั่นคงของรัฐ ภายใต้อุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ (constitutional monarchy) ในปี 2475 ก็ไม่ได้มีการแก้ไขโครงสร้างอำนาจปกครองคณะสงฆ์และระบบสมณศักดิ์แบบเดิม ต่อมามีการตรา พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับ 2484 ตามข้อเรียกร้องของยุวสงฆ์คณะปฏิสังขรณ์ ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ ให้สอดคล้องกับทางบ้านเมือง

กฎหมายฉบับดังกล่าวได้กำหนดโครงสร้างองค์กรปกครองสงฆ์ มีสมเด็จพระสังฆราชเป็นประมุข โดยพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง แบ่งอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย ได้แก่ สังฆสภา ประกอบด้วยพระสงฆ์ 45 รูป ซึ่งแต่งตั้งโดยสมเด็จพระสังฆราชตามสมณศักดิ์และความรู้ ทำหน้าที่ร่างสังฆาณัติ กติกาสงฆ์หรือกฎหมายสงฆ์ คณะสังฆมนตรี ทำหน้าที่เหมือนคณะรัฐมนตรี มีอำนาจในการบริหารคณะสงฆ์ โดยมีสังฆนายกทำหน้าที่เหมือนนายกรัฐมนตรี ทั้งหมดแต่งตั้งโดยสมเด็จพระสังฆราช และคณะวินัยธร ทำหน้าที่เหมือนเป็นตุลาการสงฆ์ มีหน้าที่วินิจฉัยและระงับอธิกรณ์

ในสมัย จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ปกครองด้วยระบบเผด็จการทหาร พร้อมกับยกย่องสถาบันกษัตริย์ให้โดดเด่นเป็น “สถาบันกษัตริย์ยุคใหม่” ประกอบด้วยลักษณะที่สำคัญ 3 ประการ คือ ความศักดิ์สิทธิ์ ความชื่นชอบของประชาชน และความเป็นสาธารณะ ขณะเดียวกันก็ได้ยกเลิก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับ 2484 ตรา พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ฉบับ 2505 ขึ้นแทน โดยกลับไปใช้ระบบการปกครองสงฆ์แบบสมัย ร.5 ซึ่งเป็นการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คณะกรรมการมหาเถรสมาคมเพียงคณะเดียว โดยไม่มีระบบถ่วงดุลตรวจสอบ เพื่อให้สอดคล้องกับระบบเผด็จการของบ้านเมืองในยุคนั้น

รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างคณะสงฆ์กับรัฐไทย เป็นรูปแบบที่ถูกกำหนดโดยชนชั้นปกครองร่วมกับพระสงฆ์ระดับสูงที่อยู่ในแวดวงชนชั้นปกครอง หรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจรัฐมาโดยตลอด รูปแบบความสัมพันธ์จึงมีพัฒนาการมาในทางที่คณะสงฆ์ต้องพึ่งพาการอุปถัมภ์จากรัฐ และเป็นกลไกอำนาจรัฐมากขึ้นโดยลำดับ

ผลที่ตามมาคือ การสร้าง “มายาคติ” ว่า การที่พระสงฆ์ทำหน้าที่สนับสนุนอุดมการณ์รัฐ เช่น การเทศนาปลูกฝังความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์แก่ประชาชน ย่อมไม่ถือว่า “ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง” แม้แต่พระสงฆ์บางรูปบางกลุ่มจะอ้างอุดมการณ์นั้นสนับสนุนความรุนแรงในการจัดการกับฝ่ายที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างออกไป เช่น การประณามขับไล่คนที่พวกตนกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ว่าไม่ใช่คนไทย

สิ่งที่น่าสนใจก็คือโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์แบบที่สถาปนาขึ้นตั้งแต่สมัย ร.5 เป็นต้นมา ได้ทำให้องค์กรสงฆ์เป็น “องค์กรแบบราชการ” ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ภายในของคณะสงฆ์แบบที่เคยมีมาแต่เดิม ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบมี “ความเป็นสังคม” พระสงฆ์พึ่งพาปัจจัยสี่จากชาวบ้าน ชาวบ้านเองก็พึ่งพาพระสงฆ์ในทางปัญญา การรักษาประเพณีวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ภายในองค์กรสงฆ์และระหว่างองค์กรสงฆ์กับประชาชน ก็กลายเป็น “ความสัมพันธ์แบบกลไก”

เรื่องราวของ “พระสงฆ์” กับการเมืองไม่ได้มีจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเพียงในสยาม แต่ยังมีหลายประเทศในอุษาคเนย์ ซึ่ง ในพม่า ลาว และกัมพูชาก็มีลักษณะรูปแบบที่คล้ายกัน

ศึกษาเพิ่มเติมได้ในบทความ “พระสงฆ์กับการเมืองในอุษาคะเนย์” โดย สุรพศ ทวีศักดิ์ นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2548

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สุรพศ ทวีศักดิ์.“พระสงฆ์กับการเมืองในอุษาคะเนย์”. ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2548.

แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ 5 มกราคม 2561

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...