โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ความโกรธและหดหู่ขับเคลื่อนให้เราอยากแก้ปัญหา” แซก ศุภวุฒิ เยาวรุ่นผู้ร่วมก่อตั้ง YACM

a day magazine

อัพเดต 07 พ.ค. 2564 เวลา 11.49 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. 2564 เวลา 10.12 น. • ฆฤณ ถนอมกิตติ

ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แซก–ศุภวุฒิ แพร่แสงเอี่ยม กำลังจะเริ่มต้นชีวิตนักศึกษามหาวิทยาลัย 

แม้ยังไม่ทราบว่าจะได้เรียนทางด้านจิตวิทยาอย่างที่ตั้งใจหรือไม่ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือหนึ่งหมุดหมายสำคัญที่จะส่งผลต่ออนาคตของเยาวรุ่นวัย 17 ปีคนนี้แน่

แต่ก่อนจะไปถึงอนาคตที่แซกเป็นส่วนหนึ่งในนั้น เมื่อหันไปมองสถานการณ์บ้านเมืองรอบตัวในปัจจุบัน เราเห็นอะไรบ้าง

เราเห็นสังคมที่ไม่เท่าเทียมโดยผู้มีอำนาจที่หรี่ไฟของประชาธิปไตยจนแทบจะมอดดับ

เราเห็นสังคมฟอนเฟะที่คนรุ่นใหม่แทบหมดสิ้นความหวังจนอยากย้ายหนีออกจากประเทศ

เราเห็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้โคตรจะยากเพราะซ้อนทับเกี่ยวพันกันมั่วไปหมด

ฯลฯ

เราเห็นปัญหามากมายก่ายกองขนาดนี้ ดังนั้นไม่แปลกเลยที่ใครหลายคนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่จะเริ่มกังวลใจเกี่ยวกับอนาคต เพราะพวกเขาก็เห็นสิ่งเดียวกัน 

แซกเองก็เป็นหนึ่งในนั้น

แต่ที่ต่างออกไปคือ เพราะ ‘เห็น’ นี่แหละที่ทำให้อีกด้านของชีวิตเขากำลังพยายามทำบางอย่างอยู่

YACM

ในอีกบทบาทหนึ่งนอกจากการศึกษา แซกคือผู้ร่วมก่อตั้ง YACM หรือ Youth Assembly for Change Making องค์กรที่ทำงานเป็น ‘ตัวกลาง’ ให้เด็กและเยาวชนที่สนใจงานเพื่อสังคมได้เจอโอกาสในการทดลองทำงาน โดย YACM จะทำหน้าที่ทั้งเป็น connection connecter คือพาคนที่สนใจไปเจอกับองค์กรต่างๆ พร้อมยื่นโอกาสฝึกงานให้ และยังเป็น moderator จัดกิจกรรมขึ้นมาเพื่อพาทั้งสองฝั่งมาเจอกันด้วย

ซึ่งในปัจจุบัน ประเด็นสังคมที่ YACM พยายามเข้ามาเป็นตัวเชื่อมระหว่างองค์กรกับคนรุ่นใหม่แบ่งออกเป็น 5 ประเด็น นั่นคือปัญหาสุขภาพจิต ความเท่าเทียมทางเพศ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน

แน่ล่ะ สิ่งที่แซกกำลังทำนี้เองคือที่มาที่ทำให้เรานัดหมายสนทนากับเขา เพราะด้วยขอบเขตงานและจุดมุ่งหมายของ YACM เราอดสงสัยไม่ได้ว่าอะไรทำให้แซกในวัย 17 ปีเริ่มต้นและทำสิ่งนี้

แต่ในภาพรวมใหญ่กว่านั้น เราก็สนใจในแง่มุมของคนรุ่นใหม่ที่ทำงานเพื่อสังคมเช่นกัน ว่ากับสังคมที่ดำเนินไปอย่างไม่ปกติ เขามองมันด้วยสายตาแบบไหนยังไง อะไรคือสิ่งที่เห็น และท้ายที่สุด แซกยังมีความหวังในอนาคตที่จะเป็นของคนรุ่นเขาหรือเปล่า

ใช่ เราคุยกันด้วยห้วงคิดคำนึงถึงปัจจุบันที่อาจเทาหม่นและดำมืดไปสักหน่อย

แต่เราก็หวังว่าถ้อยคำของคนรุ่นใหม่คนหนึ่งต่อไปนี้ 

จะสร้างแสงสว่างแห่งความหวังน้อยๆ ขึ้นมาบ้างก็ยังดี

YACM

YACM เกิดขึ้นมาได้ยังไง

พื้นฐานผมเป็นเด็กกิจกรรมครับ ไม่ค่อยอยู่บ้าน ชอบทำนู่นนี่ อย่างก่อนหน้านี้ก็ทำเพจเพื่อเป็นช่องทางให้เยาวชนได้สื่อสารเรื่องต่างๆ บ้าง แต่ช่วงไม่กี่ปีหลัง พอได้ทำงานมากขึ้นอย่างการไปอยู่ในสภาเด็กและเยาวชนกรุงเทพฯ หรือการได้ไปร่วมงานกับองค์กรการศึกษาอย่าง Saturday School ในตำแหน่ง project coordinator ประสบการณ์เหล่านี้ก็ทำให้ผมเริ่มรู้ว่าตัวเองอินกับงานประสานเบื้องหลังและงานเพื่อสังคม เลยร่วมกับเพื่อนก่อตั้ง YACM ขึ้นมา

ปัจจุบัน YACM ทำอะไรบ้าง

ตอนนี้ YACM มีทีมงาน 3 คน คือผม เมนู (สุพิชฌาย์ ชัยลอม) และมิน (วิชญาดา ชำนาญศิลป์) จุดประสงค์ขององค์กรคือการเป็น connection connector เชื่อมหน่วยงานเพื่อสังคมกับเด็กที่อยากเริ่มต้นทำงานเพื่อสังคม ซึ่งเรื่องนี้มาจาก pain point ที่เราไปเจอว่าเด็กหลายคนอยากทำงานด้านนี้แต่ไม่รู้ว่ามีพื้นที่ไหนที่เปิดรับ เราเลยอยากเข้าไปเป็นตัวเชื่อมตรงนั้นเพื่อให้เด็กที่สนใจเข้าถึงโอกาสได้มากขึ้น

YACM

อย่างแผนงานในเดือนหน้าที่ถ้าไม่ติดโควิดไปซะก่อน (หัวเราะ) เราจะมีอีเวนต์ชื่อว่า ‘Social Connect for Youth’ ที่ทาง YACM ร่วมกับทาง สสส. ในการพาเยาวชนที่สนใจทำงานเพื่อสังคมมาเรียนรู้และรู้จักกับพี่ๆ ที่ทำงานเพื่อสังคมใน 5 ประเด็น คือ สุขภาพจิต ความเท่าเทียมทางเพศ การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสิทธิมนุษยชน โดยรูปแบบงานจะคล้ายๆ กับคลาสการทำงานเพื่อสังคม 101 คือน้องๆ จะได้มาลองศึกษาและทำงานกับคนที่ทำงานจริงๆ เลย

YACM

ความสุขของการทำสิ่งเหล่านี้คืออะไร เพราะถ้าว่ากันตามตรง มันเป็นงานท่ีคุณยังไม่ต้องทำเต็มตัวก็ได้เพราะต้องเรียนไปด้วย

ผมว่ามันเป็นเพราะพอทำแล้วผมรับรู้ได้ถึงคุณค่าในตัวเอง เหมือนรู้สึกได้ว่านี่แหละคือตัวเรา จะใช้คำว่าอิคิไกก็ได้ ถึงจะวัดผลได้ไม่แน่ชัด แต่เวลาได้ทำงานที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ในการทำงานเพื่อสังคม ผมมีความสุข และผมก็ไม่อยากเห็นภาพที่เด็กต้องถูกบังคับไปปลูกป่าหรือเก็บขยะทั้งที่เขามีความสามารถมากกว่านั้น

ค้นพบคุณค่านี้ได้ยังไง

(นิ่งคิด) น่าจะเริ่มช่วงมัธยมฯ ปลาย ผมก็คล้ายกับเด็กทั่วไปที่ทะเลาะกับที่บ้านเพราะรู้สึกว่าป๊ากับม้าไม่ค่อยเข้าใจในความเป็นเรา และพออยู่ในครอบครัวคนจีน เป็นลูกคนที่ 2 จาก 5 คน เวลาทำอะไรเขาก็หวังจะเห็นผลที่ออกมาเป็นรูปธรรม ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราอยากทำซึ่งอาจวัดผลไม่ได้แบบนั้น สภาพแวดล้อมเลยทำให้ตั้งคำถามว่าผมจะเป็นตัวเองไม่ได้เลยเหรอ

จากตรงนั้นเหมือนผมก็เริ่มหาเพื่อน หาเวิร์กช็อปเพื่อหาคำตอบ เลยเป็นช่วงที่ทำกิจกรรมเยอะมาก และความชอบมันก็พาถลำลึกจนเจอคุณค่าตรงนี้ ซึ่งมันกลับไปสะท้อนเรื่องเดิมคือผมไม่อยากให้ใครเจอแบบตัวเอง ผมอยากให้เด็กได้ทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ดังนั้นถ้าเขาอยากทำงานเพื่อสังคมแต่ไม่มีโอกาส ผมก็จะช่วย

YACM

จากงานตรงนี้ คุณเห็นคนรุ่นใหม่ที่สนใจงานเพื่อสังคมมากน้อยขนาดไหน

ในแง่จำนวนผมว่าพุ่งสูงมาก มันเป็นไปตามงานวิจัยเลย ที่บอกว่าเจนฯ Z จะเป็นเจเนอเรชั่นที่มี social awareness เมื่อเขาเห็นปัญหาเขาก็อยากแก้ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ประเทศไทยนะ แต่เป็นทั่วโลก

แต่ถ้าถามลึกลงไปว่าทำไม ผมว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการที่คนเจนฯ Z มีความรู้สึกว่า ‘ตัวเองมีดีบางอย่าง’ พอเขาคิดแบบนี้ผสมกับปัญหาที่เห็น เขาก็อยากเอาสิ่งที่ ‘ดี’ ของตัวเองไปให้กับสังคม เขาอยากให้จุดเด่นของเขาไปเป็นประโยชน์ต่อคนอื่น มากกว่าการดูว่าสังคมอยากได้อะไรแล้วค่อยทำ ตรงนี้เองคือจุดที่ผมคิดว่าทำให้เด็กยุคนี้สนใจงานเพื่อสังคมในแง่มุมที่แตกต่างจากยุคอุตสาหกรรม แต่มันก็ตามมาด้วยการที่หลายคนมองไม่เห็นช่องว่างบางอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างคนที่เข้าไปใหม่กับระบบที่อยู่มานาน ซึ่งตรงนี้แหละคือสิ่งที่ผมเข้าไปช่วย

การเห็นคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่สนใจงานที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มันส่งผลยังไงต่อคุณ

มันทำให้ผมมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองทำและเห็นความหวังในอนาคตมากขึ้นเยอะ ถึงวัยเราอาจจะยังขาดประสบการณ์ แต่ตอนนี้เรามีอุดมการณ์ที่เต็มเปี่ยมและกำลังพยายามทำความเข้าใจเพื่อเรียนรู้ know-how ในการแก้ปัญหาบางอย่างให้ได้ และผมว่านี่คือสิ่งสำคัญในการพัฒนา

YACM

คุณมองกระแสสังคมที่คนรุ่นใหม่ออกมาพูดและพยายามแก้ไขปัญหาว่ายังไงบ้าง ยกตัวอย่างเช่นการที่คนรุ่นราวคราวเดียวกับคุณไปม็อบ

ต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่คนที่ไปม็อบ เพราะพ่อแม่ไม่ให้ไป แต่ผมก็เข้าใจในมุมของเด็กที่ไปม็อบ นั่นคือความตั้งใจในการทำเพื่อสังคมของเขา เพราะในเมื่อเขาไม่รู้ว่าตัวเองสามารถทำหรือพูดอะไรในสังคมได้ พอมีม็อบเป็นช่องทาง เขาก็ไป และที่ส่วนใหญ่พูดเรื่องการศึกษา นั่นก็เพราะว่ามันเป็นปัญหารอบตัวที่เขาเจอ ทุกอย่างเป็นเหตุเป็นผล ไม่ผิดเลย แต่ในอีกมุมผมคิดว่าการแก้ปัญหาใหญ่ๆ ยังต้องการคนรุ่นใหม่ในอีกหลายมุม ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ผมอยากนำเสนอในตอนนี้

ตอนที่ผมตั้ง YACM มีทฤษฎีหนึ่งที่เราผูกไว้กับองค์กรคือ The Four Roles of Social Change ทฤษฎีนี้อธิบายไว้ว่าเวลาเราต้องการเปลี่ยนแปลงอะไรใหญ่ๆ ในสังคม เราจำเป็นต้องมี 4 บทบาท ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น การแก้ปัญหาเหตุการณ์น้ำท่วม

บทบาทแรกที่ต้องมีเลยคือ helper เปรียบเทียบคือคนที่ตะโกนบอกทุกคนให้หนีน้ำหรือเอาถุงยังชีพมาแจก

บทบาทที่ 2 คือ advocate หรือคนที่จะคอยออกนโยบายส่วนกลางเพื่อแก้ไขไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้น

บทบาทที่ 3 คือ rebel คือคนที่คอยบอกสังคมให้รู้ว่าเหตุการณ์น้ำท่วมเป็นเรื่องผิดปกติ พูดง่ายๆ คือม็อบหรือเวทีปราศรัยนั่นเอง

และบทบาทที่ 4 คือ organiser คือคนที่จับทุกคนทุกตำแหน่งมาหาทางทำงานร่วมกันให้ได้ เพราะในความเป็นจริงเป็นเรื่องที่ยากมากที่คนทำงานนั่งโต๊ะจะมาคุยกับแกนนำ

ผมคิดว่าถ้าคนรุ่นใหม่ได้รู้สิ่งนี้จะมีประโยชน์มาก เพราะมันจะทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองก็เป็นแอ็กทิวิสต์ได้ผ่านบทบาทต่างๆ ที่ตัวเองถนัด ทุกคนจะสามารถขับเคลื่อนสังคมได้และเคารพในบทบาทอื่นๆ พร้อมกันไปด้วย

ฟังดูแล้วเหมือนคุณมองตัวเองเป็นออร์แกไนเซอร์

ณ ตอนนี้คือใช่ครับ ชัดเจนมาก แต่อย่างหนึ่งที่ต้องย้ำคือบทบาทนี้ไม่ใช่ personality มันไม่ได้แปลว่าคุณจะต้องอยู่ในบทบาทนั้นในการขับเคลื่อนสังคมตลอดเวลา คุณเป็นทั้ง 4 บทบาทก็ยังได้ อย่างที่มูลนิธิกระจกเงาทำ หรืออย่างเมนูที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีทางการเมืองบ่อยๆ ช่วงนั้นก็ชัดเจนว่าเมนูเป็น rebel แต่ช่วงหลังๆ พอเมนูรู้จักคนมากขึ้น เมนูก็บอกผมว่าจะเปลี่ยนสายมาเป็น organiser มากกว่าแล้ว สรุปคือคุณไม่จำเป็นต้องเป็นบทบาทเดียวตลอด เพราะความเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากแค่บทบาทเดียวด้วย

คุณคิดเห็นยังไงกับการที่ผู้ใหญ่บางคนอาจบอกคุณว่า ‘ปัญหาในสังคมหลายๆ อย่างมีตั้งนานแล้ว คนรุ่นใหม่แก้ไขไม่ได้หรอก’

ถ้ายึดตามที่เขาพูดก็ถือว่าเขาพูดถูกครับ หลายปัญหามีนานแล้วจริง และเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย แต่ในความคิดผมคือ ในเมื่อมันเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างก็ไปแก้ที่โครงสร้าง ก็ต้องคิดต่อว่าจะต้องแก้ยังไง แต่ละคนจะเล่นบทบาทไหน หลังจากนั้นก็รวมคนที่เห็นปัญหาเดียวกันนี้เป็นเครือข่ายเพื่อให้รัฐเห็น แล้วก็ลงมือแก้ ไม่ได้รู้สึกว่าทำไม่ได้

ไม่ได้มองว่าปัญหาใหญ่ๆ เหล่านั้นคือเรื่องที่ยากเกินไปใช่ไหม

ยากสิครับ ยากมากด้วย และแต่ละปัญหาก็อาจใช้เวลานานมากๆ ในการแก้ไข แต่สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือลงมือทำ วางกลยุทธ์ และหาเครือข่ายเพื่อผลักดันทุกอย่างไปพร้อมกัน

คุณเคยตั้งคำถามว่าทำไมเด็ก ม.ปลายอย่างคุณถึงต้องมาคิดและทำอะไรแบบนี้ด้วย ทั้งที่หลายอย่างเหมือนเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่

(นิ่งคิด) ผมเคยคุยกับเมนูนะว่าถ้าทุกอย่างในสังคมมันดี จริงๆ แล้วสังคมนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีตัวตนของเราแบบตอนนี้ก็ได้ นี่เราทำอะไรกันอยู่ ไม่ใช่หน้าที่เราด้วยซ้ำ แต่พอคุยกันไปมา เราก็เห็นตรงกันว่า ‘เออ ก็เราไม่มีทางเลือกนี่หว่า’ (หัวเราะ) ก็ในเมื่อเราเป็นคนที่เห็นปัญหาและอยากแก้ไข เราก็ทำ แค่นั้นเอง มันคือความจริงว่านี่คือตัวเราในช่วงเวลาหนึ่ง ดังนั้นถ้าอยากทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ ทุกคนมีสิทธิตัดสินใจในชีวิตตัวเองอยู่แล้ว

เหนื่อยไหมกับการเป็นคนรุ่นใหม่ที่เห็นปัญหา ท่ามกลางผู้ใหญ่โดยรอบที่อาจจะไม่เห็น

เหนื่อยอยู่แล้วครับ แต่ก็อย่างที่บอกว่าสำหรับผมทั้งหมดนี้มันตอบคุณค่าในตัวผม และผมก็มองว่ากับคนที่เห็นต่าง เราก็มีหน้าที่ในการอธิบายให้เขาเข้าใจว่าเราทำสิ่งนี้ไปเพราะอะไร ไม่ใช่วางเฉย แต่ถ้าสุดท้ายคนเหล่านั้นปิดกั้นโอกาสไม่ให้เราทำสิ่งที่อยากทำ ผมว่าก็แค่ไปหาคนอื่นที่ทำให้เราได้ทำสิ่งนั้นก็เท่านั้น

อย่างช่วงนี้ที่มีกระแสการย้ายประเทศโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ คุณรู้สึกยังไงบ้าง

ผมว่าประเด็นนี้ละเอียดอ่อนครับ ในมุมหนึ่งผมก็เข้าใจคนที่อยากย้าย เขากำลังสูญเสียความมั่นใจในตัวผู้มีอำนาจอย่างรัฐบาล และเขาก็ไม่เห็นแนวทางในอนาคตของตัวเองแล้ว ถ้าไตร่ตรองถี่ถ้วนแล้วว่าจะส่งผลดีต่อชีวิตมากกว่า ผมว่าย้ายประเทศก็ดี คนเราควรเลือกทางที่ทำให้ตัวเองมีคุณค่ามากที่สุด

แต่ถ้าถามผม โดยส่วนตัวผมคิดว่าตัวเองยังพอมีเวลาและแนวทาง ผมยังพอเห็นทางที่จะทำงานเพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ประเทศนี้ดีขึ้น ผมยังเห็นปัญหาที่ตัวเองพอรู้ขั้นตอนแก้ไข ผมเลยไม่อยากย้าย ผมเสียดายความเป็นตัวเองในตอนนี้ที่อยากทำงานเพื่อสังคม เสียดายทางไปต่อที่จะทำให้ประเทศดีขึ้น คุณค่าผมคือการได้ทำสิ่งเหล่านั้น ดังนั้นถ้าทำแล้วยังพอมีกินก็คงทำต่อไป

แล้วทุกวันนี้คุณอยู่ด้วยความรู้สึกแบบไหน

แน่นอนว่าหดหู่ครับ เพราะทุกวันนี้เวลาเห็นพี่น้องที่ไม่สามารถอยู่รอดเพราะผู้มีอำนาจสั่งไม่ให้เขาอยู่รอด มันทำให้ผมโกรธและหดหู่อยู่แล้ว (นิ่งคิด) แต่ก็คงเป็นความรู้สึกเดียวกันที่ขับเคลื่อนให้ผมอยากแก้ไขปัญหาและทำงานเพื่อสังคม ผมอยากทำให้ดีขึ้นเพื่อตอบโจทย์คุณค่าในชีวิต

สุดท้าย คุณยังมีหวังในประเทศนี้ใช่ไหม

(ยิ้ม) ผมว่าความหวังจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเรารู้หนทางไปสู่เป้าหมายในอนาคต ซึ่งผมไม่รู้ว่าความหวังที่พูดถึงกับที่ผมคิดคือภาพเดียวกันไหม แต่โดยส่วนตัวผมอนุมานว่าความหวังของตัวเองคือความเปลี่ยนแปลงของระบบอำนาจนิยมในประเทศ

ผมอยากเห็นมนุษย์เท่ากัน อยากเห็นทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพ อยากให้เด็กได้มีพื้นที่ในการแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง ซึ่งถ้ายึดตามนี้ผมก็ยังมีหวัง เพราะการที่ได้เห็นคนรุ่นใหม่มีไฟและสนใจในการทำงานเพื่อสังคมขนาดนี้ ผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งเราอาจจะเจอทางออก

แม้จะยังมาไม่ถึง แต่ก็ต้องค่อยๆ เดินไปครับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...