โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ตำรวจท่องเที่ยว รวบผู้ต้องหารุ่นใหญ่ หลอกชาวต่างชาติ เสียหาย 30 ล.

Khaosod

อัพเดต 02 เม.ย. 2564 เวลา 09.05 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. 2564 เวลา 09.05 น.

ตำรวจท่องเที่ยว แถลงผลการจับกุม ผู้ต้องหาคดีสำคัญ 3 คดี พบผู้ต้องหาเป็นผู้หญิง อายุ 44 ปี และ 52 ปี ก่อเหตุฉ้อโกง มีผู้เสียหายหลายราย

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

เพิ่มเพื่อน

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2564 ที่กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. สั่งการให้พล.ต.ท.นิทัศน์ ลิ้มศิริพันธ์ ผบช.ทท. พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา ผบก.ทท.1 ชุดสืบสวน กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกันแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหา 3 คดีสำคัญ

คดีแรก จับกุมนางสาววรินทร อายุ 44 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงเชียงใหม่ที่ จ.69/2564 และ จ.70/2564 ลงวันที่ 1 ก.พ. 64 ในความผิดฐาน "ฉ้อโกงทรัพย์" โดยจับกุมได้เมื่อวันที่ 30 มี.ค 64 ที่คอนโดแห่งหนึ่งในแขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ

พล.ต.ท.นิทัศน์ กล่าวว่า ตำรวจท่องเที่ยวได้รับเรื่องร้องเรียนว่ามีการหลอกลวงนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ในพื้นที่จ.เชียงใหม่ ให้ร่วมลงทุนในธุรกิจนำเที่ยวและให้บริการต่อวีซ่า โดยมีผู้เสียหายเป็นชาวต่างชาติกว่า 20 คน รวมมูลค่าความเสียหายไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท

จากการสอบสวน น.ส.วรินทร ผู้ต้องหา ได้มีการเปิดบริษัททัวร์ ประกอบธุรกิจนำเที่ยวแต่ผลการดำเนินธุรกิจไม่ประสบผลสำเร็จ จึงหันมาทำธุรกิจเกี่ยวกับการต่อวีซ่าหรือขอวีซ่า ประเภทเกษียณอายุ (Retirement) ซึ่งมีหลักเกณฑ์ว่าผู้ขออนุญาตขอวีซ่าต้องมีเงินในบัญชีจำนวน 800,000 บาท โดยใช้ชื่อบริษัทเดิม

ประกอบกับน.ส.วรินทร มีแฟนเป็นชาวญี่ปุ่น จึงมีความสามารถในการสนทนาภาษาญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี มีบุคลิกน่าเชื่อถือ จึงได้ชักชวนชาวญี่ปุ่นและสิงคโปร์ มาร่วมลงทุนโดยเสนอผลตอบแทน 10% ต่อเดือน จนมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสนใจร่วมลงทุนกว่า 20 ราย

โดยในช่วงแรกได้ให้ผลตอบแทนตามที่ได้เสนอจริง แต่ช่วงหลังผู้เสียหายไม่ได้รับผลตอบแทนตามที่ได้เสนอไป เมื่อพยายามทวงถามน.ส.วรินทร ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอดจนแน่ใจว่าถูกหลอกลวง จึงรวมตัวกันแจ้งความกับตำรวจ

 

คดีที่ 2 จับกุมผู้ต้องหาแอบอ้างว่าสามารถออกใบอนุญาตประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ให้ได้ โดยไม่ต้องผ่านการดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ผู้ต้องหาคือน.ส.สุภาเพ็ญ อายุ 52 ปี ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 611/2564 ลงวันที่ 29 มี.ค. 64 ในความผิดฐาน "ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคลคลหนึ่ง"

โดยผู้ต้องหามีพฤติกรรมแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการขอใบอนุญาตประกอบอาชีพมัคคุเทศก์ เช่นเจ้าหน้าที่กรมการท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ตำรวจ และอาจารย์ของมหาวิทยาลัย เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ และหลอกลวงโดยใช้วิธีการโฆษณาประกาศข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก และช่องทางอื่นตามเว็บไซต์ต่าง ๆ โดยอ้างว่าตนสามารถออกใบอนุญาตมัคคุเทศก์ได้

เมื่อมีผู้สนใจ ผู้ต้องหาก็จะทำการติดต่อพูดคุยรายละเอียดผ่านทางโทรศัพท์และไลน์ จนทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้ผู้ต้องหาหลายครั้ง รวมมูลค่าความเสียหายเป็นเงินจำนวนกว่า 300,000 บาท หลังจากผู้เสียหายโอนเงินไปแล้วปรากฏว่าผู้ต้องหาไม่สามารถออกใบอนุญาตมัคคุเทศก์ตามที่กล่าวอ้างจึงทราบว่าถูกหลอกลวงจากการตรวจสอบประวัติพบว่า นางสาวสุภาเพ็ญ เคยต้องโทษในคดีลักทรัพย์ ในพื้นที่ สน.ห้วยขวาง สน.ลาดพร้าว และสน.ทองหล่อ มาก่อนอีกด้วย​

 

คดีที่ 3 จับกุมคดี Romance Scam หรือ แสร้งรักออนไลน์ ซึ่งเป็นกรณีชาวต่างชาติปลอมเฟซบุ๊กเป็นบุคคลหน้าตาดี โดยร่วมมือกับหญิงไทยหลอกโอนเงินค่าพัสดุจากต่างประเทศ
จับกุมน.ส.วนิดา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดบุรีรัมย์ที่ จ.67/2564 ลงวันที่ 23 มี.ค. 64 ถูกจับกุมได้ที่บ้านหลังหนึ่ง​ ถ.เทพประทาน​ ม.1​ ต.รัษฎา​ อ.เมือง​ จ.ภูเก็ต​

และน.ส.ธัญชนก ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดบุรีรัมย์ที่ จ.68/2564 ลงวันที่ 23 มี.ค. 64
จับกุมได้ที่บ้านหลังหนึ่ง ถนนรัษฎานุสรณ์​ ซอยแม่กลิ่น​ ม.3​ ต.รัษฎา​ อ.เมือง​ จ.ภูเก็ต​ โดยผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ถูกจับกุมในความผิดฐาน "นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน" และ "ฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น"

สืบเนื่องจากผู้ต้องหาได้ใช้เฟซบุ๊กปลอมชื่อ Amit Khan ซึ่งมีภาพโปรไฟล์เป็นชาวต่างชาติผิวขาวหน้าตาดี อาชีพนักบิน แอดมาเป็นเพื่อนกับผู้เสียหายและคุยกันเรื่อยมา ซึ่งในระหว่างคุยกันกลุ่มผู้ต้องหามีการส่งภาพถ่ายเป็นภาพเงินสด ทองคำ เครื่องประดับหรูหรา ให้ผู้เสียหายดู เพื่อให้เชื่อว่าตนเองมีทรัพย์สินจำนวนมาก

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 22 ก.พ. 64 กลุ่มผู้ต้องหาได้โทรศัพท์มาหาผู้เสียหายเพื่อหลอกลวงว่ามีพัสดุมูลค่าสูงจัดส่งมาให้แก่ผู้เสียหาย โดยมีค่าจัดส่งเบื้องต้นจำนวน 21,000 บาท บาท นอกจากนี้กลุ่มผู้ต้องหายังแอดไลน์เข้ามาสนทนากับผู้เสียหายในเรื่องการชำระค่าส่งพัสดุดังกล่าวอีกทางหนึ่งเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ

โดยได้หลอกลวงให้ผู้เสียหายโอนเงินชำระค่าพัสดุเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง และในส่วนที่เหลือให้ไปชำระในขณะที่ไปรับพัสดุได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ จนกระทั่งผู้เสียหายหลงเชื่อ และได้โอนเงินให้ 2 ครั้ง มูลค่าความเสียหายรวม 51,000 บาท เมื่อผู้เสียหายไปรับสินค้าที่สนามบินสุวรรณภูมิ ปรากฏว่าไม่มีพัสดุถึงผู้เสียหายจึงทราบว่าถูกหลอกลวง เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าได้รับส่วนแบ่งค่าจ้างจากชาวไนจีเรียคนหนึ่งซึ่งตำรวจจะได้สืบสวนขยายผลต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...