'จุลไหมไทย' เผยยอดส่งออกเส้นไหมปี 61 พุ่งสูง 30% วางเป้าเพิ่มการผลิต 5,000 ตันต่อปี
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่โรงแรมโฆษิตฮิลล์ อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ บริษัทในเครือจุลไหมไทย จำกัด มีการสัมมนาผู้แทนเกษตรกรหม่อน-ไหม ครั้งที่ 6 “ไหมจุลก้าวไกล อุ่นใจถึงลูกหลาน” มีผู้แทนเกษตรกรจาก 29 จังหวัดจากภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสานจำนวน 168 คน เข้าร่วมสัมมนาฯ โดยมีนายจงสฤษดิ์ คุ้นวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทในเครือฯ บรรยายถึงสถานการณ์หม่อนไหม ทั้งภายในและนอกประเทศ รวมทั้งจุดอ่อนจุดแข็งและนโยบายการส่งเสริมในปี 2562 และทิศทางราคารังไหมในอีก 12 เดือนข้างหน้า
นายจงสฤษดิ์กล่าวว่า การส่งออกเส้นไหมของจุลไหมไทย มีการส่งออกมากขึ้น สมัยก่อนส่งออกแค่ 5% แต่ปี 2561 ส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 30% โดยเมื่อช่วงกลางปีบางช่วงมีการส่งออกมากกว่าครึ่ง แต่พอปลายปีปรากฏว่าตลาดภายในประเทศมีความต้องการเส้นไหมมากขึ้น จึงต้องกลับมาดูแลตลาดภายในประเทศก่อน
“จากตัวเลขเฉลี่ยการส่งออก 30% ทำให้ตลาดเส้นไหมของจุลยังมีอนาคตและความมั่นคง เพราะไม่ได้พึ่งพาตลาดที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป หากเป็นสมัยก่อนตลาดในประเทศ 95% ส่งออกแค่ 5% จะไม่กล้าพูดแบบนี้แล้ว ส่วนการส่งออกที่ทำให้มีเหตุสะดุด เพราะมีบริษัทอื่นมาแย่งเกษตรกรไป ทำให้จุลไหมไทยเสียเกษตรกรไปราว 300 กว่าราย โดยสาเหตุมาจากตลาดเส้นไหมในช่วงปลายปี 2560 ถึงต้นปี 2561 อยู่ดีๆราคาสูงขึ้น ทำให้บริษัทเหล่านี้เข้ามาซื้อ แต่เนื่องจากขณะนี้ราคาไหมในตลาดโลกกลับสู่ภาวะปกติ ทำให้สถานการณ์เริ่มเบาบางแล้ว” นายจงสฤษดิ์กล่าว
นายจงสฤษดิ์กล่าวอีกว่า สำหรับปัญหาอื่นในปี 2561 ที่ผ่านมา มีบางพื้นที่คุณภาพดินไม่ดีโดยเฉพาะในภาคอีสาน ขาดการบำรุงดินปลูกหม่อนไม่งามเท่าที่ควร ประกอบกับตลาดโลกขาดแคลนจนราคาแพงขึ้น จุลฯไม่กังวลที่เสียเกษตรกรในส่วนนี้ไปเพราะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว ส่วนปัญหาฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลทำให้ใบหม่อนที่ทางบริษัทเตรียมไว้เพื่อเลี้ยงไหมวัยอ่อนไม่เพียงพอและไม่สามารถผลิตตัวอ่อนให้เกษตรกรได้ตามเป้า เกษตรกรส่วนมากได้รับผลกระทบนี้ทำให้ผลการเลี้ยงของเกษตรกรตกต่ำลง เมื่อมีการร้องเรียนและตรวจสอบแล้วเป็นความจริง จึงมีการชดเชยเงินให้แก่เกษตรกรเป็นจำนวน 1.4 ล้านบาทเศษ และในปี 2562 นี้ ทางบริษัทฯได้เพิ่มพื้นที่สวนหม่อนสำหรับไหมวัยอ่อนจึงไม่ต้องกังวลอีกต่อไป
จากนั้นนายจงสกฤษดิ์กล่าวถึงราคารับซื้อรังไหมในปี 2562 ว่า จะปรับสูงขึ้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นจะมีการปรับเปลี่ยนกติกาเพื่อให้ช่วยกันพัฒนาคุณภาพรังไหมให้ดีขึ้น ฉะนั้น เกษตรกรจึงต้องปรับตัวตามไปด้วย นอกจากนี้จะมีการเปิดรับเกษตรกรสมาชิกเพิ่มขึ้น โดยจะเน้นสมาชิกที่มีคุณภาพโดยคำนึงเรื่องธรรมชาติพร้อมและคนต้องพร้อมต้องมีความรับผิดชอบ ในปี 2561 มีรังไหมเข้าโรงงาน 2,000 ตันต่อปี ในปี 2568-2570 จุลฯมีเป้าหมายอยู่ที่ 5,000 ตันต่อปี และในปีหน้าทางบริษัทฯ จะเปิดตัวแอพพลิเคชั่นสำหรับเกษตรกรหม่อนไหมของจุลไหมไทย ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกร และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ทำงานได้สะดวกมากขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำ