#โรงงานกิ่งแก้วไฟไหม้ : เปิดช่องว่างทางกฎหมายที่สวนทางกับคุณภาพชีวิตประชาชน กับ ธารา บัวคำศรี
กลางดึกของคืนวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 กล้องวงจรปิดของคนในหมู่บ้านติดกับบริษัท หมิงตี้เคมิคอล จำกัด จับภาพแรงอัดระเบิดรุนแรง จนทำให้กระจกแตกกระจาย ควันจากระเบิดฟุ้ง และภาพในกล้องมืดดำหายไปพร้อมกับเสียงกรีดร้องของผู้คน
12 ชั่วโมงผ่านไป ตั้งแต่เวลาที่กล้องจับภาพได้ช่วงตีสามของวัน แต่นักผจญเพลิงก็ยังไม่สามารถจัดการต้นตอของเชื้อเพลิงและกลุ่มควันพิษจำนวนมหาศาลที่ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศโดยรอบได้ แม้จะขนนักดับเพลิงมากประสบการณ์มากู้สถานการณ์ นั่นเป็นเพราะว่าเพลิงนี้เป็นเพลิงจากสาร ‘สไตรีนมอโนเมอร์’ หรือที่คนส่วนใหญ่รู้จักว่ามันคือ "โฟม" นั่นเอง
©Chanklang Kanthong / Greenpeace
วันทั้งวันข่าวไฟไหม้โรงงานยังร้อนระอุ ผู้คนออกมาถกถาม แสดงความคิดเห็น และตั้งข้อสังเกต รวมถึงผู้อำนวยการกรีนพีซประเทศไทย อย่างธารา บัวคำศรี ด้วย นอกจากในเรื่องความปลอดภัยของหมู่บ้านและโรงงาน ที่ผลกระทบดูจะลงหนักที่ชาวบ้านไม่ว่าอยู่ใกล้หรือไกลจากเขตโรงงาน มีอะไรอีกบ้างที่ยังเป็น “ช่องว่าง” และ “บทเรียน” จากเพลิงไหม้ครั้งนี้
©Alexei Scutari/Unsplash.com
มากกว่ามลพิษทางอากาศ
แน่นอนว่าการระเบิดของหมิงตี้เคมิคอล ทำให้ผู้คนในละแวกใกล้เคียงสูดสารเคมีเข้าร่างกายแบบเต็ม ๆ แต่นอกจากมลพิษแล้ว ยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายที่ซ่อนอยู่ในควันพิษนี้ ธาราบอกว่า “ถามว่ามันเป็นเรื่องมลภาวะทางอากาศอย่างเดียวหรือเปล่า ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องที่มากกว่านั้น เป็นเรื่องอุบัติภัย การจัดการกับสารเคมี และการจัดการอุตสาหกรรมในประเทศไทย การปนเปื้อนสารพิษที่เกิดจากการระเบิด รั่วไหลสู่สภาพแวดล้อม และการรับมือกับเหตุฉุกเฉินด้านสารเคมี”
“ถ้าเราดูรากเหง้า (Root Cause) ของปัญหาเรื่องนี้มันอาจจะต้องย้อนกลับไปไกลมาก ตั้งแต่ประวัติศาสตร์การก่อตั้งโรงงานเลย” บริษัท หมิงตี้ เคมิคอล จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี 2532 ก่อนที่จะมีพรบ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมถึง 3 ปี แต่นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่โรงงานจะสามารถทำอะไรก็ได้แม้ว่าจะอยู่มาก่อนชุมชน “ข้ออ้างนี้ฟังไม่ขึ้น เพราะว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องผังเมือง มันเป็นเรื่องกฎหมายที่จะมาช่วยดูแลจัดการ ติดตาม ตรวจสอบ โรงงานด้วย” เขาว่า
ความต้องการผลักดันและส่งเสริมให้มีการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อผลักดันเศรษฐกิจของประเทศ จำเป็นต้องศึกษาและประเมินอย่างรอบด้านว่ามีความคุ้มค่าหรือเปล่า “ในกรณีของหมิงตี้ เราเห็นแล้วว่าในที่สุดมันก็ไม่คุ้ม เพราะผลกระทบที่มันเกิดขึ้น เยียวยายากมาก” ธาราออกความเห็น
©Marcin Jozwiak/Unsplash.com
PRTR และรอยรั่วทางกฎหมาย
“เราไม่มีความพร้อมเลย” เราสรุปได้สั้น ๆ เมื่อถามถึงเรื่องการรับมือกับอุบัติภัยในครั้งนี้ ทั้งในแง่กฎหมายที่จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปได้อย่างสะดวกและปลอดภัย และแง่ของข้อมูลที่มีอยู่น้อยนิดในระดับที่ประชาชนทั่วไปไม่อาจรู้ได้ว่ากำลังสู้อยู่กับอะไร
การสั่งปิดโรงงานหมิงตี้หลังจากเกิดเหตุระเบิดของกรมอุตสาหกรรมเป็นการกระทำแบบ “วัวหายล้อมคอก” เพราะแม้หมิงตี้จะออกไป แต่ในอนาคตโรงงานอื่น ๆ ก็สามารถมาแทนที่ตรงนี้ได้เช่นกัน บวกกับกฎหมายโรงงานฉบับใหม่ที่ออกมาแล้วละเว้นกองทุนความเสี่ยง ก็มีแต่จะเพิ่มความเสี่ยงในการจัดการและรับมือกับอุบัติภัยต่าง ๆ ที่จะเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ “พอละเว้นกองทุน ก็เกิดเป็นช่องว่าง คือ ปกติโรงงานต้องต่อใบอนุญาต 3-5 ปี แต่คราวนี้คือไม่ต้องต่อใบอนุญาต มีอยู่ใบเดียวก็ถือยาวเลย เพราะฉะนั้นจะทำอะไรก็ได้แล้ว ซึ่งมันจะเป็นปัญหาต่อเนื่องถึงอนาคต เพราะยังมีโรงงานหลายที่ที่เล็กกว่าหมิงตี้แล้วไม่ต้องขอใบอนุญาต มันก็ทำให้การเข้าไปมอนิเตอร์โรงงานเกิดช่องว่าง” ผอ. กรีนพีซแสดงความกังวล
“อุบัติภัยสารเคมีในประเทศไทยเรียกได้ว่าเกิดขึ้นแทบทุกปี เราก็เห็นว่ามันมีช่องว่างทางกฎหมายเยอะ และก็เห็นว่ามันถึงเวลาที่จะทำให้กฎหมายมันมีประสิทธิภาพด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ภาคประชาชนก็ได้เสนอกฎหมายฉบับหนึ่ง คือ ‘ทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Register: PRTR)’ เพื่อรับรองสิทธิการเข้าถึงข้อมูลของชุมชน ไม่ใช่แค่คนที่อยู่รอบโรงงาน แต่รวมถึงสาธารณะชนด้วย”
กฎหมายนี้มีขึ้นก็เพื่อให้มีการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารเคมีในโรงงาน การใช้วัตถุอันตรายทั้งหมดที่อยู่ในโรงงานเพื่อให้คนทั่วไปเข้าถึง รับรู้ได้ และคอบจับตามองการทำงานได้ เช่น จำนวนโรงงานในประเทศไทย สารเคมีที่ใช้มีอะไรบ้าง ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากสารเคมีเหล่านี้ มลพิษและของเสียอะไรบ้างที่โรงงานปล่อยมาสู่สิ่งแวดล้อม ของเสียมีจำนวณเท่าไร เอาไปฝังกลบเท่าไร หรือเคลื่อนย้ายไปไว้ที่อื่นกี่กิโลกี่ตันต่อปี และรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ อีกเต็มไปหมด
เหล่านี้จะช่วยให้เวลาเกิดอุบัติเหตุ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่าง ๆ ทั้งพนักงานดับเพลิง หมอ นักกู้ภัย หรือชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบ ๆ สามารถรู้ได้ว่า เพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นมาจากสารเคมีตัวไหน ส่วนนักดับเพลิงก็จะรู้ได้ว่าต้องใช้ชุดแบบไหนในการเข้าไปผจญกับภยันตรายตรงหน้า ที่สำคัญคือจะจัดการต่อไปอย่างไร เพราะแม้นักดับเพลิงบ้านเราจะมีประสบการณ์สูงเท่าไร แต่หากอุปกรณ์มีไม่พร้อม ก็เลี่ยงกับการสูญเสียได้ยากเช่นเดียวกัน
นี่คือกฎหมายที่มีการผลักดันมาหลายสิบปีและดูจะเป็นความหวังของการอยู่ร่วมกันระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชน แต่สุดท้ายกฎหมายฉบับนี้ก็ถูกปัดตกไปเมื่อไม่นานนี้ ด้วยเหตุผลเพียงเพราะถูกมองว่าเป็นกฎหมายทางการเงิน (ที่ต้องใช้งบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ดี ๆ)
©Piotr Chrobot/Unsplash.com
หน้าที่พลเมืองกับระบบเตือนภัย
เหตุการณ์เพลิงไหม้เช่นที่หมิงตี้เคมิคอลเกินกำลังของคนทั่ว ๆ ไปที่จะป้องกันตัวเอง แม้ธาราจะแนะนำว่า การเป็น Active Citizen นี่แหละที่จะพอทำได้ คือ การเรียกร้องให้มีระบบเตือนภัยและพื้นที่กันชน (Buffer Zone) แต่ฝ่ายผู้ก่อมลพิษอย่างโรงงานอุตสาหกรรมเองก็ต้องมีความรับผิดชอบด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น
ติดตั้งระบบเตือนภัย “สิ่งที่ยังขาดอยู่ก่อนการระเบิด คือ ระบบเตือนภัย โรงงานไม่มีระบบเตือนภัยว่ามีสารเคมีรั่วไหลจากวาล์ว เพราะการติดตั้งระบบเตือนภัยก็จะช่วยให้โรงงานระงับเหตุได้ทันโดยไม่เกิดเพลิงไหม้ ถ้าคุมไม่ไหวก็ต้องมีการเตือนภัยอีกชั้นหนึ่ง คือ เตือนภัยชุมชนโดยรอบ เช่น เสียงหวอ คล้าย ๆ สมัยสงครามที่ไม่ว่าจะกลางดึกคนก็ต้องตื่น และรีบอพยพออกไปแล้ว”
ซักซ้อมอุบัติภัยสารเคมี “โรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ใกล้ชุมชน จะต้องมีการซักซ้อมอุบัติภัยสารเคมี คล้ายการซ้อมหนีไฟ เข้าใจว่าโรงงานแถวนั้นอาจจะมี แต่ก็เป็นแค่ระดับโรงงาน และอย่างโรงงานนี้ไม่ได้ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรม แต่มีหมู่บ้านรายล้อมอยู่ ทำให้แต่ละโรงก็ไม่ได้นัดแนะที่จะซักซ้อมภัยฉุกเฉิน”
สร้างพื้นที่กันชนหรือ Buffer Zone “คือกำแพงต้นไม้ 3-4 แถวระหว่างรั้วโรงงานและรั้วบ้านจัดสรร ในกรณีที่เกิดเหตุหรืออุบัติภัยขึ้น มันก็จะช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่งเมื่อเกิดเหตุระเบิด”
สร้างข้อตกลงในการอยู่ร่วมกัน “หมู่บ้านแถวนั้นก็ต้องจัดการให้ได้ มันจะต้องมีข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันระหว่างชุมชนและโรงงาน เช่น Good Neighbor Agreements (GNA) หรือ ข้อตกลงในการเป็นเพื่อนบ้านที่ดีอย่างเช่นที่มีในสหรัฐอเมริกา เพื่อให้คนมีความมั่นใจมากขึ้น คือโรงงานต้องมีการติดตั้งระบบเตือนภัยเหล่านี้มาก่อนเลย คนก็จะตื่นตัวขึ้น และคิดกันมากขึ้น”
อีกไม่นานภาพของหมิงตี้ก็จะค่อย ๆ ถูกลืมไป ทุกอย่างจะกลับเข้าสู่เหตุการณ์ปกติ เว้นเสียแต่คนที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ ที่อาจจะลุกขึ้นมาเรียกร้องอะไรสักอย่าง ไม่ต่างจากมลพิษจาก PM2.5 ที่เราต้องเจอกันอยู่ทุกปี
เพราะอุตสาหกรรมที่ดีควรอยู่ร่วมกับชุมชนได้ แม้ว่าเราจะอยู่ในที่ที่ดีที่สุดที่จะทำได้แล้ว แต่วันดีคืนดีอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรืออาจะเป็นเราที่ได้รับผลกระทบ คำถามคือ เราจะช่วยกันอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดซ้ำ ในเมื่อกฎหมายที่ถูกปัดตกไปยังไม่ขับเคลื่อนไปข้างหน้า นี่จึงเป็นคำถามที่ยังการคำตอบจากภาครัฐ ในฐานะผู้ที่มีหน้าที่จัดหาความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีและได้มาตรฐานให้กับประชาชนทุกคนในประเทศ
ปลอดภัยแค่ไหนที่ต้องกลับบ้าน
ในกรณีที่เพลิงสงบแล้ว หากจะกลับเข้าบ้านก็ต้องทำความสะอาดบ้านก่อน ถ้าอาศัยอยู่ในรัศมีใกล้ ๆ (ในกรณีที่บ้านยังไม่พัง) เพราะคุณภาพอากาศผันผวนตลอดเวลา และนอกจากที่หน่วยงานต่าง ๆ จะเข้ามาวัดคุณภาพอากาศโดยอาจลืมวัดสารเคมีสำคัญบางอย่างที่อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ ก็ไม่ควรวางใจมากนัก ในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์เช่นนี้ สิ่งที่สำคัญ คือ จะต้องมีการตั้งสถานีฉุกเฉินตามพื้นที่รอบ ๆ จุดเกิดเหตุ พร้อมรายงานคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ แล้วให้คนเข้าถึงข้อมูลให้ได้ถึงจะรู้ว่ามันปลอดภัยหรือไม่ ณ ขณะนั้น ๆ
ที่มาภาพเปิด : Lillian SUWANRUMPHA / AFP
หมายเหตุ : สัมภาษณ์ “ธารา บัวคำศรี” ผ่านวิดีโอคอล เมื่อ 8 กรกฎาคม 2564
เรื่อง : วนบุษป์ ยุพเกษตร