ประธาน กมว.ค้านมติบอร์ดคุรุสภา ยกเลิกสอบวิชาเอก หวั่นกระทบคุณภาพครู-ผู้เรียน
วันที่ 10 กรกฎาคม 2564 นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ(กมว.)ได้แสดงความไม่เห็นด้วย กรณีที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ที่มี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมเมื่อวันที่ 9 ก.ค.64 โดยที่ประชุมมีมติยกเลิกสอบวิชาเอก ในการทดสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครู
โดยนายเอกชัย กล่าวว่า การสอบวิชาเอก คุณภาพของครูคือความเชี่ยวชาญในวิธีสอน ศาสตร์การสอน การจัดการเรียนรู้ และความแม่นยำในเนื้อหาวิชาที่สอน ซึ่งคือวิชาเอกของครู การที่ กมว ดำเนินการให้มีการทดสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครู เมื่อปี 2563 ที่ผ่านมาเป็นการดำเนินการตามแนวทางที่คณะกรรมการคุรุสภาในอดีต ได้พยายามกำหนดมาตรการคัดกรองคนคุณภาพเข้าสู่วิชาชีพครูและมีมติมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2557 ในช่วงที่ ศ ดร ไพฑูรย์ สินลารัตน์ เป็นประธานบอร์ดคุรุสภา ซึ่งการคัดกรองคนเข้าสู่วิชาชีพครูดังกล่าวก็ยังสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ด้วยเช่นกัน ประธานบอร์ดคุรุสภา ได้มีความพยายามดำเนินการให้มีการทดสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครูและมาหยุดดำเนินการต่อในสมัย คสช ที่ยุบบอร์ดคุรุสภาที่มาจากคนในวิชาชีพและผู้แทนวิชาชีพครู อาจารย์ ทั้งหมด แล้วให้ รมว ศึกษา กับ เลขาธิการ สพฐ,สอศ, กคศ,สช และผู้แทนองค์กรปกครองท้องถิ่นฯ ทำหน้าที่เป็นบอร์ดคุรุสภา ซึ่งทำให้สภาวิชาชีพครูแตกต่างจากสภาวิชาชีพอื่นทันทีตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 เป็นต้นมา และ กมว ก็ถูกยุบไปด้วยเช่นกัน บอร์ดคุรุสภา ที่ตั้งใหม่โดยอำนาจ คสช ก็ดำเนินการมาตลอดในเรื่องการออกใบประกอบวิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ จนกระทั่ง ปี พ.ศ. 2561 ได้มีคำสั่ง คสช ให้ตั้งคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ(กมว.)มากำกับดูแลเรื่องวิชาชีพ เพราะอำนาจการกำกับดูแลส่งเสริม มาตรฐานวิชาชีพ การออกใบประกอบวิชาชีพ การกำกับดูแลจรรยาบรรณวิชาชีพ การออกและต่อ อายุใบประกอบวิชาชีพควบคุมเป็นอำนาจของ กมว ตาม พ.ร.บ.สภาครูฯ 2546 มาตรา 25
นายเอกชัย กล่าวต่อว่า เมื่อ กมว ได้ดำเนินการตามเจตนารมณ์ที่มีมานานกว่า 10 ปี ก่อนหน้าที่จะยุบบอร์ดคุรุสภา ซึ่งได้พยายามหาวิธีดำเนินการเกี่ยวกับการทดสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครูและวิชาชีพควบคุม เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้ครูที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพที่กำหนดไว้ และได้ดำเนินการจนกระทั่งมีประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีทดสอบฯ และประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู เพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครู เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2563 เรื่องการจัดสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพครู 5 วิชา คือ การสื่อสารภาษาไทย การสื่อสารภาษาอังกฤษ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษา วิชาชีพครู และวิชาเอก ซึ่งประกาศคุรุสภาดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับผู้ที่เข้าศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 เป็นต้นไปทุกหลักสูตร ทั้ง ป บัณฑิต ป ตรี ป โท และ ป เอก ที่ต้องการใบประกอบวิชาชีพครู การสอบเพื่อขอใบประกอบวิชาชีพครู การทดสอบครั้งแรก คือกลุ่มที่เรียน ป บัณฑิต ประมาณ 7,200 คน ได้เข้ารับการทดสอบเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา ผลปรากฏว่าสอบวิชาครู จากคะแนนดิบผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 ไม่ถึง 10% จนต้องมีการปรับค่าสถิติช่วยเหลือ จึงได้ผู้สอบผ่านวิชาครูขึ้นมาเป็นตัวเลขประมาณเกือบ 40% ส่วนวิชาเอก คะแนนดิบ สอบผ่านไม่ถึง 40% เช่นกัน
จึงมีผลให้เกิดการอ้างการออกข้อสอบยาก ไม่ตรงตามผังข้อสอบต่างๆนาๆ จนถึงขนาดขอให้ยกเลิกการสอบวิชาเอก ทั้ง ๆที่วิชาเอกเป็นสิ่งที่สำคัญและสร้างความมั่นใจกับผู้ปกครอง และสังคมให้เชื่อมั่นว่าได้ครูเก่งในเนื้อหาวิชาที่สอนจริงตามมาตรฐานวิชาชีพครูสำหรับสาเหตุที่ผู้เรียนหลักสูตร ป บัณฑิต สอบวิชาเอกผ่านน้อยเพราะความจริงที่ปรากฏเป็นข้อมูลก็คือผู้เรียน ป บัณฑิต มีไม่ต่ำกว่า 30-40% ที่สอนไม่ตรงวิชาเอกที่จบ ป ตรี มา เช่น จบการท่องเที่ยวไปสอนภาษาจีน เป็นต้น เลยขอสอบวิชาภาษาจีนที่ตนเองสอนเพราะไม่มีวิชาการท่องเที่ยวให้ทดสอบ การสอนไม่ตรงวิชาเฉพาะ(วิชาเอก) ก็ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพครูอยู่แล้ว เพราะกำหนดให้ปฏิบัติการสอนวิชาเฉพาะ นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้เรียน ป บัณฑิตที่เข้ารับการทดสอบรุ่นแรกสอบไม่ผ่านวิชาเอกเกินครึ่งของผู้เข้ารับการทดสอบเมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยที่ผู้เรียนหลักสูตรครูจริง ๆ ทั้ง 4 ปี และ 5 ปีที่เข้าศึกษาตั้งแต่ปี การศึกษา 2562 ยังไม่ได้รับการทดสอบเลย เพราะจะมีสิทธิ์สอบครั้งแรกในปี 2565 ก็มายกเลิกการสอบวิชาเอก ทั้ง ๆที่กลุ่มเป้าหมายนิสิต นักศึกษาครู ในสถาบันผลิตครูจริง ๆ ยังไม่ได้เข้ารับการทดสอบเลย
“การคิดยกเลิกการสอบวิชาเอกก่อนที่กลุ่มเป้าหมายหลักจะทดสอบ ไม่ทราบว่าสำนักงานคุรุสภา ใช้หลักคิดอะไรที่น่าเชื่อถือทางวิชาชีพครับ ความพยายามสร้างกระแสให้มีการยกเลิกการสอบวิชาเอก หรือให้ผู้เรียน ป บัณฑิต ทุกคน ได้ใบประกอบวิชาชีพครู ของนักการเมืองบางคนใช้หลักคิดอะไร หรือต้องการคะแนนเสียงนิยมมากกว่าคุณภาพครูที่จะมีผลต่อคุณภาพนักเรียน และผู้เรียน ป บัณฑิต รุ่นแรกที่ผ่านการสอบมาเมื่อต้นปี บางกลุ่มที่พยายามอ้างข้อสอบยาก ข้อสอบไม่เป็นไปตามผังข้อสอบ ทั้งที่รู้ว่าตนเองสอนไม่ตรงวิชาเอก แต่ก็เป็นเรื่องที่รับฟังได้มีเหตุและคงต้องให้ สทศ .ในฐานะผู้รับผิดชอบการออกข้อสอบ ทำการทบทวน หากเป็นจริงก็ต้องปรับแก้ไข สำนักงานคุรุสภาเองก็ต้องมีหลักการที่ถูกต้องในการดำเนินการเกี่ยวกับการทดสอบ เพื่อให้ได้ครูวิชาเอกที่มีคุณภาพ เก่งเนื้อหาจริงๆ การยกเลิกสอบวิชาเอกด้วยเหตุผลตามข่าวที่ว่า
“เหตุผลการยกเลิกสอบวิชาเอก เพราะเห็นว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีกระบวนการสอบวัดความรู้วิชาเอกอยู่แล้ว เช่น การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน” และ “และการปฏิบัติงานในสถานศึกษา โดยประเมินจากการสอบสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมงาน และการสอบสาธิตการปฏิบัติการสอนอยู่แล้ว”
ผมคิดว่าเรื่องการทดสอบเพื่อขอรับใบประกอบวิชาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพ กับการปฏิบัติการสอน ในสถานศึกษา และการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุ เป็นคนละวัตถุประสงค์กัน ไม่สามารถนำมาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ทดสอบวิชาเอกได้ เพราะถ้าจะอ้างเช่นนั้น การทดสอบทุกวิชาก็ไม่จำเป็นเช่นกันไม่ว่าจะภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยีฯ หรือวิชาครู เพราะการเรียนการสอนในสถาบัน ก็มีการสอบอยู่แล้ว และหลายวิชาการสอบแข่งขันบรรจุก็มีการทดสอบอยู่แล้วเช่นกัน
ตรรกะการคิดและผลกระทบที่ตามมาเกี่ยวกับคุณภาพของครูสำคัญมากครับ ถ้าเมื่อใดที่เล่นการเมืองในการบริหารวิชาชีพครู หรือวิชาชีพควบคุมอย่างที่เห็นและเป็นอยู่โดยไม่ห่วงคุณภาพผู้เรียนเลย ถ้าท่านไม่ห่วงคุณภาพครูที่จะส่งผลถึงคุณภาพเด็กแต่ผมห่วงมากครับ” นายเอกชัย กล่าว