โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เจาะทีมเศรษฐกิจ 'ประยุทธ์' 2 สมัย แจกเงินรากหญ้า-ช็อปปิ้ง ท่องเที่ยว ลดภาษี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 ต.ค. 2563 เวลา 04.21 น. • เผยแพร่ 12 ต.ค. 2563 เวลา 04.00 น.

ทีมเศรษฐกิจรอบกาย พล.อ.ประยุทธ์ และนับรวมโควตากลาง-สายตรงตึกไทยคู่ฟ้า ล้วนเป็น “ขุนพลร่วมรบ” มาตั้งแต่ยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ทั้ง “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” นั่งเก้าอี้ “ขุนคลัง” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในสมัยรัฐบาลเรือแป๊ะ และ“ไพรินทร์ ชูโชติถาวร” อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ช่วยขับเคลื่อนโครงการ “เมกะโปรเจ็กต์”

รวมถึง “ทีมสมคิด” ที่ถึงแม้ว่าจะลาออกจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไปแล้ว แต่ก็ยังเป็น “ที่ปรึกษานอกทำเนียบ”

6 ปี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่เห็นของใหม่ นอกจากแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น โครงการ “ช็อปช่วยชาติภาคแรก” ชิมช้อปใช้ เราเที่ยวด้วยกัน คนละครึ่ง และชิมช้อปใช้ภาคสอง ผัดแป้ง-แต่งหน้าใหม่เป็น“ช้อปดีมีคืน” ในยุคที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจยังเป็น “ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล” มี “ขุนคลัง”

ชื่อ “สมหมาย ภาษี” ออกมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการท่องเที่ยว และจัดสัมมนาภายในประเทศ

ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้จ่ายค่าบริการแก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว หรือค่าที่พักในโรงแรมตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท กระทบจัดเก็บภาษี 400 ล้านบาท

ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 100 ของรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง รายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องในการอบรมสัมมนาภายในประเทศ กระทบต่อการจัดเก็บภาษีประมาณ 600 ล้านบาท

“อภิศักดิ์” เข็นช็อปช่วยชาติ

ในยุคที่ “อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์” นั่งเก้าอี้ขุนคลัง มี “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” เป็นรองนายกรัฐมนตรี-กัปตันทีมเศรษฐกิจช่วงปลายปี 2558 ออกมาตรการ “ช็อปช่วยชาติ” ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาที่จ่ายค่าสินค้าและบริการ ระหว่างวันที่ 25-31 ธันวาคม 2558 ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท

หลังจากนั้น “ช็อปช่วยชาติ” กลายเป็น “วาระเศรษฐกิจ” ที่เป็นธรรมเนียมทุกสิ้นปี ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะออกมาตรการกระตุ้นการจับจ่าย-เร่งเครื่องเศรษฐกิจช่วงโค้งสุดท้าย

ช่วงปลายปี 2559 ออกมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยว หรือจ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรม ตั้งแต่วันที่ 1-31 ธันวาคม 2559 ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท จะมีผลกระทบกับการจัดเก็บภาษี 150 ล้านบาท

ลดหย่อนภาษีที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าและบริการภายในประเทศ ในระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน-3 ธันวาคม 2559 ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท

ลดหย่อนภาษีที่ได้จ่ายค่าซื้อสินค้าและบริการภายในประเทศ ในระหว่างวันที่ 14-31 ธันวาคม 2559 ตามที่ได้จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท

มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2560 ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้อสินค้าหรือบริการให้แก่

ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ในระหว่างวันที่ 11 พฤศจิกายน จนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2560 ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท คาดว่าจะมีภาษีสูญเสียประมาณ 2,000 ล้านบาท

กลางปี 2561 ออกมาตรการภาษีกระตุ้นการ “ท่องเที่ยวเมืองรอง” ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2561 ภาครัฐสูญเสียรายได้ประมาณ 50 ล้านบาท

ปลายปี 2561 ต้นปี 2562 ออกมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซื้อสินค้าประเภทยางล้อรถยนต์ ยางล้อรถจักรยานยนต์ ยางล้อรถจักรยาน หนังสือ หนังสือที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ และสินค้าจากโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2561-16 มกราคม 2562 ภาครัฐสูญเสียประมาณ 1,600 ล้านบาท

“อุตตม” เติมบัตรคนจน-แก้โควิด

ในยุคที่ “อุตตม สาวนายน” กุมบังเหียนกระทรวงการคลัง ยังเดินตามรอยเศรษฐกิจ “สำนักสมคิด” ทั้งการแจกเงิน-คืนเงิน เพื่อหมุนเศรษฐกิจหลาย ๆ รอบ กลางปี 2562 ท่ามกลาง “สงครามการค้า” ระหว่างจีนกับสหรัฐ ความผันผวนของค่าเงินบาท ภัยแล้ง และการลดลงของนักท่องเที่ยวจีน จึงออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ “ชิมช้อปใช้” ภายใต้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2562

ประกอบด้วย “แจกเงิน” คนละ 1,000 บาท จำนวน 10 ล้านคน และ “คืนเงิน” ร้อยละ 15 ของยอดเงินชำระค่าอาหารและค่าเครื่องดื่ม ค่าที่พักหรือค่าซื้อสินค้าท้องถิ่น ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 4,500 บาทต่อคน (วงเงินใช้จ่ายไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน) จำนวน 2 ล้านคน งบประมาณ 19,093 ล้านบาท และขยายสิทธิ์ “ชิมช้อปใช้เฟสสอง” แจกเงินคนละ 1,000 บาท เพิ่มอีก 3 ล้านคน งบประมาณ 2,000 ล้านบาท “เติมเงิน” ให้กับผู้ถือ “บัตรคนจน”จำนวน 14.6 ล้านคน คนละ 500 บาท 2 เดือน (ส.ค.-ก.ย. 62) งบประมาณ 14,607 ล้านบาท “เพิ่มเบี้ยคนชรา” จำนวน 5 ล้านคน คนละ 500 บาท 2 เดือน งบประมาณ 5,000 ล้านบาท และ “อุดหนุน” เด็กแรกเกิดจำนวน 824,652 คน คนละ 300 บาท 2 เดือน งบประมาณ 494 ล้านบาท

ก่อนเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุค “วิกฤตโควิด” รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.) กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท เพื่อเยียวยา-ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และทางสาธารณสุข

แบ่งออกเป็น 1.เยียวยา ชดเชยให้กับประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ 555,000 ล้านบาท อนุมัติไปแล้ว 344,735 ล้านบาท เบิกจ่าย 297,369 ล้านบาท ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 400,000 ล้านบาท อนุมัติแล้ว 43,082 ล้านบาท เบิกจ่าย 131 ล้านบาท และทางการแพทย์-สาธารณสุข 45,000 ล้านบาท อนุมัติแล้ว 101 ล้านบาท

สำหรับมาตรการแจกเงิน-ถึงมือประชาชนโดยตรง โครงการ “เราไม่ทิ้งกัน” อาชีพอิสระ จำนวน 15.3 ล้านคน และเกษตรกร 10 ล้านราย รายละ 5,000 บาท 3 เดือน เก็บตกคนถือบัตรคนจน 1.2 ล้านราย รายละ 3,000 บาท งบประมาณ 3,600 ล้านบาท กลุ่มเปราะบาง เด็ก-ผู้สูงอายุ-คนพิการ 13 ล้านคน คนละ 1,000 บาท 3 เดือน

“ปรีดี-อาคม” คิกออฟคนละครึ่ง

ปัจจุบันในช่วงรอยต่อทีมเศรษฐกิจสมคิด-ทีมที่ปรึกษาตึกไทยคู่ฟ้า ปรีดี ดาวฉาย-อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เปลี่ยนโฉมจาก “ประชานิยมอย่างอ่อน” เป็น “ประชารัฐเต็มใบ” ในรูปแบบของรัฐ-เอกชนร่วมจ่าย (copay)

โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวน 14 ล้านคน เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น คนละ 500 บาท/เดือน ระยะเวลา 3 เดือน (ต.ค.-พ.ย. 63) วงเงินงบประมาณ 21,000 ล้านบาท

2.โครงการคนละครึ่ง จำนวน 10 ล้านคน ภาครัฐร่วมจ่าย 50% ไม่เกิน 150 บาท/คน/วัน หรือไม่เกิน 3,000 บาท/คน ตลอดโครงการ (23 ต.ค.-31 ธ.ค. 63) วงเงินงบประมาณ 30,000 ล้านบาท ให้มีเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจ 60,000 ล้านบาท

3.ช้อปดีมีคืน 3.7 ล้านคน ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับค่าซื้อสินค้าและบริการ ไม่เกิน 30,000 บาท (23 ต.ค.-31 ธ.ค. 63) คาดว่าจะเสียรายได้จากการเก็บภาษี 11,000 ล้านบาท

6 ปี พล.อ.ประยุทธ์ ถมเงินแก้วิกฤตเศรษฐกิจไปมหาศาล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...