โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

The Substance (2024) ความแก่ชราและเรือนร่างอันไม่เป็นที่ปรารถนา ในสายตาทุนนิยม

The101.world

อัพเดต 30 ม.ค. 2568 เวลา 23.33 น. • เผยแพร่ 14 ต.ค. 2567 เวลา 17.48 น. • The 101 World

แต่ไหนแต่ไร ’ความแก่ชรา’ มักถูกให้ภาพในเรื่องเล่า -นับตั้งแต่ตำนานปรัมปรา, นิทานเด็ก เรื่อยไปจนถึงงานเขียน- ในฐานะสิ่งที่ต้องชิงชัง เป็นวายร้าย เป็นความน่ารังเกียจ ไม่ว่าจะตำนานผีปอบที่มักปรากฏตัวในรูปลักษณ์ของหญิงชราโดดเดี่ยว หรือแม่มดเฒ่าผู้มอบแอปเปิลให้สโนว์ไวต์ในเรื่องเล่าฝั่งตะวันตก ฯลฯ และความแก่เฒ่าที่ว่านี้ก็ยิ่งถูกขับเน้นให้เด่นชัดในฐานะสิ่งที่ต้องชิงชังรังเกียจมากขึ้นจากอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่มักฉายภาพ ‘ความแก่’ ในฐานะองค์ประกอบหนึ่งของความชั่วร้าย เป็นผี เมื่อราชินีใจร้ายดื่มยาวิเศษเพื่อแปลงกายเป็นแม่มดชราหน้าตาไม่สวยงามใน Snow White and the Seven Dwarfs (1937) หรือหนังสกุล ‘บ้านผีปอบ’ ที่สร้างภาพจำว่าผีปอบเป็นผีหญิงแก่ ไล่จกเครื่องในมนุษย์เป็นๆ

สิ่งนี้ยังสะท้อนให้เห็นชัดเจนผ่านตำแหน่งแห่งที่ของเหล่านักแสดงที่อายุเยอะ กระทั่ง แม็กกี จิลเลนฮาล (Maggie Gyllenhaal -นักแสดงชาวอเมริกัน) หรือ แอนน์ แฮธาเวย์ (Anne Hathaway -นักแสดงชาวอเมริกัน) ก็เคยออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความติดขัดในการหาบทหนังเมื่อพวกเธออายุพ้นหลักสามสิบ ยังไม่ต้องพูดถึงวงการการแสดงบ้านเราที่ต่างก็ ‘หยิกแกมหยอก’ กันมาเนืองๆ ว่าเมื่อนักแสดงอายุแตะเลขสามก็ต้องหันไปรับบทพ่อบทแม่กันหมด

ความแก่ชราจึงเป็นสิ่งที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์-ละครทั้งในไทยและต่างประเทศชิงชัง ถูกให้ภาพเป็นอีกขั้วของความสวยงามหรือแม้แต่ความดีทั้งปวง ความแก่เฒ่าจึง ‘เป็นอื่น’ เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ และ The Substance (2024) หนังร่วมทุนสร้างสองสัญชาติ (สหราชอาณาจักร-ฝรั่งเศส) ของ กอราลี ฟาร์ฌาต์ (Coralie Fargeat -คนทำหนังชาวฝรั่งเศส) ก็พูดถึงประเด็นความแก่ชราในวงการบันเทิงผ่านชีวิตของ อลิซาเบธ (เดมี มัวร์) อดีตนักแสดงดาวดังของฮอลลีวูด ที่เพิ่งถูก ฮาร์วีย์ (เดนนิส ควอด) โปรดิวเซอร์ปลดเธอจากรายการนำเต้นแอโรบิกที่เธอทำมายาวนานในวันเกิดอายุครบ 50 ปีของตัวเอง ด้วยท่าทีของคนยอมรับชะตากรรม

อลิซาเบธขับรถกลับห้องพัก ระหว่างทาง เธอเหลียวมองป้ายโฆษณารายการตัวเองถูกถอดออกจากผังบิลบอร์ดจนรถเสียหลัก ยังผลให้เธอประสบอุบัติเหตุและต้องเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

จากที่แห่งนั้น อลิซาเบธได้ข้อมูลเกี่ยวกับ The Substance สารกระตุ้นที่สร้างร่างใหม่ให้ “เยาว์วัยกว่า, สวยงามกว่า, สมบูรณ์แบบกว่า” ร่างต้นฉบับ เงื่อนไขคือทั้งเธอและร่างใหม่จะต้องใช้ชีวิตสลับกันทุกเจ็ดวันโดยไม่มีข้อแม้ และหลังจากที่อลิซาเบธฉีดสารกระตุ้นเข้าร่าง ซู (มาร์กาเร็ต ควอลลีย์) ร่างใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้น โดยเธอต้องนำน้ำจากไขสันหลังของอลิซาเบธมาฉีดเข้าร่างตัวเองทุกวันเพื่อให้ดำเนินชีวิตต่อไปได้ ไม่นานเธอก็กลายเป็นดาวรุ่งขวัญใจฮาร์วีย์ ถึงขั้นมีรายการนำเต้นเป็นของตัวเอง มิหนำซ้ำ เรตติ้งยังพุ่งกระฉูดขนาดถูกทาบทามให้เป็นพิธีกรโทรทัศน์รายการใหญ่ในคืนข้ามปี

แน่แท้ว่า ‘ตัวเร่ง’ ที่ทำให้ตัวหนังเดินหน้าไปยังจุดไคลแม็กซ์ได้ คือเมื่อตัวละครเริ่ม ‘แหกกฎ’ ที่วางไว้อย่างเข้มงวด ซูที่กำลังรื่นเริงกับชื่อเสียงและความเยาว์วัยของตัวเองตัดสินใจดูดน้ำจากไขสันหลังของอลิซาเบธมาฉีดใส่ตัวเองเพิ่มอีกหนึ่งวัน และเมื่ออลิซาเบธตื่นมาก็พบว่าอวัยวะส่วนหนึ่งของเธอเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว เธอเก็บเนื้อเก็บตัว หมกมุ่นอยู่กับการทำอาหารและกินเกือบตลอดเจ็ดวัน ยังผลให้ซูตื่นขึ้นมาด้วยความกราดเกรี้ยวสุดขีด ลงเอยด้วยการที่เธอบีบให้อลิซาเบธนอนหลับไปตลอดกาล ปล่อยให้เธอดูดน้ำจากไขสันหลังมากักตุนไว้หลายเดือน

จุดพลิกผันเกิดขึ้นเมื่อร่างของอลิซาเบธไม่อาจผลิตน้ำไขสันหลังได้อีกต่อไป ซูจึงต้องจำใจปล่อยให้อลิซาเบธตื่นเพื่อให้ร่างกายฟื้นฟูตัวเอง แต่ถึงเวลานั้น ร่างกายของอลิซาเบธก็เสื่อมถอยเต็มรูปแบบจนเธอจำตัวเองแทบไม่ได้อีกต่อไป

เราอาจจะพูดได้ว่านี่คือหนัง body horror ที่น่าจับตาแห่งยุคสมัย หากว่าครั้งหนึ่ง เรามีหนัง body horror ที่ขยายความอัปลักษณ์ของเรือนร่างมนุษย์จากสารพัดหนังของ เดวิด โครเนนเบิร์ก (David Cronenberg -คนทำหนังชาวอเมริกัน ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของหนังฌ็อง body horror) หรือ Titane (2021) ที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงและถูกกลืนกลายของเนื้อตัว กล่าวคือ หนังฌ็อง body horror เน้นย้ำว่ารูปร่างที่บิดเบี้ยว น่าสยดสยอง ฟอนเฟะคือความเป็นอื่น คือสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ คือความน่าเกลียดน่ากลัวและไม่เป็นที่ปรารถนา

The Substance ใช้เงื่อนไขบริบทของความสวยงามในอุตสาหกรรมบันเทิงมาขับเน้นแนวคิดดังกล่าว เมื่อตัวละครเป็นอดีตนักแสดงดังวัย 50 ที่ถูกปลดระวางเพราะเธอไม่ดึงดูดผู้คนอีกต่อไปแล้ว ทั้งโปรดิวเซอร์ยังผลักไสให้เธอไปสร้างครอบครัวหรือทำในสิ่งที่ผู้หญิงควรจะทำ เรือนร่างสามัญของคนวัย 50 จึงเป็น ‘body horror’ ก่อนที่ความสยดสยองจะมาถึงจริงๆ เสียอีก

เรือนร่างที่ไม่พึงปรารถนาในอุตสาหกรรมบันเทิงยังถูกฉายผ่านการพยายามตัดเย็บและประกอบสร้างใหม่ให้ ‘ดีกว่าเดิม’ อันจะเห็นได้จากฉากที่ซูเย็บปิดแผลที่สันหลังของอลิซาเบธ กล้องจับจ้องไปยังจังหวะนาทีที่เข็มสอดเข้าไปยังเนื้อ ดึงให้บาดแผลแนบติดกันอีกครั้งด้วยด้ายสีดำขนาดใหญ่ วิธีการถ่ายทำ -ไม่ว่าจะเป็นการโคลสอัปสุดขีดไปยังบาดแผล หรือพินิจพิเคราะห์การเสียบเข็มแหลมไปยังเนื้อหนัง- ชวนนึกถึงบาดแผลที่เกิดจากการศัลยกรรม เพื่อให้เราเป็นคนใหม่ที่เยาว์วัยขึ้น สวยขึ้น สมบูรณ์แบบขึ้น ในเมื่ออุตสาหกรรมบันเทิงไม่มีพื้นที่ให้คนที่ตกหล่นจากบรรทัดฐานความสวยงามกระแสหลัก นักแสดงอย่างอลิซาเบธจึงต้องกระเสือกกระสนไล่ตามบรรทัดฐานอันไม่อาจเอื้อมถึงเพื่อให้ตัวเองยังมีตัวตน ได้รับการมองเห็นไม่ว่าจะต้องแลกกับอะไรก็ตาม

ภาพของอุตสาหกรรมบันเทิงยังถูกขับเน้นผ่านต้นปาล์มสูงตระหง่านกับฟ้าโปร่งอันเป็นสัญลักษณ์ของฮอลลีวูด ตัวละครใช้ชีวิตแนบชิดเป็นหนึ่งเดียวกับบรรยากาศเหล่านี้ ท่ามกลางเมืองใหญ่ แสงไฟและป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ ทุกคนล้วนถูกจับจ้องด้วยใครสักคนที่สวยงามและไร้ที่ติบนป้ายบิลบอร์ด รูปภาพสมัยยังสาวของอลิซาเบธและตัวเธอเองต้องสบตากับป้ายโฆษณาของซู หนังถ่ายให้เห็นตัวละครเล็กจ้อยเทียบกับป้ายยักษ์ใหญ่ ขับเน้นความตัวเล็กตัวน้อยไร้ที่ไปและจนตรอกของตัวละคร จึงเกิดการดึงดันผลักเอาตัวตนของอีกฝ่ายไปเก็บ ทั้งฉากที่ซูลากเอาภาพถ่ายยักษ์ของอลิซาเบธไปซ่อน หรือฉากที่อลิซาเบธในสภาพร่างกายเปราะบางอ่อนแอ ปิดบังตัวเองจากสายตาของซูบนป้ายโฆษณาด้วยหน้าหนังสือพิมพ์

สิ่งที่น่าสนใจอย่างที่สุดคือการที่หนังเน้นย้ำว่าร่างที่เกิดใหม่คือร่างของเราที่เยาว์วัยกว่าเดิม สวยงามกว่าเดิมและสมบูรณ์แบบกว่าเดิม ฮอลลีวูดปลดอลิซาเบธทิ้งและประกาศหานักแสดงใหม่มาแทนที่เธอ ซึ่งซูตรงเข้าไปทาบทับตัวเองกับรอยต่อดังกล่าวด้วยการไปแคสต์งานในฐานะอลิซาเบธ ‘คนใหม่’ และเป็นเจ้าของรายการใหม่แทนที่เธอ (หรือแม้แต่การที่ซูทำท่า ‘ส่งจูบบอกลา’ อันเป็นเอกลักษณ์ของอลิซาเบธ)

ก่อนที่ในเวลาต่อมา ซูเริ่มมีเจตนารมณ์ (agenda) เป็นของตัวเอง เธออยากเป็น -และตระหนักดีว่าตัวเองเป็นได้- มากกว่าแค่อลิซาเบธ เพราะซูไม่ใช่อลิซาเบธ เธอเป็นร่างที่ ‘สาวกว่า สวยกว่าและสมบูรณ์แบบกว่า’ เพราะสิ่งที่ร่างต้นแบบให้กำเนิดออกมากลับไม่ใช่ร่างของเราในวัยที่อายุน้อยกว่าที่เป็น ตรงกันข้าม ตัวแม่แบบให้กำเนิดร่างที่ ‘ไม่ใช่ตัวเรา’ โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเค้าโครงหน้าที่ไม่เหมือนกันเลยของอลิซาเบธหรือซู ตลอดจนสีของนัยน์ตาซึ่งยิ่งย้ำประเด็นว่าทั้งคู่เป็นคนละคน (แม้บริษัทสารกระตุ้นจะย้ำนักหนาว่า “พวกคุณคือคนเดียวกัน”)

หนังย้ำประเด็นนี้ จนอาจจะกล่าวได้ว่า แม้แต่ในช่วงร่างที่เยาว์วัยกว่าปัจจุบัน อลิซาเบธก็จะไม่มีวัน ‘สมบูรณ์แบบ’ เท่าที่ซูเป็น หรือก็คือไม่ว่าจะอย่างไร ยุคสมัยไหน เธอก็ไม่มีทางแตะถึงบรรทัดฐานความงามสูงลิ่วของฮอลลีวูดได้ สิ่งที่กดทับเธออยู่จึงเป็นมาตรฐานความงามของฮอลลีวูดที่ถูกกำกับด้วยระบบทุนอีกทีหนึ่ง ป้ายโฆษณาที่ถูกปลดออกตั้งแต่ต้นเรื่องเท่ากับว่าเธอเป็นสิ่งที่ไม่อาจขายได้อีกต่อไปแล้วในระบบทุน ทุนซึ่งถูกบอกเล่าผ่านโฉมหน้าของฮาร์วีย์ โปรดิวเซอร์ที่เขี่ยอลิซาเบธทิ้งและดึงซูเข้ามาทำงาน การที่หนังจับจ้องเขาในระยะใกล้จนเห็นแต่ริมฝีปาก โดยเฉพาะฉากที่เขาสวาปามกุ้งทั้งจานตัวคนเดียว ยิ่งชวนนึกถึงภาพทุนนิยมที่ตะกละตะกลามกลืนกินทุกอย่าง และถ่มถุยคนที่แก่ชราหรือถูกพินิจว่าไม่เป็นไปตามที่ตลาดต้องการราวกับซากกุ้งบนโต๊ะอาหาร

อาหารยังเป็นสิ่งที่หนังจับจ้องด้วยท่าทีของการเป็นสิ่งชวนขยะแขยง ไม่ว่าจะผ่านนิสัยการกินของฮาร์วีย์ หรือการตะบี้ตะบันกินอาหารทุกอย่างในตู้เย็นของอลิซาเบธ รวมทั้งการที่ฮาร์วีย์มอบของขวัญส่งท้ายการทำงานของเธอเป็นหนังสือทำอาหาร ยังผลให้เกิดฉากการทำอาหารอันแสนคลุ้มคลั่ง ยิ่งชวนนึกถึงมาตรฐานความงามที่ผู้คนต้องรักษารูปร่างให้ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบที่สุด และนั่นย่อมหมายถึงการไม่อาจกินอาหารตามใจอยากได้ การกินไก่ทั้งตัวของอลิซาเบธก็อาจถูกมองได้ว่าเป็นภาวะการโหยอาหารและอยากกินตามใจอยากหลังจากต้องทุ่มเทเวลาควบคุมอาหารมานานนับสิบปีที่ใช้ชีวิตในวงการบันเทิง

กระนั้น อาหารก็ถูกให้ภาพเป็นสิ่งที่ชวนสะอิดสะเอียน เป็นสิ่งที่อยู่ในขั้วตรงข้ามกับความสวยงาม ห้องหับที่หายนะจากการทำอาหารของอลิซาเบธ หรือซูที่เห็นฉากหลอนที่ตัวเองดึงเอาน่องไก่ทั้งชิ้นออกมาจากร่างกายตน ล้วนแล้วแต่ฉายภาพความไม่เป็นมิตรต่ออาหารกับอุตสาหกรรมความงามและบันเทิงทั้งสิ้น

The Substance จึงไม่เพียงพูดเรื่องความงามในฮอลลีวูด หากแต่มันยังพูดถึงภาวะการสูญเสียตัวตนและการเกลียดชังรูปร่างตัวเอง อลิซาเบธพยายามกอบกู้ตัวตนกลับมาอีกครั้งด้วยการนัดเพื่อนสมัยเรียน -ที่ก็เป็นคนธรรมดาสามัญ แก่ชราไปตามวัยและยังมองว่าเธอ ‘สวย’ กว่าค่ามาตรฐาน- เพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นอีกครั้ง หากแต่เธอไม่อาจทนสบตากับตัวเองในกระจกได้ เธอแต่งตัวสวย ตั้งใจจะออกจากบ้านไปหาเพื่อนสมัยเรียน แต่กลับสะท้านเมื่อหันไปสบตาของซูบนป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ด้านนอก เธอจึงต้องกลับมายังห้องน้ำ พยายามแต่งหน้าซ้ำแล้วซ้ำอีก เปลี่ยนสีสิปสติกให้มันวาวหรือใช้เครื่องสำอางกลบริ้วรอย เพื่อจะพบว่าเธอเกลียดและชิงชังภาพที่ปรากฏบนกระจก การลบเครื่องสำอางบนใบหน้าตัวเองของอลิซาเบธจึงไม่ได้เป็นไปด้วยความทะนุถนอม หากแต่มันเต็มไปด้วยความรุนแรงราวกับจะ ‘ทำลาย’ เนื้อหนังตรงหน้าทิ้ง และลงเอยด้วยการที่เธอไปนั่งสบตากับป้ายโฆษณาของซูอีกหน ซูที่จับจ้องมายังเธอและทุกคนเสมอเพราะซูอยู่บนโปสเตอร์ บนบิลบอร์ดทุกแห่งของฮอลลีวูด

ฮอลลีวูดกับความงามทำงานเป็นเนื้อเดียวกันภายใต้ระบบทุนที่บดขยี้คนในวงการ สิ่งที่อลิซาเบธต้องต่อสู้ด้วยจึงเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าการพยายามไล่ตามความสวยงามอันไม่มีวันจบสิ้นของฮอลลีวูด แต่เป็นการกอบเอาตัวตนของตัวเองที่เลือนหายไปเพราะถูกปลดระวาง ตัวละครยอมแลกทั้งชีวิตเพื่อถูกกลับมามองเห็นหรือมีตัวตนอีกครั้งในระบบทุนที่ว่านี้แม้จะผ่านการมีอยู่ของซูก็ตาม

หนังยังขับเน้นความน่ากลัวของภาวะเกลียดชังตัวเองและการตะเกียกตะกายไล่ตามมาตรฐานความงามของตัวละคร ด้วยการเล่าเรื่องโดยใช้ภาษาภาพยนตร์แบบหนังฌ็องเฮอร์เรอร์ทั้งเรื่อง ทั้งยังหยิบจับเอาองค์ประกอบหนังเขย่าขวัญยุค 80s -อันเป็นสิ่งที่สอดรับบรรยากาศที่คลุมหนังไว้ทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะการแต่งกายของตัวละคร หรือรายการโทรทัศน์ต่างๆ- มาใช้ในหนัง ไม่ว่าจะฉากห้องโถงอันลือลั่นของ The Shining (1980) หรือ Lost Highway (1997) ของราชาหนังฝันร้าย เดวิด ลินช์ (David Lynch -คนทำหนังชาวอเมริกัน) รวมทั้งสารพันสิ่งที่ว่าด้วยการกลืนกลายและกลายเป็นอื่นของมนุษย์จากหนังของโครเนนเบิร์ก ไม่ว่าจะ Videodrome (1983), The Fly (1986) ตัวละครใน The Substance จึงอยู่ในโลกของความสยดสยอง โลกของความเป็นเฮอร์เรอร์ โลกที่ถูกกำกับโดยความอำมหิตมาตั้งแต่ต้นเรื่อง

องก์สุดท้ายของเรื่องเต็มไปด้วยการทำลายล้างตัวเองเต็มขั้น เมื่อทั้งอลิซาเบธและซูหวังประหัตประหารกันและกันให้ตายกันไปข้างหนึ่ง ตัวละครแม่แบบตายลงขณะที่ร่างที่ถือกำเนิดใหม่ได้ไปใช้ชีวิตเป็นดาวดังอย่างที่หวัง หนังฉายให้เห็นช่วงเวลาที่ซูเริ่มทุรนทุรายเพราะร่างกายไม่มีแม่แบบให้สูบฉีด เธอต้องขึ้นโชว์ตอนเที่ยงคืนในรายการส่งท้ายปีเก่า ก่อนจะพบว่าเนื้อตัวค่อยๆ เสื่อมสลาย ซูในชุดราตรีสีฟ้าฟูฟ่องกระเสือกกระสนหาทางต่ออายุตัวเองให้ทันก่อนเที่ยงคืนชวนนึกถึงเทพนิยาย Cinderella (1950) ที่ตัวละครวิ่งหนีไปหลบซ่อนก่อนเที่ยงคืนเพื่อไม่ให้คนอื่นได้เห็น ‘ตัวตน’ ที่แท้จริงเบื้องหลังพรวิเศษของนางฟ้า มิหนำซ้ำ เธอยังถูกฮาร์วีย์และเหล่านายทุนที่เป็นชายแก่ผิวขาวล้อมหน้าล้อมหลัง สั่งให้เธอยิ้ม ถึงที่สุด ซูจึงไม่อาจเลี่ยงชะตากรรมการตกอยู่ภายใต้ระบบทุนที่ควบคุมโดยผู้ชายเหล่านี้อีกทีหนึ่ง

ซูกระเสือกกระสนกลับไปใช้ยากระตุ้นซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม ก่อนจะให้กำเนิดเรือนร่างบิดเบี้ยว ผิดรูปลักษณ์และยากจะเรียกได้ว่าเป็นมนุษย์ ในร่างใหม่ของซูมีใบหน้าของอลิซาเบธเกาะอยู่ด้านหลัง ซูแบกร่างใหม่ไปออกรายการโทรทัศน์โดยสวมหน้ากากเป็นอลิซาเบธสมัยยังสาวไว้ เธอจึงไม่ใช่ซูที่เป็นร่างซึ่งอลิซาเบธให้กำเนิดออกมา ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่อลิซาเบธที่จริงแท้ เพราะอลิซาเบธถูกกำจัดทิ้งไปแล้ว หนังเรียกสิ่งนี้ว่า Monstro Elisasue หรือ ‘สัตว์ประหลาดอลิอซู’ ปรากฏตัวให้คนทั้งห้องส่งและทั้งประเทศเห็นเรือนร่างอันแสนอัปลักษณ์แต่ก็เป็นเรือนร่างของพวกเธอ และปะปนมากับความเศร้า หนังยังเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว เคียดแค้นที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสายตาและการตัดสินของคนจำนวนมหาศาล การปรากฏตัวในเรือนร่างที่ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ปรารถนาไปสู่สายตาคนทั้งประเทศจึงเป็นเสมือนการแก้แค้น เป็นการอาละวาด เป็นการเอาคืนอันเจ็บปวดของตัวละคร

เราอาจจะพินิจได้ว่า องก์สุดท้ายอันบ้าระห่ำนั้นเป็นเสมือน ‘ภาพแทน’ ของการต้องใช้ชีวิตอยู่ในอุตสาหกรรมที่บรรทัดฐานความงามสูงลิ่ว สำหรับอลิซาเบธ การที่เธอแก่, มีริ้วรอยหรือก้นหย่อนคล้อยตามวัยอาจเทียบเท่าได้กับการมีเรือนร่างแบบสัตว์ประหลาด และภาพการอาละวาดเปิดเปิงก็เป็นเสมือนการปลดปล่อยตัวเองออกจากกรอบกรงที่ขังเธอมาไว้เนิ่นนานด้วยเช่นกัน

ภายหลังร่างสัตว์ประหลาดอลิอซูแตกสลายลง สิ่งที่เหลืออยู่คือใบหน้าของอลิซาเบธที่กระเสือกกระสนตัวเอง -ในลักษณะที่ชวนนึกถึง The Thing (1982) หนัง body horror ในตำนานอีกเรื่อง- ไปยัง Hollywood Walk of Fame หรือถนนเกียรติยศของนักแสดงฮอลลีวูด อลิซาเบธ -หรืออาจจะกล่าวได้ว่าเศษเสี้ยวที่เหลืออยู่ของเธอ- หยุดนิ่งอยู่บนดวงดาวที่สลักชื่อตัวเอง และเหือดระเหยเหลือเป็นแค่คราบเลือดเกรอะกรังซึ่งถูกพนักงานทำความสะอาดลบล้างหายไปในที่สุด ยิ่งตอกย้ำการทำลายและกลืนกินของอุตสาหกรรมบันเทิง -ภายใต้การกำกับดูแลและถักทออย่างแข็งแกร่งของระบบทุน- ซึ่งเป็นสิ่งที่อลิซาเบธอยู่มาทั้งชีวิต

The Substance จึงเป็นหนัง body horror ที่หยิบเอาความสยดสยอง ความน่ากลัวของเรือนร่างมนุษย์ในฐานะเรือนร่างอันแสนสามัญจากความแก่ชรา มาทิ่มแทงอุตสาหกรรมบันเทิงที่หมกมุ่นอยู่กับความเยาว์วัยและสวยงาม body horror ในที่นี้จึงไม่จำเป็นต้องกลืนกลายหรือเปลี่ยนแปลงไปจากสิ่งที่มนุษย์เป็น แต่เรือนร่างของมนุษย์ที่โรยราด้วยอายุขัยคือความเฮอร์เรอร์ คือความสยดสยองโดยตัวมันเองอยู่แล้ว ในสายตาระบบทุน เรือนร่างที่แก่ชรา ไม่ตรงตามมาตรฐานถือเป็นเรือนร่างที่ใช้งานไม่ได้ เป็นเรือนร่างแห่งความเป็นอื่น เป็นเรือนร่างที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์และเรื่องเล่าเทียบเคียงในฐานะตัวร้าย เป็นภาวะที่อยู่ขั้งตรงข้ามกับความดีงามทั้งปวง ฉะนั้น เมื่อคุณไม่เยาว์วัยและไม่สวยอีกต่อไป ตำแหน่งแห่งที่ของคุณในอุตสาหกรรมแห่งงานภาพและการเล่าเรื่องนี้จึงเหลือเพียงฐานะของการเป็นหญิงชราใจร้ายอัปลักษณ์ ที่อลิซาเบธและใครต่อใครดิ้นรนหลีกหนี หากแต่เธอหนีไม่พ้น เพราะสิ่งที่แข็งแรงกว่าคือมาตรฐานความงามที่ถูกกำกับโดยระบบทุน ซึ่งนิยามว่าคนที่ขายได้คือคนที่เด็กกว่า สวยงามกว่า สมบูรณ์แบบกว่า และนี่เองคือความเฮอร์เรอร์หรือสยดสยองที่เดินหน้าทำลายตัวละครทุกองคาพยพ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...