16 บลจ. ส่ง 22 “Thai ESG” กองทุนประหยัดภาษีน้องใหม่... พร้อมเปิดให้ลงทุนแล้ววันนี้ พบกว่า 82% เป็น “กองหุ้นยั่งยืน” !!!
Wealthy Thai
อัพเดต 26 ส.ค. 2568 เวลา 21.36 น. • เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2566 เวลา 10.14 น. • สรวิศ อิ่มบำรุงลายแทงกองทุน: เข้าสู่เดือนสุดท้ายของ “ปีกระต่าย” 2023 กันแล้ว เป็นช่วงของเทศกาลลดหย่อนภาษีประจำปี ซึ่งปีนี้ได้กองทุนน้องใหม่มาเพิ่มเติมให้เลือกลงทุนกัน นั่นก็คือ “กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน” (Thailand ESG Fund : Thai ESG) นั่นเอง
เพื่อส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืนในหุ้นและตราสารหนี้ไทยเป็นสำคัญ โดยให้ประโยชน์ทางภาษีเป็นเวลา 10ปี (2023-2032)
ซึ่งผู้ลงทุนจะได้สิทธิหักลดหย่อนค่าซื้อหน่วยลงทุนในกอง “Thai ESG” ได้ไม่เกิน 30%ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุด “ไม่เกิน 100,000 บาท”
ลงทุนปีไหนก็ใช้สิทธิปีนั้น ไม่ต้องลงทุนต่อเนื่องแต่ประการใด เพียงแต่ต้องถือหน่วยลงทุนไว้ 8 ปีเต็ม (นับแบบวันชนวัน)
ซึ่งเบื้องต้นมี 16 บลจ. ส่งกอง “Thai ESG”รวม 22กอง มาเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนที่สนใจได้เลือกลงทุนกันในช่วงโค้งสุดท้ายของปีกันเรียบร้อยแล้ว
ทั้ง 22 กองทุนเด่น “Thai ESG” นั้น มีกองทุนอะไรบ้าง ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้รวบรวมเอาไว้ให้แล้ว พร้อมวันเสนอขาย ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
เปิด22 กอง "Thai ESG" ร่วมรักษ์โลก+เซฟภาษี…ส่วนใหญ่ 82% เป็น “กองหุ้นยั่งยืน”
สำหรับนักลงทุนที่สนใจกอง “Thai ESG” ก็สามารถลงทุนได้แล้วตั้งแต่วันนี้ (8 ธ.ค. 23) เป็นต้นไป มีให้เลือกถึง 22 กอง จาก 16 บลจ. เป็นเบื้องต้น
จากการสำรวจของทีมงาน ‘Wealthy Thai’ พบว่า จาก 22 กอง มีถึง 18 กองคิดเป็น 82% ที่จดทะเบียนตั้งเป็น “กองหุ้นยั่งยืน” นั่น คือ มีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้น ESG เป็นหลัก และใน 18 ที่เน้นลงทุนในหุ้นยั่งยืนนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มกองหุ้นทั่วไป “General Equity” มากสุดถึง 14 กองคิดเป็น 78% เลยทีเดียว โดยกองหุ้นยั่งยืนกลุ่มนี้จะต้องลงทุนในหุ้นยั่งยืน “ไม่ต่ำกว่า 80%”ของ NAV
ซึ่งสามารถจะลงทุนได้อย่างไร้ข้อจำกัด ลงทุนในหุ้นเล็ก-กลาง-ใหญ่ได้หมด ทำให้มี Universe ของหุ้นให้เลือกลงทุนมากกว่าแม้ว่า Universe ของ “SET ESG Ratings”ในปัจจุบันจะมีอยู่ประมาณ 210ตัวก็ตาม แต่ก็คิดเป็นสัดส่วน 72% เมื่อเทียบกับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดทั้งหมดของ SET และ mai แล้ว ที่เหลือก็เรื่องกลยุทธ์และนโยบายการลงทุนของแต่ละบลจ.ว่าจะวางกันไว้ยังไงเท่านั้นเอง
ทั้ง 14 กอง “Thai ESG” ในกลุ่ม “General Equity” ประกอบด้วย
“ONE-THAIESG” ของบลจ.วรรณ ขาย 8 - 13 ธ.ค. 23
“ASP-ThaiESG” ของบลจ.แอสเซท พลัส ขาย 8 - 20 ธ.ค. 23
“UTSEQ” ของบลจ.ยูโอบี ขาย 8 - 15 ธ.ค. 23
“K-TNZ-ThaiESG” ของบลจ.กสิกรไทย ขาย 8 - 21 ธ.ค. 23
“KFTHAIESG” ของบลจ.กรุงศรี ขาย 8 - 18 ธ.ค. 23
“PRINCIPAL EQESG” ของบลจ.พรินซิเพิล ขาย 8 - 20 ธ.ค. 23
“KTAG” ของบลจ.กรุงไทย ขาย 8 - 18 ธ.ค. 23
“T-ThaiESG” ของบลจ.ทิสโก้ ขาย 8 - 18 ธ.ค. 23
“KKP EQ THAI ESG” ของบลจ.เกียรตินาคินภัทร ขาย 8 - 14 ธ.ค. 23
“MEGA20THAIESG” ของบลจ.ทาลิส ขาย 8 - 15 ธ.ค. 23
“SCBTA” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ขาย 8 - 15 ธ.ค. 23
“SCBTP” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ขาย 8 - 15 ธ.ค. 23
“B-TOP-THAIESG” ของบลจ.บัวหลวง ขาย 8 - 15 ธ.ค. 23
และ “LHTHAIESG” ของบลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ขาย 8 - 20 ธ.ค. 23
ถัดมาเป็นกลุ่มหุ้นใหญ่ “Equity Large Cap” ซึ่งจะโฟกัสไปในหุ้นที่อยู่ในดัชนี “SET50” เป็นสำคัญ โดยลงทุนไม่ต่ำกว่า 80% ของ NAV มีด้วยกัน 4 กองประกอบด้วย
“ES-SETESG” ของบลจ.อีสท์สปริง ขาย 8 - 18 ธ.ค. 23
“KTESG50” ของบลจ.กรุงไทย ขาย 8 - 18 ธ.ค. 23
“KWI ThaiESG” ของบลจ.เคดับบลิวไอ ขาย 8 - 12 ธ.ค. 23
และ “MT25-ThaiESG” ของบลจ.เอ็มเอฟซี ขาย 8 - 19 ธ.ค. 23
แต่ถ้าใครไม่ต้องการจะลงทุนในหุ้นมากไป ก็ยังมีกลุ่ม “กองผสมยั่งยืน” ประเภท “Aggressive Allocation” ให้เลือกลงทุนกัน โดยจะลงทุนใน “หุ้นไม่ต่ำกว่า 65%”ของ NAV กองทุนในกลุ่มนี้มีอยู่ 3 กอง ประกอบด้วย
“KTAG70/30” ของบลจ.กรุงไทย ขาย 8 - 18 ธ.ค. 23
“SCBTM” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ขาย 8 - 15 ธ.ค. 23
และ “MFLEX-ThaiESG” ของบลจ.เอ็มเอฟซี ขาย 8 - 19 ธ.ค. 23
ปิดท้ายกันด้วยกลุ่ม “กองตราสารหนี้ยั่งยืน” ซึ่งมีเพียง 1กอง อยู่ในกลุ่มกองตราสารหนี้ระยะยาว “Long Term General Bond”ได้แก่
“KKP GB THAI ESG” ของบลจ.เกียรตินาคินภัทร ขาย 8 - 14 ธ.ค. 23
“จาก 16 บลจ.นั้น มี 2 บลจ.ที่ออกกอง Thai ESG มากสุดบลจ.ละ 3 กอง ได้แก่ บลจ.กรุงไทยและบลจ.ไทยพาณิชย์ ตามมาด้วยบลจ.ที่ออก 2กอง ได้แก่ บลจ.เอ็มเอฟซี และบลจ.เกียรตินาคินภัทร”
ทั้งหมดนี้ คือ โอกาสลงทุนอย่างยั่งยืนผ่าน “กองทุนไทยเพื่อความยั่งยืน” (Thai ESG) ทั้ง 22 กอง จาก 16 บลจ. ที่เปิดให้เริ่มลงทุนได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ได้ทั้ง “รักษ์โลก” และ “เซฟภาษี” เป็น “22 กองทุนเด่น” ธันวา-ปีเถาะ ที่น่าจะเป็นอีกทางเลือกให้กับผู้ที่สนใจได้บ้างไม่มากก็น้อย
ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ หากลงทุนไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด อาจต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีและเสียเงินเพิ่ม