มอร์ริสซีย์ แสงสว่างที่ไม่เคยมอดดับ ในสวนแห่งอักษรดนตรี
บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์
มอร์ริสซีย์
แสงสว่างที่ไม่เคยมอดดับ
ในสวนแห่งอักษรดนตรี
หนึ่งในฉากที่เป็นที่จดจำมากที่สุดฉากหนึ่งใน (500) Days of Summer หนังโรแมนติก/ดราม่าปี 2009 ที่ใช้ทุนสร้างเพียงน้อยนิด (7.5 ล้านเหรียญสหรัฐ) แต่กลับครองใจคนรักหนังอย่างมหาศาลมาอย่างยาวนานอยู่ในฉากที่ซัมเมอร์ (ซูอี เดสชาแนล) นางเอกของเรื่องถาม ทอม แฮนเซน (โจเซฟ กอร์ดอน-ลูอิตต์) ชายหนุ่มนักเขียนต๊อกต๋อยที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษว่า “คุณชอบวง The Smiths เหรอ?” หลังจากที่เธอได้ยินเสียงเพลง “There is a Light That Never Goes Out” ดังเล็ดลอดออกมาจากเฮดโฟนของชายหนุ่ม
ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะบอกกับทอมว่าเธอรักวงดนตรีจากเกาะอังกฤษวงนี้แค่ไหน หลังจากนั้น ซัมเมอร์ก็ร้องเพลงท่อนหนึ่งจจากบทเพลงที่โด่งดังที่สุดของวง The Smiths ออกมา
“To die by your side is such a heavenly way to die” ที่แปลได้ว่า “เมื่อถึงคราต้องลาไปเสียจากโลกนี้ หากแม้ได้สิ้นลมเคียงคู่เจ้า มรณานี้คงงดงาม ราวอยู่บนแดนสวรรค์”
หลังจากนั้น ซัมเมอร์และทอมก็สานสัมพันธ์จนได้เป็นคนรักกัน แต่ซัมเมอร์เป็นผู้หญิงที่ไม่ยึดติดกับความสัมพันธ์ เธอมองว่าความรักเป็นเพียงภาพมายาและนำมาแต่ความเจ็บช้ำ แต่สิ่งที่ย้อนแย้งก็คือลึกๆ แล้วเธอก็ (แอบ) หวังที่จะได้พบรักแท้ที่จะมาเยียวยาบาดแผลที่เธอซุกซ่อนอยู่ภายใน…ในสักวันหนึ่ง
บทเพลงของวง The Smiths เป็นฝีมือการประพันธ์ของมอร์ริสซีย์ นักร้องนำของวง ซึ่งธีมหรือประเด็นหลักของเพลงที่เขาแต่งก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับสภาวะจิตใจของซัมเมอร์ ที่ชีวิตขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยแรงปรารถนามากกว่าหลักการหรือเหตุผล
ตัวละครในเพลงที่มอร์ริสซีย์แต่งล้วนโดดเดี่ยวและเสแสร้งแกล้งพอใจกับการอยู่อย่างสันโดษ
แต่ลึกๆ แล้วก็หลงใหลใฝ่ฝันที่จะได้พบกับคู่แท้หรือความรักอันเป็นนิรันดร์
ฟอร์มหรือรูปแบบการแต่งเพลงของมอร์ริสซีย์ เป็นการผสมผสานกันระหว่างการเล่าเรื่องและการเปรียบเปรยอย่างลึกซึ้งในลักษณะของกวีนิพนธ์
เขาเป็นนักแต่งเพลงที่มีลายเซ็นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในศิลปะการเล่าเรื่อง (Auteur)
ตั้งแต่ The Smiths ออกอัลบั้มชุดแรกในปี 1984 ก่อนที่จะยุบวงไปในปี 1987 โดยที่ไม่เคยมีการรียูเนียนอีกเลย กระทั่งมอร์ริสซีย์เป็นศิลปินเดี่ยวปล่อยอัลบั้มชุดแรกที่ชื่อ Viva Hate ออกมาในปี 1988 มาจนถึงปัจจุบัน มีการนำเพลงทั้งของวง The Smiths และมอร์ริสซีย์มาวิเคราะห์ตีความอย่างกว้างขวาง ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์
ทั้งในฐานะมนุษยนิยมแบบปัจเจกไปจนถึงการตีความความโศกตรมภายในจิตใจของมนุษย์ที่มอร์ริสซีย์นำเสนอออกมาผ่านบทเพลงในลักษณะตรงข้ามกับหลักจริยศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงด้านสว่างหรือความสง่างามของมนุษย์ถึงแม้ว่าจะอยู่ในจุดที่มืดหม่นอนธการที่สุดก็ตาม
ด๊อกเตอร์ โอลิเวอร์ เทิร์ล (Oliver Tearle) แห่ง Loughborough University เคยนำ This Charming Man อีกหนึ่งเพลงฮิตของวง The Smiths มาวิเคราะห์ในเชิงมนุษยวิทยาได้อย่างน่าสนใจ
โดยศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ท่านนี้แสดงทัศนะที่มีต่อเพลงนี้ว่ามันเป็นการก้าวผ่าน “ความเป็นชาย” จากวัยเด็กไปสู่วัยผู้ใหญ่โดยใช้ “จักรยาน” เป็นสื่อกลางในการเปรียบเทียบ
แก่นของเพลงนี้อยู่ในท่อนที่เขียนถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ล้อจักรยานรั่วจนขี่ต่อไม่ได้อยู่ข้างเขาลูกหนึ่ง
เด็กหนุ่มสงสัยว่าเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างแท้จริงหรือไม่ถ้าหากเขาสละรถจักรยานไว้ข้างทางแล้วเดินเท้ากลับบ้าน
เร็วเท่าความคิด อยู่ๆ ก็มีรถยนต์คันหนึ่งขับผ่านมาแล้วยื่นข้อเสนอต่อเด็กหนุ่มว่าจะขออาสาขับรถไปส่งที่บ้าน และผู้ชายในรถคันนี่นี้เองที่เป็นที่มาของชื่อเพลง This Charming Man
ทีแรกเด็กหนุ่มลังเลที่จะขึ้นรถแต่เจ้าของรถก็ใช้เล่ห์เพทุบายด้วยการใช้เบาะหนังนุ่มๆ หลอกล่อให้เด็กหนุ่มเผลอใจขึ้นมานั่งบนรถที่ขับทะยานไปข้างหน้าจนได้ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มสานสัมพันธ์กัน
นี่คือเพลงที่สื่อถึงรสนิยมทางเพศระหว่างชายกับชาย (Homoerotic), ความปรารถนา, ความสัมพันธ์ และการล่อลวง
แต่ถ้าหากมองด้วยกรอบอื่น This Charming Man ได้ซ่อนนัยยะที่ชวนให้ครุ่นคิดเอาไว้หลายอย่าง
หนึ่งในนั้นก็คือแนวคิดเกี่ยวกับสังคมชาวรักร่วมเพศ (ชายรักชาย) ที่มองว่าความรักอันแสนบริสุทธิ์ของสาวแรกรุ่นที่มีต่อชายหนุ่มก็เป็นสุดยอดปรารถนาในโลกไร้เพศได้เช่นกัน
ซึ่งมอร์ริสซีย์ได้ใช้กรอบสายตาของผู้หญิงมาใช้ในการแต่งเพลงนี้ได้อย่างแยบคาย
The Smiths เป็นวงอินดี้จากเมืองแมนเชสเตอร์ประเทศอังกฤษที่ผสมผสานดนตรีแนว Jangle Pop (ซาวด์กีตาร์ที่ให้เสียงแหลมสูง ได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากเพลง Mr. Tambourine Man ของ บ็อบ ดีแลน และซาวด์ดนตรีแนวไซคีเดลิกป๊อปของวง The Byrds)
มีวงอินดี้ร่วมรุ่นต้นยุค 80 ที่เล่นดนตรีในแนวใกล้เคียงกันอย่างวง New Order, R.E.M. และ The Wedding Present
ด้านการสร้างซาวด์กีตาร์และโครงสร้างคอร์ดที่ฟังง่ายแต่ผ่านวิธีคิดมาอย่างซับซ้อนของมือกีตาร์ จอห์นนี มาร์ เป็นเหมือนพิมพ์เขียวของดนตรีในแนวแดนซ์ ป็อป ที่ได้รับอิทธิพลมาจากดนตรี โพสต์ พังก์ แบบวง Siouxsie and the Banshees, Talking Heads, Magazine, The Cure, Wire และอีกหลายวง
แต่ถึงจะอย่างนั้น The Smiths ก็เป็นวงดนตรีที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน สิ่งสำคัญอยู่ที่ซาวด์กีตาร์ของ จอห์นนี มาร์ และวิธีการเขียนเพลงที่มีความเฉพาะตัวสูงลิ่วของมอร์ริสซีย์ ที่จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่มีศิลปินหรือว่าวงดนตรีวงไหนที่จะสร้างแนวดนตรีที่มีความเป็นออริจินอลอย่างสูงได้เหมือนที่วง The Smiths เคยทำได้
ไม่ว่าจะเป็นวง The Stones Roses, Blur, Suede, Deftomes, Pulp, เจฟ บัคลีย์, The National, Coldplay, Arcade Fire หรือแม้กระทั่งหนึ่งในวงดนตรีหัวก้าวหน้าที่สุดในโลกเวลานี้อย่าง Radiohead ก็ตาม
ไม่มีวัตถุดิบใดที่จะใช้เป็นเครื่องปรุงที่จะรังสรรค์เมนูอาหารได้อร่อยล้ำเลิศได้ถ้า “ลิ้น” ไม่ดีพอ
เฉกเช่นเดียวกับนักแต่งเพลงที่ประสบการณ์ส่วนตัวถือเป็นวัตถุดิบที่สุดวิเศษ มันคือรากฐานที่สำคัญที่สุดในการเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงและการขุดลึกเข้าไปถึงระดับที่สร้างความเจ็บปวดให้กับบาดแผลภายในจิตใจของตัวเองให้ได้มากที่สุดด้วยการใช้ทักษะด้านอักษรศาสตร์ในการพรรณนาเปรียบเปรยที่ไม่ต่างไปจากการใช้คมมีดปาดกลัดหนองให้ไหลทะลักออกมาอีกรอบ
เพลงอย่าง Please, Please, Please, Let Me Get What I Want, Girlfriend In a Coma, Suedehead, Everyday is Like a Sunday, Alma Matters, The More You Ignore Me, the Closer I Get และ Jack the Ripper คือตัวอย่างชั้นดี
การแต่งเพลงของมอร์ริสซีย์ ก็เป็นเหมือนดาบสองคม แต่เป็นดาบสองคมที่ไม่เหมือนสุภาษิตทั่วๆ ไป
คมแรกจากปลายมีดมีไว้เพื่อชำแหละเอาความทุกข์ในอดีตออกมาใช้ประสบการณ์ในการรักษาเยียวยาตัวเองซึ่งจะนำไปสู่การรู้จักตัวเองให้มากขึ้น
คมที่สองซึ่งก็ถือว่าสำคัญกว่ามากและโดยส่วนตัวแล้วได้เรียนรู้ผ่านเนื้อเพลงที่มอร์ริสซีย์แต่งมากที่สุดก็คือ “มรณัสสติ” หรือ “การระลึกถึงความตาย” เพื่อเตรียมใจรับมือกับความสูญเสียและเพื่อให้คุ้นชินกับการจากลา ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตายก็ตาม
มอร์ริสซีย์เคยจะมาเปิดคอนเสิร์ตในไทยมาแล้วแต่ก็ได้ยกเลิกคอนเสิร์ตไป แต่ในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ นักร้องและนักแต่งเพลงผู้ยิ่งใหญ่ที่มีรายชื่อติดอยู่ใน 100 อันดับนักร้องที่ดีที่สุดตลอดกาลของทางนิตยสาร Rolling Stone จะเดินทางมาเปิดการแสดงคอนเสิร์ตครั้งแรกในประเทศไทยที่สามย่าน มิตรทาวน์ ฮอลล์ กับ 40 Years of Morrissey คอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 40 ปีในการคร่ำหวอดอยู่ในวงการดนตรีของมอร์ริสซีย์
โอกาสที่จะได้เห็นตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่มาร้องเพลงที่อยู่ในใจของแฟนๆ มานานหลายทศวรรษในไทยแบบนี้อาจจะมีครั้งนี้แค่ครั้งเดียวก็ได้ ขอแนะนำอย่างสูงว่าไม่ควรพลาดจริงๆ
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022