โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

มอร์ริสซีย์ แสงสว่างที่ไม่เคยมอดดับ ในสวนแห่งอักษรดนตรี

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 15 พ.ย. 2566 เวลา 02.15 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2566 เวลา 02.15 น.

บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์

มอร์ริสซีย์

แสงสว่างที่ไม่เคยมอดดับ

ในสวนแห่งอักษรดนตรี

หนึ่งในฉากที่เป็นที่จดจำมากที่สุดฉากหนึ่งใน (500) Days of Summer หนังโรแมนติก/ดราม่าปี 2009 ที่ใช้ทุนสร้างเพียงน้อยนิด (7.5 ล้านเหรียญสหรัฐ) แต่กลับครองใจคนรักหนังอย่างมหาศาลมาอย่างยาวนานอยู่ในฉากที่ซัมเมอร์ (ซูอี เดสชาแนล) นางเอกของเรื่องถาม ทอม แฮนเซน (โจเซฟ กอร์ดอน-ลูอิตต์) ชายหนุ่มนักเขียนต๊อกต๋อยที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษว่า “คุณชอบวง The Smiths เหรอ?” หลังจากที่เธอได้ยินเสียงเพลง “There is a Light That Never Goes Out” ดังเล็ดลอดออกมาจากเฮดโฟนของชายหนุ่ม

ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะบอกกับทอมว่าเธอรักวงดนตรีจากเกาะอังกฤษวงนี้แค่ไหน หลังจากนั้น ซัมเมอร์ก็ร้องเพลงท่อนหนึ่งจจากบทเพลงที่โด่งดังที่สุดของวง The Smiths ออกมา

“To die by your side is such a heavenly way to die” ที่แปลได้ว่า “เมื่อถึงคราต้องลาไปเสียจากโลกนี้ หากแม้ได้สิ้นลมเคียงคู่เจ้า มรณานี้คงงดงาม ราวอยู่บนแดนสวรรค์”

หลังจากนั้น ซัมเมอร์และทอมก็สานสัมพันธ์จนได้เป็นคนรักกัน แต่ซัมเมอร์เป็นผู้หญิงที่ไม่ยึดติดกับความสัมพันธ์ เธอมองว่าความรักเป็นเพียงภาพมายาและนำมาแต่ความเจ็บช้ำ แต่สิ่งที่ย้อนแย้งก็คือลึกๆ แล้วเธอก็ (แอบ) หวังที่จะได้พบรักแท้ที่จะมาเยียวยาบาดแผลที่เธอซุกซ่อนอยู่ภายใน…ในสักวันหนึ่ง

บทเพลงของวง The Smiths เป็นฝีมือการประพันธ์ของมอร์ริสซีย์ นักร้องนำของวง ซึ่งธีมหรือประเด็นหลักของเพลงที่เขาแต่งก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับสภาวะจิตใจของซัมเมอร์ ที่ชีวิตขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยแรงปรารถนามากกว่าหลักการหรือเหตุผล

ตัวละครในเพลงที่มอร์ริสซีย์แต่งล้วนโดดเดี่ยวและเสแสร้งแกล้งพอใจกับการอยู่อย่างสันโดษ

แต่ลึกๆ แล้วก็หลงใหลใฝ่ฝันที่จะได้พบกับคู่แท้หรือความรักอันเป็นนิรันดร์

ฟอร์มหรือรูปแบบการแต่งเพลงของมอร์ริสซีย์ เป็นการผสมผสานกันระหว่างการเล่าเรื่องและการเปรียบเปรยอย่างลึกซึ้งในลักษณะของกวีนิพนธ์

เขาเป็นนักแต่งเพลงที่มีลายเซ็นอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในศิลปะการเล่าเรื่อง (Auteur)

ตั้งแต่ The Smiths ออกอัลบั้มชุดแรกในปี 1984 ก่อนที่จะยุบวงไปในปี 1987 โดยที่ไม่เคยมีการรียูเนียนอีกเลย กระทั่งมอร์ริสซีย์เป็นศิลปินเดี่ยวปล่อยอัลบั้มชุดแรกที่ชื่อ Viva Hate ออกมาในปี 1988 มาจนถึงปัจจุบัน มีการนำเพลงทั้งของวง The Smiths และมอร์ริสซีย์มาวิเคราะห์ตีความอย่างกว้างขวาง ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์

ทั้งในฐานะมนุษยนิยมแบบปัจเจกไปจนถึงการตีความความโศกตรมภายในจิตใจของมนุษย์ที่มอร์ริสซีย์นำเสนอออกมาผ่านบทเพลงในลักษณะตรงข้ามกับหลักจริยศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงด้านสว่างหรือความสง่างามของมนุษย์ถึงแม้ว่าจะอยู่ในจุดที่มืดหม่นอนธการที่สุดก็ตาม

ด๊อกเตอร์ โอลิเวอร์ เทิร์ล (Oliver Tearle) แห่ง Loughborough University เคยนำ This Charming Man อีกหนึ่งเพลงฮิตของวง The Smiths มาวิเคราะห์ในเชิงมนุษยวิทยาได้อย่างน่าสนใจ

โดยศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์ท่านนี้แสดงทัศนะที่มีต่อเพลงนี้ว่ามันเป็นการก้าวผ่าน “ความเป็นชาย” จากวัยเด็กไปสู่วัยผู้ใหญ่โดยใช้ “จักรยาน” เป็นสื่อกลางในการเปรียบเทียบ

แก่นของเพลงนี้อยู่ในท่อนที่เขียนถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ล้อจักรยานรั่วจนขี่ต่อไม่ได้อยู่ข้างเขาลูกหนึ่ง

เด็กหนุ่มสงสัยว่าเขาจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างแท้จริงหรือไม่ถ้าหากเขาสละรถจักรยานไว้ข้างทางแล้วเดินเท้ากลับบ้าน

เร็วเท่าความคิด อยู่ๆ ก็มีรถยนต์คันหนึ่งขับผ่านมาแล้วยื่นข้อเสนอต่อเด็กหนุ่มว่าจะขออาสาขับรถไปส่งที่บ้าน และผู้ชายในรถคันนี่นี้เองที่เป็นที่มาของชื่อเพลง This Charming Man

ทีแรกเด็กหนุ่มลังเลที่จะขึ้นรถแต่เจ้าของรถก็ใช้เล่ห์เพทุบายด้วยการใช้เบาะหนังนุ่มๆ หลอกล่อให้เด็กหนุ่มเผลอใจขึ้นมานั่งบนรถที่ขับทะยานไปข้างหน้าจนได้ หลังจากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มสานสัมพันธ์กัน

นี่คือเพลงที่สื่อถึงรสนิยมทางเพศระหว่างชายกับชาย (Homoerotic), ความปรารถนา, ความสัมพันธ์ และการล่อลวง

แต่ถ้าหากมองด้วยกรอบอื่น This Charming Man ได้ซ่อนนัยยะที่ชวนให้ครุ่นคิดเอาไว้หลายอย่าง

หนึ่งในนั้นก็คือแนวคิดเกี่ยวกับสังคมชาวรักร่วมเพศ (ชายรักชาย) ที่มองว่าความรักอันแสนบริสุทธิ์ของสาวแรกรุ่นที่มีต่อชายหนุ่มก็เป็นสุดยอดปรารถนาในโลกไร้เพศได้เช่นกัน

ซึ่งมอร์ริสซีย์ได้ใช้กรอบสายตาของผู้หญิงมาใช้ในการแต่งเพลงนี้ได้อย่างแยบคาย

The Smiths เป็นวงอินดี้จากเมืองแมนเชสเตอร์ประเทศอังกฤษที่ผสมผสานดนตรีแนว Jangle Pop (ซาวด์กีตาร์ที่ให้เสียงแหลมสูง ได้รับอิทธิพลโดยตรงมาจากเพลง Mr. Tambourine Man ของ บ็อบ ดีแลน และซาวด์ดนตรีแนวไซคีเดลิกป๊อปของวง The Byrds)

มีวงอินดี้ร่วมรุ่นต้นยุค 80 ที่เล่นดนตรีในแนวใกล้เคียงกันอย่างวง New Order, R.E.M. และ The Wedding Present

ด้านการสร้างซาวด์กีตาร์และโครงสร้างคอร์ดที่ฟังง่ายแต่ผ่านวิธีคิดมาอย่างซับซ้อนของมือกีตาร์ จอห์นนี มาร์ เป็นเหมือนพิมพ์เขียวของดนตรีในแนวแดนซ์ ป็อป ที่ได้รับอิทธิพลมาจากดนตรี โพสต์ พังก์ แบบวง Siouxsie and the Banshees, Talking Heads, Magazine, The Cure, Wire และอีกหลายวง

แต่ถึงจะอย่างนั้น The Smiths ก็เป็นวงดนตรีที่ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน สิ่งสำคัญอยู่ที่ซาวด์กีตาร์ของ จอห์นนี มาร์ และวิธีการเขียนเพลงที่มีความเฉพาะตัวสูงลิ่วของมอร์ริสซีย์ ที่จนกระทั่งบัดนี้ก็ยังไม่มีศิลปินหรือว่าวงดนตรีวงไหนที่จะสร้างแนวดนตรีที่มีความเป็นออริจินอลอย่างสูงได้เหมือนที่วง The Smiths เคยทำได้

ไม่ว่าจะเป็นวง The Stones Roses, Blur, Suede, Deftomes, Pulp, เจฟ บัคลีย์, The National, Coldplay, Arcade Fire หรือแม้กระทั่งหนึ่งในวงดนตรีหัวก้าวหน้าที่สุดในโลกเวลานี้อย่าง Radiohead ก็ตาม

ไม่มีวัตถุดิบใดที่จะใช้เป็นเครื่องปรุงที่จะรังสรรค์เมนูอาหารได้อร่อยล้ำเลิศได้ถ้า “ลิ้น” ไม่ดีพอ

เฉกเช่นเดียวกับนักแต่งเพลงที่ประสบการณ์ส่วนตัวถือเป็นวัตถุดิบที่สุดวิเศษ มันคือรากฐานที่สำคัญที่สุดในการเล่าเรื่องราวผ่านบทเพลงและการขุดลึกเข้าไปถึงระดับที่สร้างความเจ็บปวดให้กับบาดแผลภายในจิตใจของตัวเองให้ได้มากที่สุดด้วยการใช้ทักษะด้านอักษรศาสตร์ในการพรรณนาเปรียบเปรยที่ไม่ต่างไปจากการใช้คมมีดปาดกลัดหนองให้ไหลทะลักออกมาอีกรอบ

เพลงอย่าง Please, Please, Please, Let Me Get What I Want, Girlfriend In a Coma, Suedehead, Everyday is Like a Sunday, Alma Matters, The More You Ignore Me, the Closer I Get และ Jack the Ripper คือตัวอย่างชั้นดี

การแต่งเพลงของมอร์ริสซีย์ ก็เป็นเหมือนดาบสองคม แต่เป็นดาบสองคมที่ไม่เหมือนสุภาษิตทั่วๆ ไป

คมแรกจากปลายมีดมีไว้เพื่อชำแหละเอาความทุกข์ในอดีตออกมาใช้ประสบการณ์ในการรักษาเยียวยาตัวเองซึ่งจะนำไปสู่การรู้จักตัวเองให้มากขึ้น

คมที่สองซึ่งก็ถือว่าสำคัญกว่ามากและโดยส่วนตัวแล้วได้เรียนรู้ผ่านเนื้อเพลงที่มอร์ริสซีย์แต่งมากที่สุดก็คือ “มรณัสสติ” หรือ “การระลึกถึงความตาย” เพื่อเตรียมใจรับมือกับความสูญเสียและเพื่อให้คุ้นชินกับการจากลา ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตายก็ตาม

มอร์ริสซีย์เคยจะมาเปิดคอนเสิร์ตในไทยมาแล้วแต่ก็ได้ยกเลิกคอนเสิร์ตไป แต่ในวันที่ 18 พฤศจิกายนนี้ นักร้องและนักแต่งเพลงผู้ยิ่งใหญ่ที่มีรายชื่อติดอยู่ใน 100 อันดับนักร้องที่ดีที่สุดตลอดกาลของทางนิตยสาร Rolling Stone จะเดินทางมาเปิดการแสดงคอนเสิร์ตครั้งแรกในประเทศไทยที่สามย่าน มิตรทาวน์ ฮอลล์ กับ 40 Years of Morrissey คอนเสิร์ตฉลองครบรอบ 40 ปีในการคร่ำหวอดอยู่ในวงการดนตรีของมอร์ริสซีย์

โอกาสที่จะได้เห็นตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่มาร้องเพลงที่อยู่ในใจของแฟนๆ มานานหลายทศวรรษในไทยแบบนี้อาจจะมีครั้งนี้แค่ครั้งเดียวก็ได้ ขอแนะนำอย่างสูงว่าไม่ควรพลาดจริงๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...