โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันเทิง

"ญดา" โหมงานจนร่างพัง! ถูกหามเข้าห้องฉุกเฉินบ่อย อินบท ติดนิสัยตัวละคร

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
“ญดา” โดนว่าไม่สวยพอเป็นนางเอก? ไม่ถึง 30 แต่ร่างพัง! แพนิค ไทรอยด์ หอบหืด จนถูกหามเข้าห้องฉุกเฉินบ่อย เคยอินจัด ติดนิสัยตัวละคร ร่างทรง-สืบสันดาน

"ญดา" โดนว่าไม่สวยพอเป็นนางเอก? ไม่ถึง 30 แต่ร่างพัง! แพนิค ไทรอยด์ หอบหืด จนถูกหามเข้าห้องฉุกเฉินบ่อย เคยอินจัด ติดนิสัยตัวละคร ร่างทรง-สืบสันดาน

เปิดใจนักแสดงสาว "ญดา นริลญา กุลมงคลเพชร" จากเด็กอินโทรเวิร์ตหลังกล้อง สู่การเป็นนักแสดงที่แบกความกดดัน เล่าชีวิตหลังกล้องที่ไม่ค่อยมีใครรู้ การเติบโตมากับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว กดดันจากบทบาทและการโดนคอมเมนต์รูปลักษณ์ รวมถึงประสบการณ์ป่วยเป็นไทรอยด์ หอบหืด จากการโหมงานหนัก ความคาดหวังในวงการ จนเกิดอาการแพนิคขึ้นโดยไม่ทันได้ตั้งตัว และมุมมองชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อเริ่มดูแลใจตัวเองมากขึ้น ผ่านรายการ PrimeCast With PUNPUN ที่มี "ปันปัน สุทัตตา" เป็นพิธีกร

ญดาเข้าวงการตั้งแต่อายุ 13 ใช่ไหม ?

ญดา นริลญา : ใช่ค่ะ เริ่มจากแคสโฆษณาค่ะ แล้วก็ค่อย ๆ ได้มาเล่นซีรีย์ของนาดาว ปีแรกเลยจะเป็นโฆษณาอย่างเดียว พอเริ่มเข้าปีที่ 2 ก็จะเริ่มมาซีรีส์แล้วก็ละครเลย

คิดว่าเป็นคนที่โตมาแบบไหน ?

ญดา นริลญา : โตมาแบบคุณแม่เข้มเข้มงวดมาก ๆ เลย เหมือนคุณแม่เป็น single mom ใช่ไหม แล้วก็จะสนิทกับคุณแม่มาก คุณแม่ก็สอนมาแบบให้มีความเป็นผู้หญิงมากๆ ก็คือต้องมีระเบียบวินัย จะต้องพูดเพราะ ต้องเรียบร้อย

ชีวิตวัยเด็กของเราโดยที่เราทำงานตั้งแต่เด็กต่างกับเพื่อนที่โรงเรียนไหม ?

ญดา นริลญา : ต่างค่ะ เพราะว่าเพื่อนคนอื่นๆ เขาก็อาจจะมีวันหยุด ไปหาความสุขจากครอบครัวหรือจากเพื่อน หรือหากิจกรรมทำ แต่เราก็คือไม่ใช่แค่เฉพาะวันหยุด วันธรรมดาเราก็เริ่มต้นทำงานแล้ว

วัยเด็กเป็นคนยังไง ?

ญดา นริลญา : เงียบมาก เป็นเด็ก introvert เลย ขี้อายด้วย ไม่ค่อยกล้าแสดงออก แต่ถ้าเกิดไปอยู่ที่หน้ากล้องหรือว่าเป็นการแคสงาน ชอบมากจะกล้าแสดงออก

คุณแม่สนับสนุนให้เข้าวงการ ?

ญดา นริลญา : คุณแม่สนับสนุนนะคะ คุณแม่เป็นคนเดียวเลยในบ้านตอนนั้นที่สนับสนุน อยากให้ทำงานในวงการบันเทิง จริง ๆ ก็ไม่ได้เรียกว่าทำงานหรอก เหมือนคุณแม่รู้สึกว่าเห็นลูกทำแล้วทำออกมาได้ แล้วคุณแม่ภูมิใจ เหมือนทุกครั้งเวลาที่คุณแม่ไปยืนดูเราทำงานอย่างนี้ เขาจะร้องไห้ทุกครั้งเลย เขารู้สึกว่าภูมิใจ มันตื้นตัน

จุดไหนที่รู้สึกว่าอยากจะมาเป็นนักแสดงเต็มตัว ?

ญดา นริลญา : ตั้งแต่ปีแรกเลยค่ะ ปีแรกก็เริ่มต้นแคสโฆษณาแล้วก็ได้งานโฆษณาเยอะมาก ๆ ไปโรงเรียนแค่เป็นหลัก 10 วัน แล้วก็เริ่มรู้แล้วว่าอันนี้แหละที่เราจะต้องทำมันเป็นอาชีพหลัก รองคือการเป็นนักเรียน ก็เลยเริ่มต้นทำงานตั้งแต่ตอนอายุ 13-14 เลย เพราะว่าปีแรกถ่ายโฆษณาไปตั้ง 70 กว่าตัวแล้วมันทำงานทุกวันเลย จะวันฟิตติ้งวันถ่าย 70 กว่าตัว

เป็นคนโครงหน้าสวยตั้งแต่เด็ก ?

ญดา นริลญา : ไม่เลย ไม่ได้เป็นเด็กหน้าตาน่ารักขาว ของหนูผอมๆ แห้งๆ แล้วก็แบบผิวเข้มๆ ฟันเหยินด้วยตอนเด็กๆ

เป็นหอบหืดแล้วก็เป็นไทรอยด์เป็นพิษ ?

ญดา นริลญา : ใช่ค่ะ หอบหืดคิดว่าน่าจะได้รับอิทธิพลมาจากคุณแม่ เพราะคุณแม่เป็น แล้วเหมือนเราก็ไม่ได้เป็นมาตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ แต่ว่าพอเราทำงานเยอะๆ ในช่วงหลังๆ มา แบบ 3-4 ปีที่ผ่านมาแล้วเราเริ่มมีอาการเป็นหอบหืด แต่คือเราไม่เคยไปทำ allergy test เราไม่เคยตรวจว่าแพ้อะไรด้วย ซึ่งที่บ้านเราเลี้ยงแมว 8 ตัว แล้วเราเพิ่งไปตรวจเจอว่าเราแพ้แมวขั้นรุนแรง แบบแพ้ขนแมว มันก็เลยทำให้เราเพิ่งจะเริ่มมีอาการเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมานี่เอง

อาการที่มันเกิดขึ้นคืออะไร ?

ญดา นริลญา : อาการก็คือจะรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวก แน่นหน้าอก แล้วก็รู้สึกว่าเราหายใจเข้าไปได้แค่นิดเดียว เหมือนหลอดลมเรามันคล้ายหลอด แล้วเหมือนกับว่าเราบีบหลอดไว้ แล้วมันมีรูหายใจแค่นิดเดียว

การเป็นหอบหืดกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันหรือการทำงานไหม ?

ญดา นริลญา : กระทบนะคะ เหมือนตอนช่วงที่เราต้องถ่ายฉากใต้น้ำอย่างนี้ อันนี้คือมีผลมากๆ เพราะว่าเจออากาศชื้น อากาศหนาวเย็นเกินไปก็ไม่ได้ เหมือนยิ่งลงไปใต้น้ำเหมือนเราหายใจได้ไม่ดีอยู่แล้ว แล้วมันยิ่งไปกระตุ้นข้างในด้วย เคยถ่ายใต้น้ำแล้วแล้วเหมือนหายใจได้ไม่ทัน แล้วก็ตะคริวกินท้องไปเลย เหมือนมันมีอาการแพนิคร่วมด้วย เพราะเราหายใจได้ไม่ดีอยู่แล้ว ก็เลยเข็ดกับฉากใต้น้ำอยู่

ฉากบู๊ต้องวิ่งมีผลไหม ?

ญดา นริลญา : ก็มีผลกับอะไรที่มันมีฝุ่นควัน smoke ก็ต้องเลี่ยงค่ะ แบบว่าอยู่ให้ได้น้อยที่สุด เหมือนกับว่าจะถ่ายจริง ๆ แล้วเดี๋ยวค่อยเข้ามาหรือไม่ก็ใส่แมสตลอดเวลา

เรื่องของไทรอยด์เป็นพิษอยู่ดีๆ เกิดอะไรขึ้น ?

ญดา นริลญา : เราไม่รู้ไงว่ามันเป็นไทรอยด์ เหมือนก่อนหน้านี้เราคิดว่าเราเป็นหอบหืดอย่างเดียว แล้วเราก็ไม่เคยไปตรวจจริง ๆ จัง ๆ ว่าอาการที่เราเป็นแบบหัวใจเต้นเร็ว เหนื่อยง่าย เราคิดว่ามันมาจากหอบหืดตลอด แล้วมันมีวันหนึ่งอยู่ ๆ ญดาเดินในบ้าน เป็นวันหยุดใช่ไหม เดินจากโซฟาไปเข้าห้องน้ำ แล้วเราใส่นาฬิกา มันขึ้นว่าหัวใจเราเต้น 150 คิดในใจแล้วว่าโรคหัวใจถามหา ต้องให้หมอดูแลหัวใจ (หัวเราะ) ก็เลยไปหาคุณหมอเรื่องโรคหัวใจ สุดท้ายแล้วคุณหมอก็จับตรวจไทรอยด์ด้วย เพราะว่ามันอาจจะมาจากโรคแล้วมีผลข้างเคียงเรื่องหัวใจ ก็ได้รู้ว่าเป็นไทรอยด์เป็นพิษ

อาการที่หมอบอกว่าจะเกิดขึ้นคือ ?

ญดา นริลญา : เราจะหัวใจเต้นเร็ว เราจะเหนื่อยง่าย ฮอร์โมนเราจะแปรปรวน ประจำเดือนมาไม่ปกติ แล้วก็เรื่องของอารมณ์เราด้วย ก็อาจจะ sensitive ง่ายหน่อย คุณหมอรักษาโดยการให้ทานยาค่ะ เป็นยาควบคุมอาการไทรอยด์ แล้วก็ยาลดการอัตราการเต้นหัวใจ

ไฮเปอร์ไทรอยด์ ซึ่งปกติแล้วคนที่เป็นคือ ?

ญดา นริลญา : มันจะมีไฮเปอร์กับไฮโป ก็คือเราเป็นไฮเปอร์จะผอม ไฮโปรเป็นแบบอ้วน แต่เราอ้วน

เป็นไฮเปอร์ไทรอยด์ต้องผอมไม่ใช่เหรอ ต้องกินเยอะ ๆ เพราะว่าเราไม่ชอบตัวเองผอม ?

ญดา นริลญา : ใช่ค่ะ เหมือนพอเรามีอาการไทรอยด์ แล้วมันทำให้เราผอมลงไปเรื่อย ๆ เลย ก่อนหน้านี้แก้มบุ๋มลงไปเลย เพราะมันแบบแก้มตอบแล้วก็ตัวผอมมาก ตรงนี้ผอมสุด ๆ เลย แขนผอมหมดเลยแล้วเรารู้สึกว่าเราไม่ชอบ เหมือนเราไม่ชอบเห็นตัวเองเป็นแบบนี้ แล้วมันดูเหมือนคนป่วย มันดูสุขภาพไม่ดี ดูไม่ Healthy ก็เลยพยายามกิน แล้วมันก็กินอร่อย

น้ำหนักลงไปก็คือต้องฝืนกินใช่ไหม ?

ญดา นริลญา : ใช่ค่ะฝืนกิน เหมือนแบบว่าจริง ๆ แล้วคนที่เป็นไฮเปอร์ไทรอยด์จะหิวทั้งวันอยู่แล้ว แต่ปกติคือเหมือนกินเท่านี้ก็อิ่มแล้ว แต่เราพยายามเอาเข้าไปอีก เหมือนกินเข้าไปอีก

ดูแลสุขภาพตัวเองยังไง ?

ญดา นริลญา : routine ชีวิตของญดาก็คือก่อนหน้านี้ต้องยอมรับเลยว่า ก่อนที่เราจะรู้ว่าเราเป็นโรคหอบหืดแล้วก็เป็นโรคไทรอยด์ เราใช้ร่างกายหนักมาก เพราะว่าเรารู้สึกว่าเราอยากทุ่มเทให้กับงานมันออกมาดีที่สุด โดยที่เราอาจจะไม่ได้ถามสุขภาพขนาดนั้น ว่าไหวไหม ไม่ได้ถามร่างกาย แต่คือลึก ๆ ก็รู้แหละว่าเราใช้เยอะ แต่เราคิดว่าไม่เป็นไรเหมือนใจเราไหว แล้วเราก็คิดเองว่าเรายังอายุน้อยอยู่ ซึ่งอยากเตือนทุกคนตรงนี้เลยว่า มันไม่ใช่แค่อายุน้อย แล้วมันจะสุขภาพแข็งแรงดีไม่เป็นอะไร ไม่ป่วย อายุน้อยก็ป่วยได้ เหมือนครั้งแรกที่ญดารู้ว่าญดาป่วยเป็นไทรอยด์ ร้องไห้เลย ตกใจ คือรู้ว่าโรคนี้ไม่ได้ร้ายแรง รู้แต่เสียใจ ที่ผ่านมาเราละเลยร่างกาย ไม่ได้ดูแลสุขภาพเราขนาดที่มันควรจะเป็น เพราะเราใช้เขาเยอะมาก

ตอนนี้ก็คือดูแลสุขภาพโดยการที่พยายามไปตรวจสุขภาพบ่อย ๆ เพราะว่าร่างกายมันอยู่ข้างในเหมือนรถต้องเข้าเช็คระยะ เรามองไม่เห็นว่าเขาเป็นยังไงบ้างแล้ว ก็พยายามติดตามสถานะอาการสุขภาพของเราเรื่อย ๆ แล้วก็พยายามหันมาออกกำลังกาย จากก่อนหน้านี้เราไม่ออกกำลังกายเลย เพราะว่าเหนื่อยแล้วจากการทำงานก็กลับมานอน กลับมานอนพักเลยทันที ก็พยายามออกกำลังกายมากขึ้น เลือกทานอาหารที่มันมีประโยชน์มากขึ้น ชอบเล่นโยคะ เพราะว่าเหมือนตอนคุณหมอบอกว่ายังไม่อยากให้ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอหรือทำอะไรที่หัวใจมันจะเต้นเร็วขึ้นมา

เรื่องอาหาร ?

ญดา นริลญา : ก่อนหน้านี้กินแซ่บ กินอร่อย กินแต่ของทอด ข้าวหมูทอด ข้าวไก่ทอด ทงคัตสึอะไรอย่างนี้ค่ะ ตอนนี้ก็คือลดน้อยลง พยายามเลือกกินของต้ม แบบชาบูอะไรอย่างนี้ ชาบูน้ำใส ไม่จิ้ม จิ้มนิดหนึ่ง โซเดียมเยอะเดี๋ยวเลือดหนืด

การนอนเป็นยังไง ?

ญดา นริลญา : การนอนนี่คือของหนูคือยากมาก เพราะว่าเราออกกองถ่ายตั้งแต่เช้ายันมืด บางทีก็เลิกเรท หลังจาก 22:00 น. ไปอีก มันก็ทำให้ระยะเวลาการนอนเรามันคือ 4-5 ชั่วโมงประมาณนี้ หรือบางวันอาจจะน้อยกว่านั้น แต่ถ้าเกิดเป็นวันหยุดจริง ๆ จะพยายามนอนให้เกิน 5 ชั่วโมง นอนให้มันถึง 7-8 ชั่วโมงอะไรอย่างนี้ค่ะ

มีเคล็ดลับอีกไหม ?

ญดา นริลญา : พยายามที่จะดื่มเครื่องดื่มที่มันเป็นคาเฟอีน แต่เราดันเป็นไทรอยด์ด้วยก็เลยดื่มเยอะไม่ได้ ได้แค่จิบนิดๆ อย่างเช่นชา ชาเขียว กาแฟ อะไรอย่างนี้ค่ะ พูดไปงั้นแหละความจริงกินอะไร น้ำอัดลม (หัวเราะ)

เป็นคนที่อินกับบทซีรีส์ หนังมากจนถึงขั้นออกจากตัวละครไม่ได้ ?

ญดา นริลญา : ไม่เชิงว่าออกไม่ได้ เพราะว่าคัทปุ๊บเราก็ออกแล้ว แต่หมายถึงว่ามันจะมีอาการแบบนี้ค่ะ มันจะเป็นพฤติกรรมที่เราทำสิ่งเดิมซ้ำๆ วนลูปซ้ำๆ บ่อยๆ จนกว่ามันจะจบเรื่อง แล้วพอจบเรื่องมันยังติดพฤติกรรมนั้นมาอยู่ อย่างเช่นเรื่องสืบสันดานที่รับบทเป็นไข่มุก ที่เป็นเมด คือเหมือนไข่มุกเขาจะเป็นคนที่ไม่พูด เหมือนเขาจะเป็นคนคิดวางแผนอยู่ในหัวตัวเองตลอด แล้วปกติเราเป็นคนช่างพูด เหมือนเราคิดอะไรเราก็พูดเป็นแบบปกติธรรมดา แต่ว่าพอถ่ายเรื่องนั้นจบเหมือนเราไม่พูด เหมือนเรากลายเป็นว่าติดนิสัยการเก็บแล้วคิดคนเดียว จนคนรอบข้างมาบอกว่าทำไมนิสัยเปลี่ยนไป ทำไมแปลกๆ คุณแม่บอก

ไม่ได้เป็นขั้นรุงแรง ?

ญดา นริลญา : เข้าใจได้นะเพราะว่าจริงๆ มันอาจจะมีบางฉากที่เข้าไปไปกระตุ้นความรู้สึกเขา ความทรงจำเขา หรือบาดแผลในใจเขา แล้วพอเราไปเปิดมันออกมาบางทีมันหยุดไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่แค่แสดงแล้ว มันคือการเอาเรื่องจริงออกมา มันก็เลยไม่ควรทำ

ตอนที่เล่นเป็นมิ้งในเรื่องร่างทรงมีอาการแบบนั้นไหม เพราะเรื่องนั้นน่าจะน่าจะหนักมาก ?

ญดา นริลญา : หนักมากค่ะ เรื่องนั้นคือไม่รู้ตัวเลยดีกว่า คือคนรอบข้างบอกว่าเราเปลี่ยนไป แต่เรารู้สึกว่าเราปกติ คือเรารู้สึกว่าไม่ได้เป็นไร แต่ว่าคุณแม่บอกว่าแบบทำไมไปนั่งคนเดียวตรงนั้น อย่านั่งก้มหน้าแบบนั้น ชอบติดบุคลิกมา ตอนถ่ายเรื่องสืบสันดานที่เป็นเมดก็จะติดบุคลิกโดนหลังตรงเลย

เรื่องร่างทรงลดน้ำหนักไปจนน้ำหนัก 38 ปกติหนักเท่าไหร่ ?

ญดา นริลญา : ปกติตอนนั้นที่ก่อนเริ่มถ่ายคือหนัก 45 แล้วตอนที่ต้องลดน้ำหนักก็มีนักโภชนาการมาดูแล แล้วเขาก็วัดน้ำหนัก วัดมวลกล้ามเนื้อ แล้วก็เหมือนเขาคำนวณแล้วเขารู้สึกว่า ถ้าเกิดลดจาก 45 ไป 35 เหมือนมันจะอันตราย หมายถึงว่ามันมีมวลของกระดูกไปด้วย แล้วเขารู้สึกว่าไม่อยากไปทำร้ายสุขภาพเรา เขาก็เลยให้เราเพิ่มน้ำหนักจาก 45 มา 48-49 แล้วเริ่มถ่ายตอนช่วงนั้น ตอนช่วงน้ำหนักเท่านั้นก่อน ช่วงแรกของเรื่องแล้วก็ตอนหลังก็คือลดลงไปเป็น 38 ใน 1 เดือน กินน้อยมากๆ เลย เหมือนเขาจะส่งอาหารมาให้ตลอด มีนักโภชนาการดูแลแบบใกล้ชิด ก็ส่งเป็นอาหารแบบเก็บได้ 2-3 วัน 3 วันส่งที แล้วก็ทุก ๆ 3 วันอาหารจะถูกเปลี่ยนไปในแบบที่น้อยลงเรื่อยๆ

ช่วงนั้นมีผลข้างเคียงอะไรบ้าง ?

ญดา นริลญา : เยอะมากค่ะ sensitive ง่าย ผมร่วงเป็น 2 กำมือ มารู้สึกว่าร่วงจริงๆ คือ 1 เดือนหลังจากลดไปแล้ว ตอนนั้นรู้สึกแค่นั้น เพราะว่ามันเบลอ ต้องประคองร่างไปถ่ายหนังด้วย เรียนมหาลัยด้วย ต้องสอบด้วย หิวมาก โมโหหิว

เคยเป็นไทรอยด์จนถึงขั้นเป็นโรคแพนิคเลย ?

ญดา นริลญา : ใช่ค่ะ เหมือนกับว่ามันจะเป็นหอบแล้วก็บวกกับไทรอยด์แล้วก็กลายเป็นแพนิค จริงๆ น่าจะ 2 อย่างควบคู่กันด้วย เพราะว่าเหมือนหอบหืดทำให้เราหายใจได้ไม่สะดวก เวลาที่เราถูกกระตุ้นแล้วคือช่วงนั้นเราถูกกระตุ้นจริงๆ เพราะเราออกกองถ่ายที่เราเจอ smoke แล้วมันกระตุ้นหนักมาก เป็นช่วงที่เข้าห้องฉุกเฉินบ่อยมาก เลิกกองหรือยังไม่ทันเลิกกองก็คือถูกหามเข้าห้องฉุกเฉิน เพราะมันเจอ smoke หนัก หลอดลมมันตีบมาก ๆ จนมีเสียงวี๊ดในปอด 2 ข้าง แล้วก็ตอนนั้นคือเรายังไม่รู้ว่าเราเป็นไทรอยด์ แต่ตอนนี้คือเรารู้แล้วว่ามันบวกกับอาการไทรอยด์ด้วย ตรงที่ว่าหัวใจเรามันเต้นเร็วมาก ๆ แล้วมันบวกกับตอนนั้นเราเจอกับเหตุการณ์ที่มันสะเทือนใจ กับการเหนื่อยจากการทำงานด้วย มันประดังประเดมากทับถมหนูมากจนอยู่ ๆ ก็กลายเป็นว่าอยู่ในที่สาธารณะแล้วร้องไห้ฮือออกมาเลยแบบโฮออกมาเลย เหมือนเป็นแพนิคออกมา เหมือนมันค่อย ๆ เริ่มจากมันมีอะไรไปกระตุ้นความรู้สึกเรา แล้วเราก็มีอาการหอบอยู่แล้วไทรอยด์อยู่แล้ว แล้วเราก็รู้สึกว่ามือสั่น คือตอนนั้นใจมันไปแล้ว แต่ว่าอาการทางร่างกายมันออกจากมือก่อน เหมือนมือสั่น ใจเต้นเร็ว หายใจติดขัดไม่สะดวก รู้สึกเลยว่าเหมือนที่มันแคบลง เหมือนภาพเราถูกบีบลงมา แล้วเหมือนเรากำลังจะถูกทับ หายใจไม่ได้ เหมือนกำลังจะตาย

ทำยังไงตอนนั้น อยู่กลางงานคนเยอะ ๆ เลย ?

ญดา นริลญา : อยู่ที่สาธารณะค่ะ วันนั้นไม่ใช่อีเว้นท์ วันนั้นเหมือนเสร็จจากงานแล้วไปกินข้าว แล้วโชคดีที่อยู่กับ หมอเจี๊ยบ ลลนา พี่เจี๊ยบก็บอก "เป็นไรป่าวเนี่ยๆ" แล้วคือสัญชาตญาณของแพทย์ เขาก็รีบพาเราออกไปอยู่ในที่โล่ง ที่อากาศถ่ายเท แล้วเขาก็แบบว่าใจเย็นๆ นะ ค่อยๆ หายใจเข้า หายใจออก แล้วพอเราถูกย้ายบรรยากาศจากอยู่ในอินดอร์มาเอาท์ดอร์มันก็รู้สึกว่ามันค่อย ๆ ดีขึ้น

ในฐานะของดาราสาว มีโดนคอมเมนต์แบบจี๊ดใจบ้างไหม ?

ญดา นริลญา : มีอยู่แล้ว ทุกเรื่องเลยมั้ง ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา ส่วนมากจะเป็นหน้าตานะ คือเหมือนตอนที่เราเล่นละครแล้วเราเล่นซีรีส์กับหนัง ทุกเรื่องแทบจะไม่ได้เมคอัพเลย คือเหมือนแต่งหน้าน้อยมาก ๆ แล้วก็เราไม่ได้ติดขนตาสวย ทาปาก ทำผมลอน เหมือนเราธรรมชาติมากๆ makeup no makeup ของแท้ แล้วทีนี้เหมือนก็จะมีคอมเมนต์ว่าหน้าสวยไม่พอนางเอก เหมือนหน้าไม่ถึงนางเอกเลยอะไรอย่างนี้

แล้วทำยังไง ?

ญดา นริลญา : ก็ปล่อยผ่านค่ะ แต่คือถามว่ามันมากระทบใจเราไหม มันกระทบแน่นอน แล้วก็เหมือนเรารู้สึกว่าเราก็ตั้งใจทำงานนะ เราก็รู้สึกว่าเราอยากให้มันเป็นแบบนั้นดีแล้ว เพราะว่ามันจะได้ดูสมจริง คนดูจะได้เชื่อไปกับตัวละคร เหมือนเราฟินกับการแสดง แต่คือคนดูอาจจะคาดหวังให้มันเป็นภาพสวยงาม หนูเข้าใจนะ แต่ว่าเวลาที่เราเจอคอมเมนต์เชิงบวกใจเรามันก็ฟู แต่ว่าพอเราเจอคอมเมนต์เชิงลบมันเป็นปกติที่เราอาจจะตั้งคำถามกับตัวเองว่า เราปรับปรุงดีไหม เราพัฒนาต่อไปดีไหม ประมาณนี้

สมัยก่อนเป็นเด็กผิวเข้ม หน้าตาไม่สวย ทำยังไงขอเคล็ดลับหน่อย ?

ญดา นริลญา : เริ่มจากผิวข้างนอกก่อนค่ะ แบบว่าผิวกายก่อน แล้วก็เริ่มจากเริ่มเปลี่ยนอาหารการกิน ตอนเด็กๆ ชอบกินแต่น้ำอัดลมกับขนมกรุบกรอบ แล้วเหมือนกับว่าเราไม่ได้สนใจเรื่องออกแดดหรืออะไรอย่างนี้ เราก็เริ่มหันมาสนใจในเรื่องของการอยู่ในที่ร่มมากขึ้น เลี่ยงแดดนั่นแหละ พยายามไม่เอาตัวเองออกไปเจอแดดมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะว่าแสงแดดมันจะทำร้ายผิวเรามาก ๆ แล้วมันจะทำให้เรา Aging กินอาหารดีขึ้น จากน้ำอัดลมแล้วก็ขนมกรุบกรอบก็ไม่เลิกกินบ้าง แต่ว่าหันมากินน้ำผักผลไม้มากขึ้น คุณแม่ปั่นให้เอง

เราต้องท่องไว้ว่าด่าไปเลย เราสวย เราไม่อ่าน เราปล่อยผ่าน

ญดา นริลญา : จริงนะ แต่ว่าจริง ๆ กำลังใจสำคัญมาก คือถ้าเราไปจมปักอยู่กับคอมเมนต์พวกนั้น มันจะยิ่งทำให้เราเป็นไปตามที่เขาพูด เหมือนเขาพูดว่าเราเป็นแบบนั้นแบบนี้ ไม่ว่าจะเรื่องสวย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอื่น ๆ ด้วย ถ้าเกิดเราไปอินกับคำพูดเขามันจะเป็นไปตามนั้นเลย

ตอนนี้เอาธรรมะมาฮีลใจเหรอ ?

ญดา นริลญา : ฮีลใจไหมก็น่าจะใช่นะ จุดเริ่มต้นมาจากตอนนั้นเราอายุ 18 แล้วเราก็ถูกคุณแม่ส่งไปปฏิบัติธรรมตอนช่วงสิ้นปี เพราะว่าแม่ไม่อยากให้เป็นเด็กดื้อ ก็ไปตามคุณแม่ แต่คือตอนนั้นไม่ได้อินเลย แล้วพอเหมือนเราไปนั่งสมาธิวันแรกตอนที่เรานั่งก็รู้สึกเหมือนตามันยุบยิบ ๆ เหมือนเรามีมดไต่ คือมันต้องลืมตาให้ได้ เหมือนคนเรามันเคยลืมตาแล้วมันมานั่งหลับตานานๆ มันไม่ได้ เดี๋ยวคันตรงนู้นคันตรงนี้ มันต้องลืมตาให้ได้ แล้วพอเราก็อดทนไป พอวันที่ 2 วันที่ 3 เราจะชอบพูดเปรียบเทียบให้ฟัง เพราะมันเหมือนแก้วน้ำที่เหมือนกับว่าเราคนมันตลอดเวลา แล้วน้ำมันแกว่งอยู่ในนั้น แล้วมันมีตะกอนในนั้น แล้วพอเรานั่งสมาธิ มันทำให้น้ำที่อยู่ในแก้วมันนิ่ง มันใส แล้วตะกอนมันตกไปนอนพื้น ตอนนั้นรู้สึกว่าความสงบมันเป็นแบบนี้เอง เพราะที่ผ่านมาไม่เคยสงบเลย เหมือนลูกลิงแบบลูกลี้ลูกลนซุกซนไปเรื่อย พอมันสงบมันเริ่มรู้สึกถึงความเบาสบาย แล้วก็เริ่มมีสติคิดได้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ คิดทันสติ

มองภาพตัวเองในอีก 5 ปีข้างหน้าเป็นยังไง ?

ญดา นริลญา : คิดภาพไม่ออกเลย เพราะว่าเอาจริง ๆ รู้สึกว่าเราโตทางด้านความคิดแล้วก็วุฒิภาวะมากกว่าอายุอยู่แล้ว คือไม่อยากจะคิดเลยว่า ณ วันนั้นกว่ามันจะไปถึงระหว่างทางเราจะเจออะไรบ้าง คือชีวิตเราแน่นอนว่าชีวิตทุกคนมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เราเจอปัญหาในทุกๆ วัน แล้วแต่ละปัญหามันก็ทำให้เราโตขึ้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไปอีก กลัวใจตัวเองมากว่าวันหนึ่งจะออกบวช (หัวเราะ) ล้อเล่น นึกขึ้นมามันผุดขึ้นมาคือเหมือนกลัวใจจริงๆ ว่าวันนั้นกว่าเราจะมาถึง เราจะยังสามารถรักษาความเป็นเอเนอร์จี้สดใสแบบนี้อยู่ได้ไหม เพราะเหมือนเราเจอโลกมันโบยตีเราทุกวัน เรารู้สึกแบบนั้นนะ แต่คือมันจะดีถ้าสมมติว่าเรายังสามารถแบบฮีลใจตัวเองได้ต่อไปเรื่อย ๆ แล้วเราเจอคนรอบข้างที่เขามีเอนเนอร์จี้ดี ๆ มาช่วยเรา มาช่วยสนับสนุนเรา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...