โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ปอกเปลือก ‘ปัญญาชน’ ในวันพรรคส้มพ่ายเลือกตั้ง

แนวหน้า

เผยแพร่ 09 ก.พ. เวลา 17.00 น.

ผลการเลือกตั้งปรากฏชัดแล้วจากการนับคะแนน ใครชนะ ใครแพ้ เป็นที่รับรู้กันทั่วไป แต่สิ่งที่โผล่ขึ้นมาทันทีหลังจากนั้น กลับไม่ใช่การทบทวนหรือการยอมรับ หากเป็นท่าทีจากนักวิชาการ สื่อ และคอลัมนิสต์บางคนในนาม “ปัญญาชน”

คนกลุ่มนี้สนับสนุนพรรคประชาชนหรือพรรคส้มมาอย่างต่อเนื่อง เป็นที่รับรู้ทั่วไป พวกเขาพูด เขียน และอธิบายการเมืองในทิศเดียวกันมานาน จนถ้อยคำของพวกเขากลายเป็นเครื่องยืนยันความถูกต้องในหมู่ผู้สนับสนุนพรรคส้มจำนวนมาก

โพสต์หนึ่งครั้งไม่เคยจบแค่ความเห็นส่วนตัว มันถูกแชร์ ถูกขยาย ถูกย้ำซ้ำ จนกลายเป็นอารมณ์ร่วมของกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่ง ว่าใครคิดถูก ใครคิดผิด และใครสมควรถูกจัดวางไว้ตรงไหนของสังคม

ปัญหาจึงไม่ใช่แค่ผลแพ้ชนะ หากอยู่ตรงที่คนซึ่งอ้างว่าฉลาดกว่า กลับแสดงท่าทีต่อเสียงประชาชนด้วยความคับแคบ และเลือกใช้อำนาจทางความคิดเพื่อตีกรอบศักดิ์ศรีของคนอื่นทันทีที่ผลไม่เป็นใจ

คำให้สัมภาษณ์ของ “พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” รองคณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรมชนะการเลือกตั้งเพราะ“ธนบัตรนิยม” สะท้อนภาพนี้ได้ชัด

ประโยคสั้น ๆ ประโยคเดียว หยิบเงินขึ้นมาเป็นคำตอบสุดท้าย เหตุผล นโยบาย และประสบการณ์ชีวิตของประชาชนหลายล้านคนถูกตัดออกจากสมการในทันที ผู้ที่เลือกพรรคเหล่านั้นถูกเหมารวมว่าเลือกเพราะเงิน ซื้อเสียง หรือผลประโยชน์เฉพาะหน้า โดยไม่ยอมรับว่าการตัดสินใจดังกล่าวเกิดจากการคิด วิเคราะห์ และประเมินชีวิตของตนเอง

คำอธิบายลักษณะนี้ช่วยให้ฝ่ายที่แพ้ไม่ต้องเผชิญคำถามยาก ๆ ว่าทำไมแนวคิดที่ตนเชียร์จึงไม่สอดคล้องกับชีวิตของผู้คนจำนวนมาก แต่แลกมาด้วยการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของประชาชนอย่างไม่รู้สึกผิด และที่น่ากังวลคือถ้อยคำเช่นนี้ออกมาจากคนที่สังคมคาดหวังให้ใช้เหตุผลอย่างรับผิดชอบ

ระดับความหยาบของท่าทีขยับสูงขึ้นในกรณีของ “อธึกกิต แสวงสุข” คอลัมนิสต์และสื่อมวลชน ซึ่งโพสต์ข้อความว่า“คะแนนเสียงเรานับเท่ากันในกติกาประชาธิปไตย แต่คุณค่าไม่เท่ากันหรอก
คะแนนเสียงผมที่เลือกเพื่อเปลี่ยน โหวตเห็นชอบ จะมีค่าเท่าพวกโง่ที่เชื่อกลุ่มไลน์สวัสดีวันจันทร์ ว่ารัฐธรรมนูญปราบโกง จะทำให้นักการเมืองไม่สามารถบินเฟิสท์คลาส ได้ยังไง โง่ก็ต้องบอกว่าโง่ ไม่ respect”

ข้อความนี้พูดแทนวิธีคิดทั้งหมดได้ในครั้งเดียว ใครเลือกเหมือนตนคือคนมีค่า ใครเลือกต่างคือภาระ ประชาธิปไตยถูกยอมรับแค่กระดาษลงคะแนน แต่ศักดิ์ศรีของผู้ใช้สิทธิถูกฉีกออกจากสมการทันที

เมื่อคำพูดเช่นนี้ออกมาจากสื่อ และได้รับการปรบมือจากผู้สนับสนุนพรรคส้มจำนวนไม่น้อย ภาพที่เกิดขึ้นคือการทำให้การดูหมิ่นประชาชนกลายเป็นเรื่องกล้าทำ กล้าชื่นชม และกล้าใช้ซ้ำโดยไม่ต้องสะกิดใจ

อีกภาพหนึ่งของท่าทีหลังความพ่ายแพ้ ปรากฏผ่านการวิเคราะห์ของ “ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่าการที่คนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งลดลง เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้พรรคประชาชนแพ้การเลือกตั้ง

ข้อสังเกตนี้ทำหน้าที่เป็นคำอธิบายความแพ้ เสียงที่ไม่ออกมาใช้สิทธิถูกสมมุติให้เป็นเสียงซึ่งควรเลือกอีกทางหนึ่ง หากตัวเลขกลับไปอยู่ในระดับเดิม ผลก็คงเปลี่ยนไป ความแพ้จึงถูกผลักไปให้เงื่อนไข มากกว่าการตัดสินใจของประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิจริง

วิธีคิดเช่นนี้ทำให้เสียงที่ถูกนับตามกติกาถูกลดความหมายลง และทำให้บทบาทของนักวิชาการขยับจากผู้เฝ้ามอง มาเป็นผู้จัดถ้อยคำรองรับความพ่ายแพ้ของฝ่ายการเมืองที่ตนเชียร์

เมื่อวางการแสดงออกของ พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต, อธึกกิต แสวงสุข และ ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ไว้ในภาพเดียวกัน แบบแผนที่เห็นชัดคือการไม่ยอมรับเสียงประชาชน และการใช้ความรู้เป็นเครื่องประดับความเหนือกว่า

ประชาชนไม่ได้ถูกมองเป็นผู้ตัดสินใจร่วมกัน แต่ถูกลดรูปให้เหลือเพียงตัวแปรในคำอธิบาย ใครเลือกตรงใจคือคนมีเหตุผล ใครเลือกต่างคือปัญหาที่ต้องหาคำแก้ให้ดูดีขึ้นในหมู่พวกเดียวกัน

นี่คือท่าทีของชนชั้นความคิดที่ไม่เคยมองว่าตนเองอาจคิดพลาด และไม่ยอมรับว่าความแพ้คือผลของการไม่เข้าใจสังคม การสร้างเรื่องเล่าใหม่จึงสำคัญกว่าการเคารพเสียงของผู้คนจริง

ประเทศจะเดินหน้าอย่างไร หากกลุ่มที่อ้างสอนเรื่องประชาธิปไตย กลับเป็นกลุ่มแรกที่ดูหมิ่นประชาชนทันทีที่แพ้ หากคนที่พูดเรื่องศักดิ์ศรีมนุษย์เสียงดังที่สุด เป็นคนเดียวกันที่พร้อมเหยียบศักดิ์ศรีของคนอื่นเมื่อผลไม่ถูกใจ

ช่วงเวลานี้จึงไม่ได้สะท้อนแค่อารมณ์หลังความพ่ายแพ้ หากเป็นช่วงที่ตัวตนทางความคิดของปัญญาชนบางคนปรากฏชัด วันที่พรรคการเมืองที่ตนเองเชียร์ไม่ชนะ คือวันที่ภาพผู้รู้ ผู้มีเหตุผล และผู้ชี้นำสังคม ถูกลอกออกไปทีละชั้น เหลือเพียงท่าทีแข็งกร้าวต่อเสียงของประชาชนที่เลือกต่าง

ปัญญาชนในภาพนี้ไม่ได้สะดุดเพราะแพ้เลือกตั้ง แต่สะดุดเพราะรับความจริงไม่ได้ว่าประชาชนคิดเองได้ และอาจไม่เลือกตามกรอบที่ตนวางไว้ ความรู้ที่เคยใช้สร้างความชอบธรรม จึงกลายเป็นเครื่องมือปกป้องความรู้สึกเหนือกว่าในวันที่ผลไม่เป็นใจ

หากปัญญาชนยังแสดงสภาพเช่นนี้ ปัญหาของประเทศก็ไม่ได้เริ่มจากประชาชน แต่เริ่มจากคนที่อ้างว่ามีปัญญา แล้วใช้ปัญญานั้นเป็นเครื่องมือดูถูกการตัดสินใจของคนอื่นทุกครั้งที่แพ้เลือกตั้ง

พวกเขาพูดเรื่องสิทธิ แต่ไม่เคารพสิทธิของคนเลือกต่าง พูดเรื่องความเสมอภาค แต่รีบแบ่งชั้นทันทีที่ผลไม่ถูกใจ และการพ่ายแพ้ของพรรคที่เชียร์จึงกลายเป็นวันที่ถูกปอกเปลือกออกมาให้เห็นชัดที่สุดว่า ปัญญาชนกำลังยืนอยู่ตรงไหนของประชาธิปไตยกันแน่.

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...