โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พาราสาวะถี

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 22 ก.พ. เวลา 11.03 น. • เผยแพร่ 22 ก.พ. เวลา 23.20 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ในภาวะที่ศรัทธาไม่เหลือ ไม่มีความจำเป็นที่จะรักษาภาพอะไรให้อีกต่อไป ดังนั้น จึงไม่จำเป็นที่กกต.จะต้องมาอธิบายความอะไรต่อทุกข้อสงสัยจากสังคม การเลือกวิธีหน้าทน ดันทุรังจึงเป็นทางออกที่ถูกขีดไว้ให้ต้องเดินแบบนี้ ความจริงโดยสำเหนียกหากทุกอย่างดำเนินไปด้วยความสุจริต โปร่งใส หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อย่างน้อยคนไทยทั้งประเทศก็ต้องได้รับรู้ว่ามีผู้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันจำนวนเท่าใด คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์

ตัวเลขตรงนี้ไม่ได้มีผลต่อเสียงที่เลือกผู้สมัครของแต่ละพรรคการเมือง แต่เป็น เครื่องมือยืนยันความบริสุทธิ์ใจเบื้องต้นขององค์กรที่บริหารจัดการเลือกตั้ง ว่า ทุกอย่างจะเป็นไปตามครรลองที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะมีบัตรดี บัตรเสีย บัตรผู้ไปใช้สิทธิแต่ไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ใคร หรือแม้แต่ผลคะแนนของการเลือก สส.แบบแบ่งเขต และ สส.ปาร์ตี้ลิสต์จะออกมาอย่างไร ตัวเลขของผู้ออกไปใช้สิทธิก็จะเป็นสิ่งที่ยืนยันความชอบธรรมทั้งต่อผู้คุมกฎที่บริหารจัดการเลือกตั้งด้วยความเรียบร้อย และทำให้พรรคที่ชนะเลือกตั้งมีความสง่างาม

เมื่อกกต.เลือกที่จะทำตัวตกเป็นที่ต้องสงสัย ที่ ปริญญา เทวานฤมิตรกุลอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตจึงทำให้คนส่วนใหญ่คล้อยตาม เพราะ จำนวนคนไปเลือกตั้งเป็นเรื่องแรกที่สำคัญที่สุดที่ต้องประกาศก่อนเรื่องอื่นมิเช่นนั้น คนก็ต้องกังขา กำลังมีการไปทำอะไรกับตัวเลขหรือไม่ ต้องการเกลี่ยตัวเลขบัตรเขย่งระหว่างบัตรแบบแบ่งเขตกับบัตรแบบบัญชีรายชื่อที่ต่างกันอยู่จำนวน 66,939 ใบที่เป็นยอดหักลบกัน ถ้ายอดรวมคือ 324,261 ใบ หรืออย่างไรซึ่งไม่ควรที่ประชาชนจะต้องมาสงสัยอะไรพวกนี้ ถ้ากกต.ทำงานโดยใช้หลักความโปร่งใส ไม่ใช่ปิด ๆ บัง ๆ แบบนี้

เหตุผลที่ว่าต้องมีการเลือกตั้งใหม่บางหน่วยไม่ใช่ประเด็นที่จะประกาศช้า เพราะการไม่รีบประกาศจำนวนคนไปเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ โดยอ้างปัญหาเรื่องเลือกตั้งไม่ลับ มันย่อมทำให้คนเชื่อได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้น่าจะมีปัญหาเรื่องความสุจริตเที่ยงธรรมอย่างไรก็ตาม หากประเมินดูท่าทีจากสายตรงของฝ่ายอนุรักษ์นิยมแล้ว ดูเหมือนว่า ทุกองคาพยพที่เกิดจากกลไกของเผด็จการสืบทอดอำนาจกำลังหาทางช่วยกันเต็มที่

เห็นได้จาก กกต.พยายามจะซื้อเวลาด้วยการขอยืดเวลาชี้แจงปมบาร์โค้ดต่อผู้ตรวจการแผ่นดินไปถึงวันที่ 2 มีนาคม แต่ทางผู้ตรวจการแผ่นดินขีดเส้นให้ได้ถึง 27 กุมภาพันธ์นี้เท่านั้น ทั้งที่ ฟังจากการอธิบายของทางกกต.แล้วบอกว่าเรื่องนี้ไม่มีปัญหา ไม่มีอะไรซับซ้อน ทำไมต้องขอขยายเวลากันขนาดนั้นแท็คติกเช่นนี้ย่อมทำให้เห็นว่า เป็นการจงใจยื้อเพื่อรอสัญญาณการช่วยเหลือ หรือคำสั่งเด็ดขาดจากพลังที่หนุนหลังสายตรงของฝ่ายอนุรักษ์นิยมเพราะถ้าไม่มีแบ็กอัปชั้นดี มีหวังได้ติดคุกกันหัวโตแน่

อย่างที่บอก ไม่มีอะไรภายใต้กลไกนิติสงครามจะทำไม่ได้ไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลสวยหรูอะไรมาอธิบาย ขนาดเปิดพจนานุกรมให้คนพ้นจากเก้าอี้นายกฯ มาแล้ว เรื่องอื่นถือว่าเล็กน้อย ยิ่งเห็นการขยายอำนาจของผู้ตีความตามกฎหมายสูงสุดของประเทศแล้ว ต้องยอมรับกันว่า ถ้าไม่อย่างหนาจริงคงไม่มีใครกล้าทำลงทุนกันถึงขนาดที่พลิกกลับมาทำให้พรรคสายตรงของอนุรักษ์นิยมชนะเลือกตั้งถล่มทลายขนาดนี้ ใครจะโง่ปล่อยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะไปได้

ดังนั้น ปัญหาจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่เชื่อได้ว่าตัดทิ้งไปได้เลย รอเพียงแค่ กกต.จะจัดการปมบัตรเขย่ง เกลี่ยตัวเลขต่าง ๆ ให้ออกมาดูมีพิรุธน้อยที่สุดได้อย่างไรท่ามกลางการถูกจับตามองจากทั่วสารทิศ แต่กลไกที่เกิดจากปลายกระบอกปืนไม่ได้สนใจกระบวนการตรวจสอบที่ไร้พลังอยู่แล้ว มันจึงเหลือแค่การประกาศรับรองผลอย่างเป็นทางการ อย่างไรเสีย ก็ต้องให้สามารถมี สส.เข้าสภาได้ไม่น้อยกว่า 95 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเปิดประชุมสภา จะได้เดินหน้าไปสู่การเลือกนายกฯ และตั้งรัฐบาลกันได้ อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

เมื่อเป็นเช่นนั้น สูตรตั้งรัฐบาลล่าสุดจึงหยุดอยู่ที่ 300 เสียงจากภูมิใจไทย เพื่อไทย และพรรคขนาดเล็กรวมกัน เว้น 2 เสียงของรวมไทยสร้างชาติ ส่งผลให้กล้าธรรมต้องจำใจไปร่วมเป็นฝ่ายค้านกับพรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ โดยมีเสียงอยู่ที่ 200 เสียง ซึ่งถ้าวัดจากตัวเลขกลม ๆ กันแบบนี้ มันทำให้เห็นช่องถึงความเป็นไปได้ของการที่จะพลิกขั้วการตั้งรัฐบาลได้โดยมีตัวแปรคือ 74 เสียงของพรรคสีแดง แค่ย้ายข้างก็จะทำให้ว่าที่พรรคฝ่ายค้านกลับเป็นพรรครัฐบาลได้ทันที

แต่สูตรแบบนี้มันเกิดขึ้นได้ยาก เพราะประชาธิปัตย์ไม่สังฆกรรมกับกล้าธรรมในนามรัฐบาลอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ก็เชื่อได้ว่าเมื่อเป็นตัวแปรสำคัญมันก็จะทำให้ เพื่อไทยสามารถที่จะต่อรองขอเก้าอี้รัฐมนตรีในกระทรวงที่ตนเองต้องการบริหารได้โดยพรรคสีน้ำเงินจำเป็นต้องยอม เนื่องจากบรรทัดฐานที่ อนุทิน ชาญวีรกูลได้วางไว้ และประกาศเป็นสัญญาประชาคมไปแล้วว่าด้วยรัฐมนตรีโควตาคนนอกภาพลักษณ์ดี ที่เบื้องต้นตามที่หาเสียงต้องมี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาสและ ศุภจี สุธรรมพันธุ์เป็นรัฐมนตรี

ขณะเดียวกัน เห็นบทบาทของ บวรศักดิ์ อุวรรณโณในความพยายามการันตีความถูกต้องของการพิมพ์บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ย่อมต้องได้รับเก้าอี้รองนายกฯ ด้านกฎหมายจากพรรคสีน้ำเงินเช่นเดียวกัน และยังมีอีก 1 ตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานที่จะต้องใช้โควตาคนนอกเช่นกัน เท่ากับว่า พรรคแกนนำต้องเว้นที่ว่างไว้ 5 ตำแหน่งสำหรับเก้าอี้เสนาบดีก่อนที่จะเกลี่ยให้คนในพรรค ส่วนบรรดาพรรคเล็กเมื่อมองเห็นสมการในการจับขั้วกันแบบนี้ ย่อมทำให้สามารถเพิ่มพลังในการต่อรองได้ดูเหมือนจะปิดดีลกันได้แบบวิน-วิน แต่ การเมืองว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์ ไม่มีอะไรจบลงได้โดยง่าย แน่นอน

อรชุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...