"ทวี สอดส่อง" ชี้ถึงเวลาผ่าตัดโครงสร้างพลังงานไทย ติงค่าไฟแพง-หนุนประชาชนทวงคืนอำนาจ ต้องโปร่งใสยั่งยืน
">
(23 กุมภาพันธ์ 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ ว่าที่ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ ลำดับที่ 1 เผยแพร่ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ โดยมีเนื้อหาดังนี้
หลายพรรคการเมืองหาเสียง “ลดค่าไฟ” เป็นบทพิสูจน์นโยบายทางการเมืองต้องเกิดขึ้นจริง
‘ค่าไฟแพง’ ทุกครั้งที่บิลค่าไฟฟ้าส่งมาถึงหน้าบ้านหรือโรงงานของท่าน ผมเชื่อว่าหลายๆ ท่านคงรู้สึกหนักใจและมีคำถามตัวโตๆ ว่า "ทำไมค่าไฟเมืองไทยถึงแพงแสนแพง?"
ในฐานะที่ทำงานการเมืองโดยยึดหลัก "ความยุติธรรม" เป็นที่ตั้ง ผมและทีมงานพรรคประชาชาติได้นำข้อมูลโครงสร้างต้นทุนค่าไฟฟ้าของประเทศมาวิเคราะห์อย่างละเอียด และพบความจริงที่น่าตกใจ ว่า..
ปัญหาค่าไฟแพงไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา หรือแค่กลไกตลาดโลกเพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจาก "โครงสร้างที่บิดเบี้ยว" และนโยบายที่อาจเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม มากกว่าจะปกป้องกระเป๋าสตางค์ของประชาชน
🔘 ผมขออนุญาตนำ ‘ข้อมูลจริง’ มาตีแผ่ให้พี่น้องเห็นถึง 'ต้นตอ' ของปัญหานี้
(1.) "ไฟฟ้าล้นระบบ" แต่ประชาชนต้องจ่าย "ค่าความพร้อมจ่าย" (AP) ให้โรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง
พี่น้องทราบไหมครับว่า ในปี 2566 ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าในระบบสูงถึง 49,604 เมกะวัตต์ แต่เรามีการใช้ไฟสูงสุด (Peak) เพียง 34,131 เมกะวัตต์ หมายความว่า เรามีไฟฟ้าสำรองล้นเกินความต้องการจริงถึง 45% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ควรมีสำรองไว้เพียง 15-30% เท่านั้น
สิ่งที่เจ็บปวดก็คือ ฝ่ายรัฐทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับเอกชนในลักษณะที่เรียกว่า "ค่าความพร้อมจ่าย" (Availability Payment: AP) หรือสัญญาแบบ Must Take ที่บังคับว่ารัฐต้องจ่ายเงินให้โรงไฟฟ้าเอกชน ไม่ว่าโรงไฟฟ้านั้นจะเดินเครื่องผลิตไฟให้เราหรือไม่ก็ตาม
ปัจจุบัน ต้นทุนส่วนนี้สูงถึงประมาณ 80 สตางค์ต่อหน่วย และตัวเลขที่น่าตกใจที่สุดคือ ในปี 2566 ปีเดียว เราสูญเสียเงินให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนที่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าเลย เฉลี่ยราว 49,294 ล้านบาท !
นี่คือเงินเปล่าประโยชน์ที่ถูกผลักมาเป็นภาระในบิลค่าไฟของเราทุกคน
(2.) พึ่งพาการนำเข้า LNG ราคาแพง และก๊าซฟอสซิลมากเกินไป
โครงสร้างการผลิตไฟของไทยพึ่งพาก๊าซฟอสซิลสูงถึง 71.9% โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่สัดส่วนสูงถึง 58%
ในอดีตเราใช้ก๊าซจากอ่าวไทยที่มีราคาถูก แต่ปัจจุบันเมื่อก๊าซในอ่าวไทยผลิตได้น้อยลง รัฐจึงต้องนำเข้า "ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)" จากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาสูงและผันผวนตามสถานการณ์โลก
ต้นทุนค่าเชื้อเพลิงของเรากระโดดจากเฉลี่ย 2.14 บาท/หน่วย (ในปี 2558) มาเป็น 3.27 บาท/หน่วย (ในปี 2566) หรือเพิ่มขึ้นถึง 52.80% ปริมาณการนำเข้า LNG ของเราพุ่งทะยานจาก 98 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ในปี 2554 กลายเป็น 1,455 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน ในปี 2566 ยิ่งนำเข้าของแพง ค่าไฟก็ยิ่งแพงตามครับ
(3.) ปิดกั้น "โซลาร์ภาคประชาชน" แต่อุ้มชูเอกชนรายใหญ่
ขณะที่ #แสงแดด เป็นของฟรีและยุติธรรมสำหรับทุกคน แต่รัฐกลับมีอุปสรรคมากมายกั้นไม่ให้ประชาชนลืมตาอ้าปากได้
ปัจจุบันเราจ่ายค่าไฟหน่วยละ 4.18 บาท แต่ถ้าเราติดโซลาร์เซลล์แล้วขายไฟเหลือใช้คืนให้รัฐ รัฐรับซื้อเพียง 2.20 บาท/หน่วย เท่านั้น และไม่ยอมให้มีระบบหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า (Net Metering) แถมยังห้ามไม่ให้ประชาชนซื้อขายไฟกันเอง
ในทางกลับกัน ภาคเอกชนกลับได้รับการเปิดรับซื้อไฟฟ้าระดับ 3,000 กว่าเมกะวัตต์ ได้ราคารับซื้อสูงถึง 2.16-2.83 บาท/หน่วย แถมยังได้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีนำเข้าและยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล นี่คือความเหลื่อมล้ำที่ชัดเจนที่สุด
🔘 ข้อเสนอแนะและทางออก : ถึงเวลาผ่าตัดโครงสร้างพลังงานไทย
เราไม่สามารถปล่อยให้ประชาชนแบกรับความไม่ยุติธรรมนี้ได้อีกต่อไป ดังนั้นเราต้องกล้าที่จะรื้อโครงสร้างดังนี้ครับ
(1.) ต้องทบทวนและแก้ไขสัญญา "ค่าความพร้อมจ่าย" (AP) และ Must Take : รัฐต้องมีมาตรการเจรจาหรือหาแนวทางลดภาระจากกำลังการผลิตที่ล้นเกิน 45% ไม่ควรให้ประชาชนต้องจ่ายเงินฟรีๆ ให้กับโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง
(2.) ปลดล็อก "โซลาร์ภาคประชาชน" อย่างแท้จริง : ต้องผลักดันให้เกิดระบบ Net Metering หักลบหน่วยไฟฟ้าแบบแฟร์ๆ และปรับราคารับซื้อไฟคืนจากประชาชนให้เป็นธรรม มีมาตรการทางภาษีและสินเชื่อจูงใจให้ทุกบ้านติดโซลาร์เซลล์ได้
(3.) จัดหาเชื้อเพลิงอย่างโปร่งใสและกระจายความเสี่ยง : ต้องเปิดเผยข้อมูลการจัดหาเชื้อเพลิง ลดการพึ่งพาก๊าซ LNG นำเข้าที่ราคาผันผวน และเร่งผลักดันพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 52%
(4.) ปฏิรูปโครงสร้างการบริหารจัดการพลังงาน : ปัจจุบัน 'กฟผ.' อยู่กระทรวงพลังงาน แต่ 'กฟน.' และ 'กฟภ.' อยู่กระทรวงมหาดไทย ควรโอนย้ายทั้ง 3 หน่วยงานมาอยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน เพื่อให้การบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานมีประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน
(5.) รักษาสัดส่วนความมั่นคงของรัฐตามรัฐธรรมนูญ : ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 56 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (1/2566) ระบุชัดว่า รัฐต้องผลิตไฟฟ้าไม่น้อยกว่า 51% เพื่อความมั่นคง เราต้องกลับมายึดหลักการนี้เพื่อไม่ให้ประเทศตกอยู่ในกำมือของกลุ่มทุนพลังงานมากเกินไป
จากการไล่เรียงข้อมูลทั้งหมดจะเห็นว่า โครงสร้างค่าไฟที่จ่ายแต่ละเดือนกว่า 40% เป็นค่าเชื้อเพลิง ซึ่งพึ่งพาก๊าซเป็นหลัก
อีกก้อนที่น่าตั้งคำถามไม่แพ้กันคือ ค่าความพร้อมจ่าย หรือ AP ซึ่งสูงกว่า 10% ที่คนไทยจะต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชนไม่ว่าโรงไฟฟ้านั้นจะจ่ายไฟเข้าระบบหรือไม่ก็ตาม แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลกลับเลือกลดค่าไฟโดยใช้มาตรการแทรกแซงทางการเงินและให้ กฟผ. แบกภาระหนี้ต่อไปเพื่อตรึงราคาค่าไฟ ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การสำรองไฟฟ้าที่ล้นเกินและการเดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าใหม่
#ค่าไฟแพง เป็นผลจากการจัดการและการวางนโยบายที่ผิดพลาด ถ้าดำเนินการตามแนวทางที่ถูกที่ควร พรรคประชาชาติประเมินว่า ค่าไฟสามารถลดลงมาจาก 4 บาทต่อหน่วย เหลือไม่เกิน 3.50 บาทต่อหน่วย
ถึงเวลาแล้วที่เราต้องร่วมกันส่งเสียง ทวงคืนอำนาจทางพลังงานให้กลับมาเป็นของประชาชน สร้างโครงสร้างพลังงานที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน เพื่อลูกหลานของเราในอนาคต !