โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

'ดร.อัทธ์' ชี้จีดีพี Q4 พุ่งแรง "ผิดปกติ" แนะภูมิใจไทย คุมพาณิชย์ควบเกษตรฯ ถ้าอยากเห็น ศก.โต 3%

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผย ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(GDP) หรือเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 2.4% สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่คาดไว้เพียง 2% หลังไตรมาส 4/2568 ขยายตัวถึง 2.5% ส่งผลให้ทั้งปีเร่งตัวขึ้นชัดเจน พร้อมกันนี้ได้ปรับประมาณการ GDP ปี 2569 ใหม่เป็นช่วง 1.5–2.5% ค่ากลาง 2% จากเดิม 1.2–2.2% (ค่ากลาง 1.7%)

รายงานระบุว่าแรงขับเคลื่อนสำคัญในไตรมาส 4 มาจากการส่งออกที่ขยายตัว 5.6% การบริโภคภาคเอกชน 3.3% การอุปโภคภาครัฐ 1.3% และการลงทุนรวม 8.1% โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวสูงถึง 13.3% ขณะที่ภาคการผลิตเติบโตทุกสาขา ทั้งเกษตร อุตสาหกรรม ที่พักแรมและบริการ การค้า ขนส่ง และก่อสร้าง

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน ให้สัมภาษณ์กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ตัวเลขจีดีพีขยายตัว 2.4% ในปี 2568 ถือว่า “เหนือความคาดหมายมาก” เนื่องจากก่อนหน้านี้ สศช.เคยประเมินไว้ราว 2% ขณะที่ IMF คาดไว้ประมาณ 2.1% และส่วนตัวประเมินไว้เพียง 1.9–2.1% โดยรวมปัจจัยน้ำท่วมภาคใต้และความไม่แน่นอนทางการเมืองเข้าไปแล้ว

อย่างไรก็ดี ตั้งข้อสังเกตว่า แม้ตัวเลขจะขยายตัวทุกองค์ประกอบ แต่บางส่วนขัดแย้งกับความรู้สึกในตลาด โดยเฉพาะการบริโภคภาคเอกชนที่ในความเป็นจริงยังทรงตัว อีกทั้งข้อมูลการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 ต่ำกว่าปีก่อน จึงทำให้เกิดคำถามต่อแรงหนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยน้ำท่วมภาคใต้ในช่วงไตรมาสสุดท้าย รวมถึงความผันผวนทางการเมืองจากการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี ซึ่งตามปกติควรกระทบความเชื่อมั่น แต่ตัวเลขไตรมาส 4 กลับเร่งตัวขึ้นอย่างมาก

รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

“ผมมองว่าการโต 2.5% ในไตรมาส 4 ถือว่าผิดปกติ เพราะ 3 ไตรมาสก่อนหน้าชะลอลงต่อเนื่อง” ดร.อัทธ์ระบุ

ในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค ดร.อัทธ์ชี้ว่า จีดีพีไทยปี 2568 ยังเติบโตต่ำสุดในอาเซียน (ไม่รวมเมียนมา) ขณะที่ประเทศอาเซียนส่วนใหญ่ขยายตัวเฉลี่ย 4–6% จึงสะท้อนว่าไทยยังติดกับดักการเติบโตต่ำ (Low Growth Trap) แม้ตัวเลขปี 2568 จะเกินคาดก็ตาม

สำหรับปี 2569 ที่ สศช.ประเมินค่ากลาง 2% มองว่าเมื่อฐานปี 2568 อยู่ที่ 2.4% การลดลงมาเหลือ 2% สะท้อนแรงส่งที่อ่อนตัว และหากไม่มีมาตรการใหม่ที่ชัดเจน เศรษฐกิจไทยอาจยังวนอยู่ในกรอบ 2–2.5%

ประเด็นที่น่าจับตาคือ นโยบายของ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเคยประกาศว่า หากได้เป็นรัฐบาลจะผลักดัน GDP ให้ขยายตัวไม่น้อยกว่า 3% ต่อปี ประเมินว่า “มีโอกาส” แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขสำคัญ โดยเฉพาะการที่พรรคภูมิใจไทยแกนนำรัฐบาลต้องกำกับดูแลทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเชื่อมการผลิตกับการตลาดอย่างบูรณาการ

“ที่ผ่านมาเกษตรผลิตโดยไม่รู้ตลาด ส่วนพาณิชย์ทำตลาดโดยไม่สอดคล้องกับการผลิต หากรวมกันได้จะเพิ่มประสิทธิภาพทั้งระบบ” ดร.อัทธ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี มองว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นชัดในปัจจุบัน เช่น คนละครึ่งพลัส ยังไม่เพียงพอ หากต้องการดัน GDP แตะไม่ต่ำกว่า 3% อย่างยั่งยืนตามที่พรรคภูมิใจไทยประกาศไว้ จำเป็นต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง 5 ด้าน ได้แก่ ศักยภาพการผลิตถดถอย ปัญหาแรงงานลดลง ศักยภาพการส่งออกที่ด้อยกว่าเพื่อนบ้าน เสถียรภาพทางการเมือง และปัญหาคอร์รัปชัน

โจทย์ใหญ่ที่สุดคือโครงสร้างประชากร ปัจจุบันไทยมีผู้สูงอายุราว 13 ล้านคน หรือกว่า 20% ของประชากรทั้งหมด เข้าสู่สังคมผู้สูงวัยสมบูรณ์แบบ ขณะที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่า 500,000 คนต่อปี ส่งผลให้กำลังแรงงานมีแนวโน้มลดลงจาก 40 ล้านคน เหลือราว 35 ล้านคนในอีก 5 ปีข้างหน้า

“ถ้าไม่แก้ที่รากฐาน เศรษฐกิจไทยก็จะวนอยู่แค่ 2–2.5% การกระตุ้นอย่างเดียวเหมือนแต่งหน้า ล้างออกก็เหมือนเดิม” ดร.อัทธ์ กล่าว พร้อมย้ำว่า การผลักดันให้โต 3% ต้องอาศัยทั้งการปฏิรูปโครงสร้าง การเร่งทำ FTA เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน และสร้างเสถียรภาพทางการเมืองควบคู่กันไป

ดังนั้นภาพรวมจึงสะท้อนว่า แม้ GDP ปี 2568 จะขยายตัวเกินคาดที่ 2.4% แต่เส้นทางสู่ 3% ยังเป็นโจทย์ท้าทายที่รัฐบาลใหม่ต้องเร่งพิสูจน์ฝีมือ ท่ามกลางแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการคลี่คลาย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...