ไม่อยากมีความสุขแค่วันเสาร์–อาทิตย์ จากโปรแกรมเมอร์ สู่แบรนด์เสื้อผ้า ARAIA ยอมทิ้งความมั่นคงมาทำสิ่งที่รัก
Text: Wipawan In.
ในวันที่ใครหลายคนเชื่อว่าความมั่นคงคือคำตอบของชีวิต “อาชีพโปรแกรมเมอร์” คือปลายทางในฝันของคนจำนวนมาก แต่สำหรับ เจเจ ชิน วัฒนะโภคา ความมั่นคงกลับไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขามีความสุข ชีวิตที่เดินเป็นรูทีนซ้ำ ๆ เพื่อรอคอยวันหยุด ทำให้เกิดการตัดสินใจหันหลังให้เส้นทางโปรแกรมเมอร์ แล้วเริ่มต้นใหม่ในวงการแฟชั่น จนกลายเป็น ARAIA แบรนด์เสื้อผ้า Craftsmanship ที่ไม่ได้ตั้งใจจะตามเทรนด์ แต่ตั้งใจจะเป็นตัวเองอย่างที่สุด
จากโปรแกรมเมอร์ที่ชีวิตน่าเบื่อ สู่การค้นพบความสุขในเสื้อผ้า
ก่อนจะมี ARAIA ชีวิตของเจเจเดินอยู่บนเส้นทางที่ดู “ถูกต้อง” ในสายตาสังคม เขาเรียนโปรแกรมเมอร์ในอินเดียถึง 3 ปี ก่อนจะไปต่อที่ญี่ปุ่นด้วยความตั้งใจจะพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีให้ลึกยิ่งขึ้น แต่ชีวิตในต่างแดนกลับทำให้เขาได้เห็นอีกด้านหนึ่งของตัวเอง วันที่ต้องเรียนภาษา ทำงานพาร์ตไทม์เป็นเด็กเสิร์ฟ ล้างจาน ทิ้งขยะ และใช้ชีวิตแบบวนลูป จันทร์ถึงศุกร์ ทำให้เขารู้สึกว่าความสุขของตัวเองถูกจำกัดไว้แค่วันเสาร์–อาทิตย์เท่านั้น
“เรารอคอยวันหยุด ทำให้ค่อย ๆ ตั้งคำถามกับตัวเองว่า นี่คือชีวิตที่อยากอยู่ไปตลอดจริงหรือไม่ คำตอบของเรากลับปรากฏขึ้นในช่วงเวลาที่ได้ “แต่งตัว” ได้เลือกเสื้อผ้า และได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ ในวันธรรมดาที่ชีวิตดูเงียบและน่าเบื่อ เสื้อผ้ากลับเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เรารู้สึกมีชีวิต การได้เดินเลือกเสื้อผ้า แต่งตัว และสังเกตตัวเองในกระจก กลายเป็นช่วงเวลาที่รู้สึก “เป็นตัวเอง” มากที่สุด แม้ในตอนแรกจะยังไม่รู้ตัวว่านี่คือความชอบที่แท้จริง แต่ความรู้สึกนั้นค่อย ๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มยอมรับว่า สิ่งที่รักอาจไม่ใช่การเขียนโค้ด แต่คือการได้อยู่กับเสื้อผ้า”
หลังโควิด เจเจตัดสินใจกลับประเทศไทย และเลือกทำในสิ่งที่เขาไม่เคยคิดว่าจะทำมาก่อน นั่นคือการเรียนแฟชั่นอย่างจริงจัง ใช้เวลากว่า 2 ปีในหลักสูตร Diploma เพื่อเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐาน จนถึงกระบวนการสร้างแบรนด์เสื้อผ้า แม้จะต้องใช้เงินเก็บทั้งหมด โดยไม่มีรายได้เข้ามาเลยนานกว่าปีครึ่ง แต่เขาไม่เคยคิดจะหันกลับไปเป็นโปรแกรมเมอร์ เพราะสำหรับเขา การได้ทำในสิ่งที่รักสำคัญกว่าคำว่า “มั่นคง” จนเกิดเป็นแบรนด์ “ARAIA”
เสื้อผ้าที่ไม่ใช่แค่ใส่ แต่ต้อง “มีชีวิต”
ARAIA เกิดขึ้นโดยไม่ได้มีแผนธุรกิจที่ซับซ้อน หรือกลยุทธ์การตลาดที่หวือหวา แต่เริ่มจากความตั้งใจง่าย ๆ นั่นคือการรวมสิ่งที่ตัวเองชอบมาใส่ไว้ในแบรนด์ เจเจหลงใหลในของเล่น คาแรคเตอร์ และความรู้สึกที่วัตถุไม่มีชีวิตดูเหมือนมีตัวตน เขาจึงอยากให้ ARAIA “มีชีวิต” และมีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง
“ทั้ง ลิ้น ดวงตา ปาก และตัวละครที่ปรากฏอยู่ในงานของ ARAIA เราไม่ได้สร้างมาเพื่อความน่ารักเพียงอย่างเดียว แต่คือสัญลักษณ์ของการตั้งคำถาม การไม่แคร์สายตาคนอื่น และการตะโกนบอกโลกว่า “นี่คือตัวฉัน” เสื้อผ้าทุกชิ้นถูกออกแบบให้เป็นเหมือนตัวแทนของคนที่ใส่ คนที่ไม่อยากเหมือนใคร และไม่จำเป็นต้องอธิบายตัวเองให้ใครเข้าใจ เราไม่ใช่คนวาดรูปเป็น ที่ผ่านมาเน้นสายคำนวณมาตลอด แต่สิ่งที่เราสื่อสารออกไปมาจากความชอบและความตั้งใจล้วน ๆ”
แม้เจเจจะไม่ได้เป็นคนวาดรูปหรือออกแบบแพตเทิร์นด้วยตัวเองทั้งหมด แต่ทำหน้าที่เป็นเหมือน Director ของแบรนด์ คอยกำหนดทิศทาง อารมณ์ และตัวตนของทุกคอลเลกชัน ARAIA จึงไม่ใช่แบรนด์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วย “เทรนด์” แต่ขับเคลื่อนด้วยแพสชัน วินัย และความสม่ำเสมอในการทำสิ่งเดิมให้ดีที่สุดทุกวัน
เลือกเดินช้า แต่เดินด้วยคุณภาพ
หนึ่งในหัวใจสำคัญของ ARAIA คือคำว่า Craftsmanship เสื้อผ้าทุกชิ้นยังคงทำมือโดยทีมเล็ก ๆ ของแบรนด์ ตั้งแต่การทำแพตเทิร์น การขึ้นโครง ไปจนถึงการตัดเย็บในบางส่วน แม้จะใช้จักรในขั้นตอนที่จำเป็น แต่ทุกกระบวนการยังอยู่ภายใต้การควบคุมคุณภาพอย่างใกล้ชิด นี่คือเหตุผลที่ ARAIA ไม่สามารถเป็น Fast Fashion และไม่ตั้งใจจะเป็นเช่นนั้น
เจเจเลือกวางตำแหน่งแบรนด์ไว้ในตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) สำหรับคนที่มองหาเสื้อผ้าที่มีเรื่องราว มีตัวตน และไม่เหมือนใคร เขาไม่สนใจการแข่งขันในตลาดแมส และไม่รู้สึกกดดันกับเทรนด์แฟชั่นที่เปลี่ยนไป เพราะเชื่อว่าถ้าสินค้าดีจริง จะต้องมีคนที่ชอบ
“การเปิดตัวแบรนด์ครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคมในงานแฟชั่นโชว์อาจได้คำชมมากมาย แต่ยังไม่มีใครเข้าใจว่า ARAIA คืออะไร จนกระทั่งแบรนด์เราเลือกลงมาสื่อสารกับลูกค้าแบบออฟไลน์ ผ่านการออกบูธงานต่างๆ ให้คนได้เห็น ได้จับ และได้สัมผัสงานจริง เมื่อเราเริ่มมียอดขาย ความมั่นใจของทีมก็เริ่มกลับมา ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่ในโลกออนไลน์ จนมีคนที่ “เป็นเหมือนกัน” เข้ามาเจอแบรนด์มากขึ้นเรื่อย ๆ
สำหรับอนาคต ARAIA ยังไม่มีแผนขยายแบบหวือหวา ไม่มีเป้าหมายจะโตเร็ว แต่มีความตั้งใจชัดเจนในการรักษาคุณภาพ และค่อย ๆ เติบโตอย่างมั่นคง เจเจเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว “ผลลัพธ์” จะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด ไม่ใช่คำอธิบาย และความฝันของเขาไม่ได้หยุดอยู่แค่แบรนด์หนึ่งแบรนด์ แต่คือการอยากเห็นเสื้อผ้าไทยถูกจดจำในฐานะงานคราฟต์ที่คนทั่วโลกยอมบินมาเพื่อสัมผัสด้วยตัวเอง
www.smethailandclub.com
ศูนย์รวมข้อมูลธุรกิจเอสเอ็มอี