โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“อย่าซ้ำรอยประวัติศาสตร์” จีนยกบาดแผล ‘หญิงบำเรอ’ เตือนญี่ปุ่น หลังซานาเอะชนะเลือกตั้ง

The Momentum

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 15 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE MOMENTUM

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2026 หลิน เจียน (Lin Jian) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงกับสื่อว่า ญี่ปุ่นไม่ควรเพิกเฉยหรือบิดเบือนประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะเดียวกัน ผู้นำญี่ปุ่นควรออกมารับผิดชอบและกล่าวขอโทษเหยื่อของสงครามอย่างจริงใจ อีกทั้งควรระมัดระวังคำพูดที่อาจไปกระตุ้นให้เกิดความบาดหมางระหว่างประเทศอีกครั้ง

“ญี่ปุ่นควรเผชิญหน้าและทบทวนความโหดร้ายทางประวัติศาสตร์ที่ตนเองก่อขึ้นมา รวมทั้งจงระมัดระวังคำพูดและการกระทำที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ เช่น ศาลเจ้ายาสุคุนิ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง

“ญี่ปุ่นควรตัดขาดจากลัทธิทหารนิยมด้วยการแสดงให้นานาชาติเห็นอย่างเป็นรูปธรรมได้แล้ว” หลิน เจียนเผย และกล่าวเพิ่มเติมว่า ญี่ปุ่นจะรับรู้และสำนึกต่อประเด็นนี้ได้อย่างลึกซึ้งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสามัญสำนึกของความเป็นมนุษย์ รากฐานความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับญี่ปุ่น รวมไปถึงความน่าเชื่อถือของญี่ปุ่นเอง

“การพยายามลบเลือนประวัติศาสตร์คือการทรยศ และการปฏิเสธความรับผิดชอบคือความเสี่ยงที่อาจจะกลับมาทำผิดซ้ำอีก” หลิน เจียนย้ำ

คำแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นภายในหลังจากที่ ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนปัจจุบัน ประกาศชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นแบบแลนด์สไลด์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (8 กุมภาพันธ์ 2026)

ซานาเอะแถลงผ่านสื่อในคืนนั้นว่า เธอจะพยายามสร้างความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นให้กับประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพันธมิตรหลักของญี่ปุ่นอย่าง สหรัฐอเมริกา ก่อนที่เธอจะเดินทางไปเยือนศาลเจ้ายาสุคุนิ ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติให้กับทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

“รัฐบาลของเราจะเริ่มต้นด้วยการสร้างความเข้าใจกับพันธมิตรและประเทศเพื่อนบ้านของเราก่อน

“เป้าหมายของเราคือการสร้างสภาพแวดล้อม ที่เราสามารถแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษผู้เสียสละต่อประเทศได้อย่างเปิดเผย” นายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่นกล่าว

ก่อนหน้านี้ ชินโซ อาเบะ (Shinzo Abe) คือนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนล่าสุดที่เดินทางไปเยือนศาลเจ้าดังกล่าวในปี 2013 ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลสหรัฐฯ ออกมาแสดงความผิดหวังต่อญี่ปุ่น นอกจากนี้การกระทำของอาเบะยังสร้างความไม่พอใจให้กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนและเกาหลีใต้ ซึ่งถือเป็น 2 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของทหารญี่ปุ่นมากที่สุด

ต่อมาเมื่อวานนี้ (11 กุมภาพันธ์ 2026) สำนักข่าว Xinhua ของจีนรายงานว่า เมื่อไม่นานมานี้คณะทำงานว่าด้วยการเลือกปฏิบัติต่อเด็กและสตรี และองค์กรสิทธิมนุษยชนภายใต้องค์การสหประชาชาติ (United Nation: UN) ส่งจดหมายถึงรัฐบาลญี่ปุ่น โดยแสดงความกังวลที่ญี่ปุ่นปฏิเสธการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับหญิงที่ตกเป็นเหยื่อของระบบ ‘หญิงบำเรอ’ (Comfort Women) ของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนแถลงผ่านสื่อเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในวันเดียวกันว่า หลักฐานการมีอยู่ของหญิงบำเรอ คือสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ อีกทั้งจีนยังรู้สึกกังวลกับทัศนคติที่เพิกเฉยและปฏิเสธต่อความจริงทางประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่น

“ญี่ปุ่นควรจัดการกับปัญหาที่ยังคงหลงเหลือจากประวัติศาสตร์อย่างเหมาะสม ซึ่งรวมไปถึงปัญหาหญิงบำเรอด้วยความจริงใจและซื่อสัตย์ เพื่อสร้างความเชื่อใจให้กับประเทศเพื่อนบ้าน” เขากล่าว

ทั้งนี้ท่าทีของจีนที่มีต่อญี่ปุ่นตลอดทั้งสัปดาห์เกิดขึ้นภายหลังจากที่ซานาเอะจากพรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) สามารถคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปของญี่ปุ่นได้อย่างถล่มทลายด้วยที่นั่ง สส. 315 ที่นั่งจากทั้งหมด 465 ที่นั่ง ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างจีน-ญี่ปุ่นที่ยังไม่คลี่คลาย หลังนายกฯ หญิงของญี่ปุ่น แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการใช้กองกำลังทหาร หากไต้หวันถูกโจมตี เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

สงครามโลกครั้งที่ 2 กับบาดแผลทางประวัติศาสตร์

ย้อนกลับไปช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จักรวรรดิญี่ปุ่นเริ่มต้นแผ่ขยายอำนาจในภูมิภาคเอเชียตะวันออก นับตั้งแต่เข้ายึดครองเกาหลีในปี 1910 และยึดครองจีนในปี 1932 ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงปี 1932-1945 กองทัพญี่ปุ่นมีความแข็งแกร่งมากขึ้น จนกระทั่งสามารถขยายอำนาจออกไปได้ทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย

Comfort Women ระบบค้าทาสทางเพศที่รัฐบาลสนับสนุน

ในช่วงเวลาดังกล่าว รัฐบาลญี่ปุ่นนำระบบ Comfort Women หรือระบบทาสเข้ามาใช้เพื่อให้บริการทางเพศกับเหล่าทหาร ครั้งแรกที่นครเซี่ยงไฮ้ในปี 1932 และภายหลังขยายตัวไปตามพื้นที่ต่างๆ ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่น โดยทาสส่วนใหญ่คือเด็กและผู้หญิงในจีนและเกาหลี นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเหยื่อจากฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย และกลุ่มประเทศในยุโรปที่ถูกทหารญี่ปุ่นจับตัวมาอีกด้วย

มีหลักฐานชี้ชัดว่า ระบบ Comfort Women ได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลและกองทัพญี่ปุ่น โดยอ้างเหตุผลว่า ระบบนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับทหารที่มีความเครียดจากการทำสงคราม และเพื่อควบคุมพฤติกรรมของทหารไม่ให้ไปล่วงละเมิดทางเพศเหล่าพลเรือนโดยไม่ได้รับความยินยอม และหันมาปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศกับเด็กและผู้หญิงที่รัฐบาลจัดหาไว้ให้แทน

โอคาเบะ นาโอซาบุโร (Okabe Naozaburō) นายพลระดับสูงในกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น บันทึกการจัดตั้งระบบ Comfort Women ในปี 1932 ไว้ว่า

“เมื่อไม่นานมานี้ มีทหารจำนวนมากออกจากค่ายทหารไปข่มเหงผู้หญิง และผมมักได้รับการรายงานเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้บ่อยครั้ง

“ตราบใดที่สถานการณ์ยังคงสงบ และทหารไม่ได้ออกไปทำหน้าที่ เหตุการณ์นี้ก็ยากที่จะป้องกัน คงจะเป็นเรื่องดี หากเราสามารถจัดหาพื้นที่อำนวยความสะดวกให้กับทหารเหล่านี้ได้ปลดปล่อยอารมณ์ทางเพศ

“ผมจึงได้ดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับทหาร โดยมีร้อยโท นางามิ โทชิโนริ (Nagami Toshinori) เป็นผู้รับผิดชอบ”

แม้มีบันทึกหรือคำบอกเล่าเกี่ยวกับระบบ Comfort Women น้อยมาก เนื่องจากเหยื่อของระบบดังกล่าวเสียชีวิตเกือบร้อยละ 90 อย่างไรก็ตามเหยื่อที่รอดชีวิตออกมาต่างบอกเล่าในทำนองเดียวกันเกี่ยวกับประสบการณ์ที่พวกเธอพบเจอ ไม่ว่าจะทั้งการถูกล่วงละเมิดทางเพศซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างโหดร้ายทารุณก่อนที่ทหารจะไปออกรบ สภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย การถูกทุบตีและทรมานทางร่างกายและจิตใจ การตั้งครรภ์ไม่พร้อม และการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

“มันไม่มีวันหยุด ทหารเหล่านั้นข่มขืนฉันทุกวินาที” เหยื่อจากระบบ Comfort Women ในปี 1943 กล่าว

ทั้งนี้ แม้ว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อสงครามจะถูกดำเนินคดีในข้อหาอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตามรัฐบาลญี่ปุ่นไม่เคยออกมาแสดงความรับผิดชอบและกล่าวขอโทษเหยื่อจากระบบ Comfort Women อย่างจริงจังจวบจนถึงปัจจุบัน

ประเด็นข้างต้นจึงกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวและสร้างรอยร้าวต่อความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีนและเกาหลีใต้ได้เสมอ

ศาลเจ้ายาสุคุนิ พื้นที่เกียรติยศของอาชญากรสงคราม

ศาลเจ้ายาสุคุนิ ถือเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สร้างความบาดหมางระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศที่ได้รับผลกระทบจากญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่อง

ศาลเจ้านี้ก่อตั้งในปี 1869 เพื่ออุทิศให้กับเหล่าทหารที่เสียชีวิตจากสงครามเพื่อปกป้องประเทศมากกว่า 2.5 ล้านคน นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 จนกระทั่งถึงสงครามโลกครั้งที่ 2

ชื่อของศาลเจ้ายาสุคุนิเกิดจากการรวมกันของคำว่า ‘สันติภาพ’ และ ‘ประเทศชาติ’ โดยตามความเชื่อดั้งเดิมของญี่ปุ่นเชื่อว่า ดวงวิญญาณของผู้ตายที่อยู่ภายในศาลนี้จะได้รับการบูชาในฐานะเทพเจ้ามากกว่าแค่การระลึกถึง

นับตั้งแต่ปี 1978 บุคคลสำคัญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่เหล่าพลทหารระดับสูงมากกว่า 14 คน รวมไปถึง ฮิเดกิ โทโจ (Hideki Tojo) นายพลกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นและนายกฯ ญี่ปุ่นคนที่ 40 ได้รับการยกย่องและอัญเชิญดวงวิญญาณมายังศาลนี้ โดยในปีเดียวกันมีข่าวลือหลุดออกมาว่า โทโจได้รับการทำพิธีให้อยู่ในฐานะเทพเจ้าของศาล จนกระทั่งกลายเป็นที่ถกเถียงในวงกว้าง

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา พรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมมีจุดยืนว่า ผู้นำประเทศควรจะเดินทางมาสักการะศาลเจ้ายาสุคุนิ และรำลึกถึงผู้เสียสละต่อประเทศเป็นประจำทุกปี อย่างไรก็ตามจุดยืนนี้กลับสร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งให้กับจีนและเกาหลีใต้ ในฐานะประเทศที่ได้รับผลกระทบจากญี่ปุ่นมากที่สุด

ชินโซ อาเบะ (Shinzo Abe) คือนายกฯ คนล่าสุดที่เดินทางไปเยือนศาลเจ้าดังกล่าวในปี 2013 โดยเขาระบุว่า เดินทางไปปฏิญาณตนต่อดวงวิญญาณว่า ญี่ปุ่นจะไม่ทำสงครามอีก

กระแสความไม่พอใจจากจีนและเกาหลีใต้ รวมไปถึงนานาประเทศยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้นำของประเทศตกอยู่ในภาวะ ‘กลืนไม่เข้า คายไม่ออก’

อย่างไรก็ตาม แม้มีผู้เสนอว่า ให้ถอดถอนรายชื่อของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ออกจากศาลเจ้ายาสุคุนิ แต่เจ้าหน้าที่ของศาลยืนยันว่าไม่สามารถทำได้

ที่มา:

- https://www.aa.com.tr/en/asia-pacific/-amnesia-of-history-means-betrayal-china-tells-japan-s-takaichi-over-war-linked-shrine/3824610

- https://english.news.cn/20260211/4f5abf1f0ae84ca68dd696f50a972dcc/c.html

- https://www.reuters.com/world/asia-pacific/why-yasukuni-shrine-is-controversial-symbol-japans-war-legacy-2021-08-13/

- https://www.asianstudies.org/publications/eaa/archives/teaching-about-the-comfort-women-during-world-war-ii-and-the-use-of-personal-stories-of-the-victims/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...