12 สัญญาณอันตราย!! บ่งบอกว่าเสี่ยงเบาหวาน
รายงานทางการแพทย์ล่าสุดจากเมโยคลินิก (Mayo Clinic) สหรัฐอเมริกา เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่ประชาชนควรเฝ้าระวังเกี่ยวกับ "ภาวะก่อนเป็นเบาหวาน" หรือภาวะที่ร่างกายเริ่มสูญเสียความสามารถในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยระบุว่าร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนออกมา 12 ลักษณะ ซึ่งมักถูกมองข้ามว่าเป็นเพียงอาการเหนื่อยล้าจากการทำงาน หรือพฤติกรรมการกินทั่วไป
กลไกสำคัญที่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ คือความบกพร่องของอินซูลิน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางนำน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เซลล์ เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน เมื่อกระบวนการดังกล่าวติดขัด น้ำตาลจะค้างอยู่ในกระแสเลือดในปริมาณสูง ส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายเริ่มทำงานผิดปกติ
สัญญาณแรกเริ่มที่พบได้บ่อย คือ "1. ความอยากอาหารหวานอย่างต่อเนื่อง" และ "2. อาการหิวบ่อย" แม้เพิ่งรับประทานอาหารเสร็จ เนื่องจากสมองรับรู้ว่าเซลล์ยังขาดแคลนพลังงาน จึงส่งสัญญาณกระตุ้นให้กินเพิ่มขึ้นตลอดเวลา
นอกจากความหิวแล้ว ปัญหาสมดุลน้ำในร่างกายเป็นอีกหนึ่งตัวบ่งชี้ที่ชัดเจน โดยผู้ป่วยจะมี "3. อาการกระหายน้ำอย่างรุนแรง" และ "4. ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ" โดยเฉพาะในเวลากลางคืน เนื่องจากไตต้องใช้น้ำปริมาณมากเพื่อขับน้ำตาลส่วนเกินออกจากร่างกาย ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงคุณภาพการนอนหลับ ทำให้ "5. นอนไม่สนิท" และตื่นมาพร้อมกับ"6. อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง" รวมถึงส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและสมอง ทำให้ "7. สมาธิสั้นลง ขี้ลืม" และมี "8. อารมณ์แปรปรวนหงุดหงิดง่าย" อย่างเห็นได้ชัดหลังมื้ออาหาร
ในด้านกายภาพ ระดับน้ำตาลที่สูงเกินไปยังส่งผลกระทบต่อเลนส์ตา ทำให้เกิดอาการ "9. ตามัวชั่วคราว" มีอาการ"10. ปวดศีรษะ" และระบบภูมิคุ้มกันต่ำลงทำให้"11. แผลตามร่างกายหายช้ากว่าปกติ" ขณะที่ระบบเผาผลาญจะเริ่มกักเก็บไขมันได้ง่ายขึ้น ทำให้ผู้ที่มีภาวะนี้ประสบปัญหาลดน้ำหนักยาก หรือ"12. น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว" โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน
อย่างไรก็ตาม คลินิกเมโยได้เน้นย้ำถึง "กฎ 4 อาการอันตราย" ที่หากเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ "กระหายน้ำรุนแรง ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลียมาก และหิวตลอดเวลา" ถือเป็นสัญญาณขั้นเด็ดขาดที่ต้องรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจระดับน้ำตาลสะสม (HbA1c) ทันที ทั้งนี้ ภาวะก่อนเป็นเบาหวานยังเป็นระยะที่ "ย้อนกลับได้" หากตรวจพบเร็ว และเร่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ลดน้ำตาล และเพิ่มการออกกำลังกาย ก็จะสามารถกลับมามีสุขภาพปกติได้โดยไม่ต้องพึ่งยา แต่หากปล่อยทิ้งไว้เกิน 2-3 สัปดาห์ อาจนำไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคแทรกซ้อนร้ายแรงต่อหัวใจและหลอดเลือดในอนาคต
ที่มาและภาพ : insight korea, freepik