โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ปานเทพ ชี้คดีทนายตั้มอย่าเพิ่งด่วนดีใจ ยังมีคดีอาญายังไม่เริ่มสืบพยาน

Amarin TV

อัพเดต 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ปานเทพ ชี้คดี ทนายตั้ม อย่าเพิ่งด่วนดีใจว่ารอด แม้ศาลแพ่งสั่งคืนทรัพย์สินให้ ยังมีคดีอาญาที่ยังไม่เริ่มสืบพยาน เผย 4 จำเลยผู้ร่วมขบวนการรับสารภาพ

ปานเทพ ชี้คดี ทนายตั้ม อย่าเพิ่งด่วนดีใจว่ารอด แม้ศาลแพ่งสั่งคืนทรัพย์สินให้ ยังมีคดีอาญาที่ยังไม่เริ่มสืบพยาน เผย 4 จำเลยผู้ร่วมขบวนการรับสารภาพ

วันที่ 24 ก.พ. 69 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ได้เปิดเผยหลังจากศาลแพ่งยกคำร้องอัยการคืนทรัพย์สินให้ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม”

นายปานเทพ เปิดเผยว่า เคารพคำพิพากษาของศาล เพราะเราไม่อาจไปก้าวล่วงได้ แต่ส่วนตัวได้ตั้งข้อสังเกตในส่วนของคดีแพ่งเป็นเรื่องของอัยการ ที่ยื่นคำร้องต่อศาล ซึ่งในการสืบพยานอัยการได้มีการสืบพยานเพียงแค่ปากเดียว คือเจ้าหน้าที่ ปปง. และไม่ได้สืบพยาน น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย ซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ ดังนั้นอย่าเพิ่งด่วนดีใจว่าทนายตั้มจะรอด เพราะคดีหลักในคดีอาญายังไม่ได้เริ่มสืบพยาน และคำตัดสินของศาลแพ่งไม่มีผลในคดีอาญา

นายปานเทพ เปิดเผยว่านายนุวัฒน์ หรือ “นุ” และ นางสาวสารินี หรือ “สา” จำเลยที่สาม และ 4 ในคดี ที่ร่วมกันกับทนายตั้มหลอก เจ๊อ้อย ว่าถูกดูดเงินคริปโตโคเรนซี่ และสร้างหลักฐานเท็จว่าตัวเองเป็นผู้เสียหาย ซึ่งเป็นยอดเงิน 39 ล้านบาท และมีการแบ่งเงินจำนวนนี้ไปให้กับ นายนุ และนางสาวสาว เป็นเงินจำนวน 19 ล้านบาท และนำไปให้ทนายตั้มเป็นเงินจำนวน 20 ล้านบาท ซึ่งศาลได้มีการแยกเป็นอีกคดี

โดยจำเลยทั้งสองได้ให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า มีความผิดร่วมกันฐานร่วมกันฟอกเงิน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ แจ้งความเท็จ แต่เนื่องจากจำเลยให้การรับสารภาพจึงรอลงอาญา 2 ปี โดยทั้ง 2 คนได้นำเงินจำนวน 19 ล้านบาทมาคืนเจ๊อ้อยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยออกเป็นแคชเชียร์เช็ก 2 ฉบับ ฉบับแรก 4 ล้านบาท ฉบับที่สอง 15 ล้านบาท เมื่อเดือนธันวาคม 2568

นอกจากนี้ยังมีจำเลยอีก 2 คน ในคดีหลักซึ่งเกี่ยวข้องกับการซื้อขายรถเบนซ์ โดยทนายตั้มได้ให้พนักงานออกใบเสร็จเกินกว่าราคาที่บริษัทขาย ซึ่งพนักงานก็ออกให้ เพราะเข้าใจว่าทนายตั้มจะนำไปอ้างกับครอบครัว เรื่องนี้แยกออกมาเป็นอีกคดีจากคดีหลัก โดยพนักงานที่ออกใบเสร็จเกินราคาได้ยอมรับว่าทำจริง โดยได้นำพานธูปเทียนมากราบขอขมา เจ๊อ้อย ซึ่ง เจ๊อ้อย ไม่ติดใจเอาความไม่ดำเนินคดี นอกจากนี้ทางบริษัทต้นสังกัดของพนักงานได้โพสต์ขอโทษผ่านเว็บไซต์ของบริษัทด้วย

เมื่อถามว่ากรณีที่ศาลแพ่ง มีผลคำสั่งให้คืนทรัพย์สินให้กับทนายตั้มมีผลกับการประกันตัวของทนายตั้มและภรรยาหรือไม่ นายปานเทพ ระบุว่าเป็นดุลยพินิจของศาล แต่อย่าลืมว่าเหตุที่ให้ประกันในคราวก่อนนั้น เพราะมีพฤติการณ์หลบหนี และเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง และคดีฟอกเงินที่อัยการสั่งฟ้องมีการสืบพยานไปเพียงแค่ปากเดียวเท่านั้น

เมื่อถามว่า เจ๊อ้อย มีความกังวลบ้างหรือไม่ นายปานเทพ ยอมรับว่า เจ๊อ้อย มีความกังวล เพราะคดียังอยู่ในขั้นตอนการต่อสู้ แต่อย่างไรก็ตาม เจ๊อ้อย ได้รับเงินคืนมาแล้วบางส่วนเป็นจำนวน 19 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดี เจ๊อ้อยมีความสบายใจมากขึ้น

นายปานเทพ ระบุว่าคดีนี้ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับทนายตั้ม ได้รับสารภาพไปแล้ว 4 คน และตัวเองมั่นใจว่าศาลจะให้ความเป็นธรรม แม้ว่าครั้งล่าสุดที่พบ ทนายตั้ม จะมีท่าทีมั่นใจว่าจะชนะคดี และภรรยาของทนายตั้ม ตอนขึ้นศาลก็ดูมั่นใจมีการทำผม ทาเล็บ และแต่งหน้า ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้อยู่แล้ว

นายปานเทพ ระบุว่าในคดีฉ้อโกงเป็นปกติธุระนั้น ทนายตั้ม เป็นจำเลยคนแรกที่ได้ใช้ในข้อหานี้ เพราะปกติการฉ้อโกงจะไม่เข้าข่ายการฟอกเงิน แต่ถ้าทำจนเป็นนิสัย และทำอย่างต่อเนื่อง จะเข้าข่ายความผิดทำเป็นปกติธุระจึงจะเข้าข่ายความผิดฉ้อโกงเป็นปกติธุระ

นายคมสัน โพธิ์คง ที่ปรึกษากฎหมายมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นฉ้อโกงเป็นปกติธุระเข้าใจว่านักกฎหมายท่านนั้นคงจะดูเฉพาะประมวลกฎหมายอาญา แต่ในการดําเนินคดีของ ทนายตั้ม เป็นการใช้ประมวลกฎหมายอาญาประกอบกับกฎหมายฟอกเงิน จึงเป็นฐานความผิดที่มีลักษณะกระทําบ่อยๆที่อยู่ในกฎหมายฟอกเงินจึงเขียนระบุว่า “เป็นปกติธุระ“ ซึ่งนําเอาความผิดฐานฉ้อโกงมาใช้ประกอบ

ส่วนกรณีที่ ทนายตั้ม พยายามต่อสู้ว่าให้ด้วยความเสน่หาหรือสมัครใจนั้น นายคมสัน บอกว่า ความผิดฐานฉ้อโกงไม่มีการบังคับให้ด้วยความสมัครใจทุกคดี แต่เกิดขึ้นจากการหลอกลวง การอ้างว่าให้ด้วยเสน่ห์ ถือเป็นการรับสารภาพว่ารับมาจริงๆ ต้องไปสืบพฤติการณ์ว่าให้ด้วยความสมัครใจหรือใช้เล่ห์กลในการหลอกลวงหรือไม่

อย่างไรก็ตามศาลไม่ได้มองพฤติกรรมทางแพ่งมาใช้ในการให้ประกันตัว แต่ศาลมองเงื่อนไขอยู่ 2-3 เรื่องคือผู้ต้องหาไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานหรือไม่ ข่มขู่พยานหรือไม่ และมีพฤติการณ์หลบหนีหรือไม่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...