บันทึกหน้า 4
ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด การเมืองไทยในห้วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งครั้งนี้ กำลังสะท้อน “รอยเดิมที่ไม่เคยหาย” และ “บทเรียนที่บางฝ่ายยังดื้อจะไม่เรียนรู้” ไม่ว่าจะเป็นฝั่งพรรคส้ม หรือฝั่งฝ่ายอนุรักษนิยมเองก็ตาม
เริ่มจากประเด็นที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กตรงไปตรงมา เรื่อง “ม.112 จุดอ่อนของพรรคส้ม” ซึ่งไม่ใช่การพูดลอยๆ แต่เป็นการรื้อ “ความจริงในอดีต” ที่ยังตามหลอกหลอนอยู่ในปัจจุบัน
นายชูวิทย์ชี้ชัดว่า ไม่ว่าธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือใครในพรรคส้ม จะพยายามแก้ตัวหรือปรับคำอธิบายอย่างไร ภาพของการ “รณรงค์ยกเลิก ม.112” ที่เริ่มมาตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ ต่อเนื่องถึงก้าวไกล และมาถึงพรรคประชาชนในวันนี้ ได้ฝังอยู่ในความทรงจำของสังคมไทยไปแล้ว
Digital Footprint ไม่เคยโกหก ภาพบนเวทีปราศรัย คำพูดในการสัมภาษณ์ และถ้อยแถลงในสภา ย้อนหลังได้ทั้งหมด ตั้งแต่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรค ที่ติดสติกเกอร์ “ยกเลิก ม.112” ชัยธวัชที่ประกาศชัดบนเวที ช่อที่ชวนคนเห็นด้วยให้มารวมกัน ไอติมที่ให้สัมภาษณ์ว่า “ควรถูกยกเลิกเลย” ไปจนถึงอมรัตน์ที่อภิปรายในสภาว่ากฎหมายที่มนุษย์เขียนขึ้นก็ต้องแก้และยกเลิกได้
ดังนั้น ต่อให้ธนาธรจะย้ำกี่ครั้งว่า “ไม่มีใครพูดว่าจะยกเลิก” สังคมก็ยังมีหลักฐานย้อนหลังให้ดูครบถ้วน ความผิดพลาดของพรรคส้มในสายตาผู้วิจารณ์ จึงไม่ใช่แค่เรื่องนโยบาย แต่คือการใช้ประเด็นอ่อนไหวเพื่อโกยคะแนน โดยไม่คำนึงถึงผลสะเทือนต่อความแตกแยก จนท้ายที่สุดต้องจบลงด้วยคำสั่งยุบพรรคจากศาลรัฐธรรมนูญ
แม้วันนี้ศาลจะสั่งห้ามใช้ ม.112 เป็นเครื่องมือหาเสียง แต่ไม่ได้หมายความว่าความคลางแคลงใจจะหายไป ท่าทีของผู้นำพรรคส้มต่อการแก้รัฐธรรมนูญ หมวด 1 หมวด 2 การไม่ยกมือยืนยันว่าจะไม่แตะต้อง รวมถึงวาทกรรมเดิมเรื่อง “ด้อยค่ากองทัพ” ที่สวนทางกับสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา ล้วนกลายเป็นตราบาปทางการเมืองที่ยังติดตัวอยู่หลังเลือกตั้ง
ขยับมามองภาพใหญ่ของสนามเลือกตั้ง ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักวิชาการจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เตือนด้วยน้ำเสียงที่ไม่ใหม่ แต่ยังไม่เคยถูกฟังอย่างจริงจังว่า “ภัยร้ายที่สุดของฝ่ายอนุรักษนิยม ไม่ใช่ฝ่ายตรงข้าม แต่คือเสียงแตกของตัวเอง”
ภาพการแข่งขันยังเป็นศึกสามก๊ก พรรคสีน้ำเงิน พรรคส้ม และพรรคแดง ต่างมีโอกาสได้ สส. เกิน 100 คนทั้งหมด พรรคน้ำเงินยังนำอยู่ แต่ไม่ห่าง พรรคส้มไล่จี้ติด พรรคแดงเริ่มฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ปัญหาคือ ฝ่ายขวากลับมีตัวเลือกมากเกินไป จนแย่งคะแนนกันเอง ในขณะที่พรรคส้มและพรรคแดงมีฐานเสียงที่ “ลงตัว” มานานแล้ว แตกกันจนเหลือแต่แกนหลัก ไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญคะแนน
ตัวอย่างในกรุงเทพฯ สะท้อนชัด พรรคส้มราว 35% พรรคแดงราว 20% ขณะที่คะแนนฝั่งขวากระจายไปคนละ 15–20% หากรวมกันได้จริง ตัวเลขอาจขยับขึ้นมาสู้ได้อย่างสูสี แต่ในความเป็นจริงกลับกระจัดกระจาย และเปิดทางให้ส้ม–แดงโกยที่นั่ง
รู้ทั้งรู้ว่าเสียงแตกคือปัญหา แต่ยังดื้อ ฝืน ทั้งที่เห็นสัญญาณ และอาจต้องยอมรับว่า ถ้ายังไม่รวมพลัง ผลลัพธ์ก็อาจไม่ต่างจากเดิม
และเมื่อเกมนโยบายเดินมาถึงช่วงสุดท้าย ก็เกิดอีกหนึ่งประเด็น “โป๊ะแตกกลางไทม์ไลน์” เมื่อ “รัชดา ธนาดิเรก” สมาชิกพรรคภูมิใจไทย เปิดเอกสารนโยบายจากทีม “ประกันสังคมก้าวหน้า” ที่ระบุชัดเรื่องการให้แรงงานข้ามชาติเข้านั่งบอร์ดประกันสังคม
นี่ไม่ใช่การมโน แต่เป็นลายลักษณ์อักษร รัชดา จึงตั้งคำถามตรงไปถึง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ว่ารู้เห็นหรือไม่ เห็นด้วยหรือเปล่า และเรียกร้องให้พรรคประชาชนชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา อย่าปล่อยให้สังคมต้องเดา และอย่าพูดอย่าง ทำอย่าง ก่อนจะบิดคำอธิบายไปวันๆ
เพราะสุดท้ายแล้ว การเมืองไม่ใช่แค่สโลแกนสวยหรู นโยบายที่เขียนเอง ต้องกล้ารับเอง ประชาชนไม่ได้โกรธความคิดต่าง แต่ไม่ยอมรับความไม่ตรงไปตรงมา และนี่คือโจทย์ใหญ่ที่พรรคส้มยังต้องตอบให้ชัด…ก่อนถึงคูหาเลือกตั้ง.
คางดำ