"พ่อ" บุกร้องขอความเป็นธรรม 3 หน่วยงาน หลังสูญเสียลูกชายวัย 2 จากเหตุรถชน
">
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 นายปารเมท ทะวิงรัมย์ อายุ 25 ปี ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับบุตรชายวัย 2 ขวบ 5 เดือน ที่เสียชีวิตหลังประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์ชนและเหยียบทับ พร้อมยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ 3 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม, ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดนครพนม และโรงพยาบาลที่เกิดเหตุ เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการรักษา
นายปารเมทตั้งข้อสังเกตถึงขั้นตอนการดูแลรักษาของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนม โดยระบุว่าอาจมีความบกพร่องในหลายประเด็น ทั้งการประเมินอาการเบื้องต้น การห้ามเลือด การดูแลบาดแผล และการติดตามสัญญาณชีพอย่างใกล้ชิด
ตามโพสต์ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 12.50 น. เด็กชายประสบอุบัติเหตุถูกรถยนต์ชนและเหยียบทับ บิดารีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที และเดินทางถึงโรงพยาบาลในเวลา 12.57 น. ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาทีหลังเกิดเหตุ
ระหว่างนำส่งโรงพยาบาล เด็กยังมีสติ พูดคุยรู้เรื่อง ร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด มีบาดแผลฉกรรจ์บริเวณหน้าผากเป็นแผลลึก ขาขวาผิดรูป และมีบาดแผลหลายแห่งทั่วร่างกาย
เมื่อถึงห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน เจ้าหน้าที่ได้ทำแผลเบื้องต้น ใส่สายน้ำเกลือ และส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) สมอง รวมถึงเอกซเรย์ขา ระหว่างนั้นพบว่าเลือดบริเวณต้นขาขวาไหลออกอย่างต่อเนื่อง
ภายหลังเสร็จสิ้นการตรวจ เด็กถูกส่งกลับมารอผลที่ห้องฉุกเฉิน และมีแพทย์ฝึกหัดใช้อัลตราซาวด์ช่องท้องเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เลือดจากแผลต้นขายังคงไหลไม่หยุด ทำให้บิดาต้องเรียกพยาบาลมาทำแผลซ้ำ
ต่อมา เด็กมีอาการเจ็บมาก หิว และร้องขอดื่มนม ดื่มน้ำ แต่ได้รับแจ้งว่ามีกำหนดผ่าตัดในเวลา 20.00 น. จึงไม่สามารถรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำได้ ต่อมาเด็กอาเจียน 2 ครั้ง ญาติได้แจ้งพยาบาล แต่ระบุว่าไม่มีการดูแลเพิ่มเติม
เวลาประมาณ 15.05 น. เด็กถูกย้ายไปพักรอผ่าตัดที่ห้องศัลยกรรมหญิง ซึ่งครอบครัวมองว่าไม่ใช่พื้นที่ใกล้แพทย์ฉุกเฉิน บิดาจึงสอบถามถึงความเป็นไปได้ในการส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลสกลนคร แต่ได้รับคำตอบว่าไม่สามารถย้ายได้ เนื่องจากอาการอยู่ในภาวะวิกฤตและต้องรอผ่าตัด
ระหว่างรอผ่าตัด เด็กยังคงมีอาการเจ็บ อ่อนเพลีย ร้องหิวน้ำ หิวนม และมีเลือดไหลจากบาดแผลหลายจุด รวมถึงบริเวณท้ายทอย ญาติแจ้งพยาบาลให้ช่วยทำแผล แต่ระบุว่าไม่มีการประเมินบาดแผลอย่างละเอียด
กระทั่งเวลาประมาณ 17.00 น. เด็กเริ่มมีอาการผิดปกติชัดเจน ได้แก่ อ่อนเพลียมาก ปากซีด ตัวเหลือง มือเท้าเย็น พยาบาลพยายามวัดความดันโลหิตและอุณหภูมิหลายครั้ง แต่เครื่องไม่แสดงผล ใช้เวลาจนถึงประมาณ 18.20 น. โดยได้รับคำชี้แจงว่าแขนเด็กเล็ก และจะกลับมาตรวจใหม่
เวลาประมาณ 19.00 น. อาการทรุดลงอย่างรุนแรง เด็กซึม ไม่พูด ตัวเหลือง ซีด มือเท้าเย็นจัด และมีอาการตาลอยเป็นระยะ
ก่อนเวลา 19.30 น. เด็กได้พูดประโยคสุดท้ายกับมารดาว่า “แม่…ม่อนไม่ไหวแล้ว” จากนั้นมีอาการน้ำลายฟูมปาก หมดสติ และชีพจรหยุดเต้น
ทีมแพทย์และพยาบาลได้ทำการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) นานประมาณ 31 นาที ก่อนกลับมามีชีพจร และถูกส่งเข้ารับการผ่าตัด พร้อมรักษาต่อในห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) อย่างไรก็ตาม เด็กไม่รู้สึกตัวอีกเลย และเสียชีวิตในวันที่ 27 มกราคม 2569 เวลา 16.45 น.
ครอบครัวผู้เสียชีวิตระบุว่า ยังมีข้อสงสัยหลายประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการรักษา ไม่ว่าจะเป็นการประเมินอาการในระยะแรก การห้ามเลือด การดูแลบาดแผล การย้ายผู้ป่วยไปรอผ่าตัดในพื้นที่ที่ไม่มีแพทย์ดูแลใกล้ชิด รวมถึงการติดตามสัญญาณชีพเมื่อเครื่องมือไม่แสดงผล แต่ไม่มีการเร่งประเมินอาการอย่างจริงจัง
แม้โรงพยาบาลจะเชิญครอบครัวเข้ารับฟังคำชี้แจง และได้พบผู้อำนวยการโรงพยาบาลแล้ว 1 ครั้ง แต่ครอบครัวยืนยันว่า คำชี้แจงดังกล่าวยังไม่สามารถคลายข้อสงสัยหรือเยียวยาความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ และจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำขอโทษอย่างเป็นทางการ
นายปารเมทระบุว่า การออกมาโพสต์ครั้งนี้ไม่ได้ต้องการโจมตีบุคคลใด แต่ในฐานะพ่อคนหนึ่ง เขาต้องการทราบความจริง และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับชีวิตเล็ก ๆ ที่ไม่ควรต้องจากไปเช่นนี้
พร้อมกันนี้ ครอบครัวขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นกับครอบครัวอื่นอีก