"จีน" จ่อครองตลาดรถ EV โลก ทะลุ 1 ใน 3 ภายในปี 2030
รายงานจากธนาคาร UBS ชี้ว่าผู้ผลิตรถยนต์จากจีนกำลังเดินหน้าเข้าสู่บทบาทผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ผู้ผลิตรถจากจีนจะครองส่วนแบ่งตลาดราว 1 ใน 3 ของยอดขายทั่วโลก และจะสร้างรายได้ส่วนใหญ่จากต่างประเทศ เพิ่มความสำคัญของตลาดนอกประเทศในช่วงการแข่งขันภายในที่รุนแรงขึ้น
UBS ระบุว่าการคาดการณ์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับที่เคยประเมินไว้เมื่อ 2 ปีก่อน แม้ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของยุโรปดำเนินงานชะลอตัว และประเทศตะวันตกเพิ่มมาตรการตอบโต้ทั้งการเก็บภาษี การตรวจสอบซัพพลายเชน และการส่งเสริมผู้ผลิตท้องถิ่น ซึ่งโดยรวมส่งผลให้การเติบโตของจีนชะลอตัวในระยะสั้น
ฝ่ายวิเคราะห์ของ UBS ชี้ว่าอุปสรรคสำคัญเกิดจากภาวะปรับตัวช้าของตลาดยุโรป รวมถึงมาตรการกีดกันการค้า แต่ยังเห็นสัญญาณการฟื้นตัว ขณะที่ผู้ผลิตจีนยังเดินหน้าขยายการผลิตไปยุโรป เปิดโรงงานใหม่ และปรับกลยุทธ์การส่งออกเป็นการตั้งฐานการผลิตท้องถิ่นมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากภาษี
ในปัจจุบัน ยอดขายต่างประเทศคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของยอดขายอุตสาหกรรมรถยนต์จีน แต่สามารถสร้างสัดส่วนกำไรมากถึงครึ่งหนึ่งให้กับบางบริษัท สะท้อนแรงกดดันด้านการแข่งขันในประเทศทั้งด้านราคา เทคโนโลยี และการเปิดตัวรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง
ผู้บริหารในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์มองว่า การเติบโตของจีนไม่ได้หมายความว่าจีนจะผูกขาดตลาดในอนาคต แต่อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระบบแพลตฟอร์มขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย ซึ่งยังมีพื้นที่สำหรับประเทศผู้เล่นใหม่ โดยเฉพาะอินเดียที่เริ่มเติบโตโดดเด่นในประเทศของตนเอง
ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา Tata Motors และ Mahindra ได้เพิ่มส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศอย่างรวดเร็ว ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ EV และเข้าซื้อกิจการต่างประเทศ เช่น Jaguar Land Rover ของ Tata Motors และ SsangYong รวมถึงสตูดิโอออกแบบ Pininfarina ของ Mahindra เพื่อเสริมเทคโนโลยีและแบรนด์
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีฐานการผลิตและสินค้าขายในต่างประเทศ แต่ทั้งสองแบรนด์ยังไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในระดับโลกได้ โดยยังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านแบรนด์ การตลาด และเครือข่ายผู้บริโภค
ด้านภูมิรัฐศาสตร์ของอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าผู้ผลิตจีนยังคงได้เปรียบในช่วงรวมตัวของตลาด เนื่องจากระบบซัพพลายเชนที่มีครบวงจร ตั้งแต่วัตถุดิบ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ ซึ่งผู้ผลิตจากประเทศอื่นยังต้องพึ่งพาจีนในหลายขั้นตอน โดยเฉพาะอินเดียที่ยังนำเข้าชิ้นส่วน EV จำนวนมากจากจีน
เพื่อรับมือมาตราแทรกแซงการค้า ผู้ผลิตจีนจำนวนมากเริ่มย้ายจากการส่งออกสู่การผลิตในประเทศเป้าหมาย ไทยเป็นหนึ่งในฐานสำคัญที่มีโรงงานผลิตเต็มกำลังของ SAIC, Great Wall Motor และ BYD ขณะที่บราซิลและฮังการีคาดว่าจะเป็นฐานการผลิตใหญ่เพิ่มเติมของ BYD และ GWM ภายในช่วงกลางทศวรรษนี้
ด้านอินเดีย ความท้าทายยังมีมาก แม้ Tata Motors ตั้งเป้าให้รถไฟฟ้าคิดเป็นร้อยละ 30 ของยอดขายในประเทศภายในปี 2030 แต่การลดแรงจูงใจของรัฐบาล ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานระบบชาร์จ และการแข่งขันจากผู้เล่นรายใหม่ เช่น Maruti Suzuki และ MG Motor อาจทำให้การเติบโตไม่เป็นไปตามคาด
ในระยะต่อไป จีนยังคงมุ่งมั่นเข้าสู่ตลาดอินเดีย แม้ยังมีข้อจำกัดด้านระเบียบและความตึงเครียดทางการค้า เช่น BYD ที่ทำตลาดผ่านบริษัทร่วมทุนแบบจำกัดการผลิต และ Chery รวมถึง Great Wall Motor ที่รอโอกาสเข้าตลาดหากเงื่อนไขเอื้ออำนวย
ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่ประเทศหรือภูมิภาค แต่จะอยู่ที่ความสามารถในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก โดยมีแอฟริกาเป็นหนึ่งในสนามใหม่ที่ถูกจับตามอง ทั้งในด้านซัพพลายเชน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และการสร้างฐานผู้บริโภค
การขยายบทบาทของผู้ผลิตจีนสะท้อนขั้นตอนใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ที่เปลี่ยนจากการพึ่งกำลังการผลิตเป็นการแข่งขันด้านระบบนิเวศ เทคโนโลยี และสเกลระดับโลก ท่ามกลางมาตรการกีดกันที่เข้มข้นขึ้นและการแย่งชิงความได้เปรียบระหว่างประเทศผู้นำเศรษฐกิจ
รายงานดังกล่าวตอกย้ำว่า หากไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ผู้ผลิตรถยนต์จีนยังมีโอกาสสูงจะครองพื้นที่สำคัญของตลาดโลกภายในปี 2030 และอาจยกระดับสู่บทบาทผู้กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในทศวรรษหน้า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- ปิดจบ "เซ็นทรัลลาดพร้าว" ต่อสัญญา 30 ปี ยึดหัวหาดลาดพร้าว-พหลฯ
- "Apple" เบอร์หนึ่งสมาร์ตโฟนโลก 2025 ตามด้วย Samsung–Xiaomi
- "หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์" สะบัดลีลาไม่พอ ต้องใช้งานได้จริง
- เปิด 8 ชาติยุโรป "โดนัลด์ ทรัมป์" สั่งเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทุกประเภท
- จบสวย! "เซ็นทรัล ลาดพร้าว" ต่อสัญญา 30 ปี มูลค่า 3.3 หมื่นล้าน