โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"จีน" จ่อครองตลาดรถ EV โลก ทะลุ 1 ใน 3 ภายในปี 2030

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
UBS ประเมินผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน จะถือครองส่วนแบ่งตลาดโลกประมาณ 1 ใน 3 ภายในปี 2030

รายงานจากธนาคาร UBS ชี้ว่าผู้ผลิตรถยนต์จากจีนกำลังเดินหน้าเข้าสู่บทบาทผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ผู้ผลิตรถจากจีนจะครองส่วนแบ่งตลาดราว 1 ใน 3 ของยอดขายทั่วโลก และจะสร้างรายได้ส่วนใหญ่จากต่างประเทศ เพิ่มความสำคัญของตลาดนอกประเทศในช่วงการแข่งขันภายในที่รุนแรงขึ้น

UBS ระบุว่าการคาดการณ์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับที่เคยประเมินไว้เมื่อ 2 ปีก่อน แม้ปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของยุโรปดำเนินงานชะลอตัว และประเทศตะวันตกเพิ่มมาตรการตอบโต้ทั้งการเก็บภาษี การตรวจสอบซัพพลายเชน และการส่งเสริมผู้ผลิตท้องถิ่น ซึ่งโดยรวมส่งผลให้การเติบโตของจีนชะลอตัวในระยะสั้น

ฝ่ายวิเคราะห์ของ UBS ชี้ว่าอุปสรรคสำคัญเกิดจากภาวะปรับตัวช้าของตลาดยุโรป รวมถึงมาตรการกีดกันการค้า แต่ยังเห็นสัญญาณการฟื้นตัว ขณะที่ผู้ผลิตจีนยังเดินหน้าขยายการผลิตไปยุโรป เปิดโรงงานใหม่ และปรับกลยุทธ์การส่งออกเป็นการตั้งฐานการผลิตท้องถิ่นมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงจากภาษี

ในปัจจุบัน ยอดขายต่างประเทศคิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของยอดขายอุตสาหกรรมรถยนต์จีน แต่สามารถสร้างสัดส่วนกำไรมากถึงครึ่งหนึ่งให้กับบางบริษัท สะท้อนแรงกดดันด้านการแข่งขันในประเทศทั้งด้านราคา เทคโนโลยี และการเปิดตัวรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

ผู้บริหารในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์มองว่า การเติบโตของจีนไม่ได้หมายความว่าจีนจะผูกขาดตลาดในอนาคต แต่อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระบบแพลตฟอร์มขนาดใหญ่เพียงไม่กี่ราย ซึ่งยังมีพื้นที่สำหรับประเทศผู้เล่นใหม่ โดยเฉพาะอินเดียที่เริ่มเติบโตโดดเด่นในประเทศของตนเอง

ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา Tata Motors และ Mahindra ได้เพิ่มส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศอย่างรวดเร็ว ขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ EV และเข้าซื้อกิจการต่างประเทศ เช่น Jaguar Land Rover ของ Tata Motors และ SsangYong รวมถึงสตูดิโอออกแบบ Pininfarina ของ Mahindra เพื่อเสริมเทคโนโลยีและแบรนด์

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีฐานการผลิตและสินค้าขายในต่างประเทศ แต่ทั้งสองแบรนด์ยังไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในระดับโลกได้ โดยยังต้องเผชิญข้อจำกัดด้านแบรนด์ การตลาด และเครือข่ายผู้บริโภค

ด้านภูมิรัฐศาสตร์ของอุตสาหกรรม ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าผู้ผลิตจีนยังคงได้เปรียบในช่วงรวมตัวของตลาด เนื่องจากระบบซัพพลายเชนที่มีครบวงจร ตั้งแต่วัตถุดิบ แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์ ซึ่งผู้ผลิตจากประเทศอื่นยังต้องพึ่งพาจีนในหลายขั้นตอน โดยเฉพาะอินเดียที่ยังนำเข้าชิ้นส่วน EV จำนวนมากจากจีน

เพื่อรับมือมาตราแทรกแซงการค้า ผู้ผลิตจีนจำนวนมากเริ่มย้ายจากการส่งออกสู่การผลิตในประเทศเป้าหมาย ไทยเป็นหนึ่งในฐานสำคัญที่มีโรงงานผลิตเต็มกำลังของ SAIC, Great Wall Motor และ BYD ขณะที่บราซิลและฮังการีคาดว่าจะเป็นฐานการผลิตใหญ่เพิ่มเติมของ BYD และ GWM ภายในช่วงกลางทศวรรษนี้

ด้านอินเดีย ความท้าทายยังมีมาก แม้ Tata Motors ตั้งเป้าให้รถไฟฟ้าคิดเป็นร้อยละ 30 ของยอดขายในประเทศภายในปี 2030 แต่การลดแรงจูงใจของรัฐบาล ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานระบบชาร์จ และการแข่งขันจากผู้เล่นรายใหม่ เช่น Maruti Suzuki และ MG Motor อาจทำให้การเติบโตไม่เป็นไปตามคาด

ในระยะต่อไป จีนยังคงมุ่งมั่นเข้าสู่ตลาดอินเดีย แม้ยังมีข้อจำกัดด้านระเบียบและความตึงเครียดทางการค้า เช่น BYD ที่ทำตลาดผ่านบริษัทร่วมทุนแบบจำกัดการผลิต และ Chery รวมถึง Great Wall Motor ที่รอโอกาสเข้าตลาดหากเงื่อนไขเอื้ออำนวย

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้จำกัดอยู่ที่ประเทศหรือภูมิภาค แต่จะอยู่ที่ความสามารถในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก โดยมีแอฟริกาเป็นหนึ่งในสนามใหม่ที่ถูกจับตามอง ทั้งในด้านซัพพลายเชน ความร่วมมือด้านเทคโนโลยี และการสร้างฐานผู้บริโภค

การขยายบทบาทของผู้ผลิตจีนสะท้อนขั้นตอนใหม่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ที่เปลี่ยนจากการพึ่งกำลังการผลิตเป็นการแข่งขันด้านระบบนิเวศ เทคโนโลยี และสเกลระดับโลก ท่ามกลางมาตรการกีดกันที่เข้มข้นขึ้นและการแย่งชิงความได้เปรียบระหว่างประเทศผู้นำเศรษฐกิจ

รายงานดังกล่าวตอกย้ำว่า หากไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ผู้ผลิตรถยนต์จีนยังมีโอกาสสูงจะครองพื้นที่สำคัญของตลาดโลกภายในปี 2030 และอาจยกระดับสู่บทบาทผู้กำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในทศวรรษหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...