โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

'ไทยต้องเร่งคุยสหรัฐฯ ทันที' คำมั่นอธิบดีกรมเจรจาการค้าฯ ลุยปิดดีล-ดัน FTA

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ฐานเศรษฐกิจ และสื่อเครือเนชั่น สัมภาษณ์พิเศษ น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เจาะลึกในประเด็นการเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกา ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศใช้อัตราภาษีตามกฎหมายการค้ามาตรา 122 กับประเทศคู่ค้าในอัตราเดียวกันที่ 15% แทนภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) พร้อมทั้งการผลักดันการเจรจาการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยหลายประเทศ

น.ส.โชติมา เริ่มต้นอธิบายเรื่องสำคัญเรื่องแรก นั่นคือ ประเด็นความไม่แน่นอนจากนโยบายการค้ากับสหรัฐฯ ว่า ขณะนี้ กรมเจรจาการค้าฯ ได้รับมอบนโยบายจากรัฐบาลติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยต้องรอเอกสารอย่างเป็นทางการจากสหรัฐฯ ก่อนว่า การประกาศภาษีกับประเทศคู่ค้าในอัตราเดียวกันที่ 15% นั้น เป็นอย่างไรก่อน

“ขณะนี้ภาษีนำเข้าสินค้าไทยอยู่ที่ 10% และกำลังรอดูว่าจะมีคำสั่งฝ่ายบริหารหรือ Executive Order กำหนดอัตรา 15% ออกมาเป็นทางการก่อน แม้อัตราดังกล่าวจะดีกว่า 19% ที่ไทยเคยได้รับมาตลอดช่วงการเจรจา แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนว่าจะคงอยู่นานเพียงใด เนื่องจากประเทศที่เคยถูกเรียกเก็บภาษีสูงถึง 30% หากได้รับการปรับลดมาอยู่ที่ 15% เช่นเดียวกัน จะกลายมาเป็นคู่แข่งในตลาดสหรัฐฯ ทันที” น.ส.โชติมา กล่าว

ขอทำการบ้านก่อนลุยเจรจา

สำหรับการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่ผ่านมาประเทศไทย มีการเจรจาหลายระดับ โดยการเจรจารอบล่าสุดมีขึ้นในเดือนมกราคม-ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา โดยมีการเจรจารายหัวข้อ ซึ่งแต่ละฝ่ายส่งผู้เชี่ยวชาญมานั่งหารือ เช่นของไทยก็เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนั้น ๆ ในระดับกระทรวง ส่วนรอบต่อไปยังไม่มีการนัดหมาย เนื่องจากอยู่ในช่วงที่ทั้งสองฝ่ายกลับไปทำการบ้านก่อน

ส่วนของประเด็นที่ฝ่ายสหรัฐฯ ให้ความสนใจกับไทยนั้น น.ส.โชติมา กล่าวว่า หัวข้อการเจรจาของไทยมีลักษณะใกล้เคียงกับที่สหรัฐฯ คุยกับมาเลเซียและกัมพูชา แต่แต่ละประเทศก็มีประเด็นเฉพาะตัว ขณะที่เรื่องความเสี่ยงจากภาษีนำเข้าสินค้าที่เข้าข่ายสวมสิทธิ์ (transshipment) นั้น ไทยได้รับการยอมรับว่าจัดการได้ดี โดยกรมการค้าต่างประเทศได้ประสานงานกับกรมศุลกากรของสหรัฐฯ และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดตั้งแต่ต้น ทำให้ช่วงการเจรจาที่ผ่านมาไม่ถูกกดดันในประเด็นนี้มากนัก

นัดคุยเอกชนรับฟังข้อเสนอ

สำหรับขั้นตอนถัดไปหลังมีการประกาศอัตราภาษีอย่างเป็นทางการ น.ส.โชติมา ยอมรับว่า ไทยต้องเร่งเจรจากับสหรัฐฯ ทันที พร้อมกันนี้กระทรวงพาณิชย์จะเชิญสมาคมการค้าขนาดใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาหารือ เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะเกี่ยวกับช่องว่างในการเจรจา และชี้แจงรายละเอียดให้ผู้ประกอบการทราบถึงข้อยกเว้นภาษีในมาตรา 122 ที่มีสินค้าเพิ่มเติมขึ้นมาจากประกาศก่อนหน้าหลายรายการ

ขณะเดียวกันไทยกำลังเตรียมรายการสินค้าที่ยังไม่อยู่ในบัญชีสินค้าขอยกเว้นที่มีอยู่ เพื่อส่งให้ฝ่ายสหรัฐฯ พิจารณาในการเจรจาระดับเทคนิค รวมถึงเตรียมรับมือกับมาตรา 301 ที่อาจถูกนำมาใช้ในช่วง 150 วันนับจากนี้ด้วย

นอกเหนือจากด้านภาษีแล้ว ในด้านการเจรจาเปิดตลาดสินค้า และการเข้าไปลงทุนในประเทศสหรัฐฯนั้น เรื่องการเปิดตลาดสินค้าบางรายการกับสหรัฐฯ ก็ต้องมาหารือกันอีกครั้งเพื่อให้เกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย เพราะบางสินค้าแต่ละประเทศยังมีการควบคุมอยู่ และการนำเข้าต้องมีกระบวนการที่ต้องผ่านการตรวจรับรอง

ส่วนในเรื่องการลงทุนนั้นสหรัฐฯ ยังไม่ได้โฟกัสเรื่องนี้เป็นประเด็นหลักในการเจรจากับไทย ซึ่งต่างจากประเทศเศรฐกิจขนาดใหญ่ โดยในเรื่องการลงทุนนั้น ที่ผ่านมารัฐบาลเองก็ส่งเสริมภาคธุรกิจที่มีความพร้อมออกไปลงทุนต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนด้านพลังงาน

เร่งปิดดีลเจรจา FTA ไทย-อียู

ส่วนความคืบหน้าการเจรจาความตกลงการค้าเสรีหรือ FTA กับคู่ค้าสำคัญ น.ส.โชติมา กล่าวว่า ในการเจรจากับสหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย-อียู ล่าสุดมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง หลังการประชุมไปครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่จังหวัดเชียงใหม่ สามารถปิดการเจรจาบทต่าง ๆ ได้แล้ว 11 บท จากทั้งหมด 24 บท โดยทั้งสองฝ่ายเห็นไปในทางเดียวกัน

“เนื้อหา FTA ไทย-อียู ที่เหลือใกล้จะสรุปได้แล้วก่อนที่จะเข้าสู่บทที่ยาก โดยไทยได้ศึกษาความตกลงที่อียูเพิ่งสรุปกับอินโดนีเซียและเวียดนาม ซึ่งเป็น FTA เวอร์ชันใหม่เอามาประกอบการเจรจาด้วย แต่การเจรจากับอียูก็ไม่ง่ายนัก เพราะทุกอย่างมีมาตรฐานที่สูง และนับเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของทีมเจรจา” น.ส.โชติมา ระบุ

เปิดเบื้องลึกเจรจาไม่หมู

น.ส.โชติมา ยอมรับว่า ประเด็นที่ถือว่ายากที่สุดในการเจรจากับอียูคือการเปิดตลาดทั้งสินค้า บริการ การลงทุน และการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ รวมถึงประเด็นเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งอียูต้องการให้ไทยขยายเวลาคุ้มครองข้อมูลออกไป เช่น จาก 10 หรือ 25 ปี อาจเป็น 50 ปี

นอกจากนี้ยังมีเรื่องสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์หรือ GI ที่ทั้งสองฝ่ายมีเจตนารมณ์ใกล้เคียงกัน แต่ข้อบทมีความซับซ้อนสูงจนต้องให้ผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาเจรจาโดยตรง อีกทั้งยังมีประเด็นใหม่เช่น พลังงานและวัตถุดิบที่ไม่เคยปรากฏใน FTA ฉบับเดิมมาก่อน เช่นเดียวกับสินค้าเกษตรที่มีความกังวลและมีแรงกดดันจากเกษตรกรในประเทศ รวมไปถึงมาตรฐานการผลิตและกระบวนการตรวจสอบแตกต่างกัน

“การเจรจากับอียูไม่เหมือนสหรัฐฯ เพราะเขาจะฟังเรามาก และให้เราพูดถึงความกังวลตั้งแต่รอบแรกๆ และเขาเอาสิ่งที่เราพูดไปพิจารณาด้วย โดยผู้เจรจาก็เป็นคณะกรรมาธิการยุโรป และต้องเอาข้อมูลไปคุยกับ 27 ประเทศสมาชิก ทำให้กระบวนการเจรจามีการถ่วงดุลความต้องการของทุกฝ่ายมากกว่า แม้จะใช้เวลามากกว่าก็ตาม แต่ไทยก็ตั้งเป้าปิดการเจรจากับอียูให้ได้ภายในปี 2569 นี้ เพราะประเทศรอบข้างในอาเซียนขยับไปหมดแล้วเราจึงต้องเร็ว” น.ส.โชติมาระบุ

ดัน FTA อีกหลายประเทศ

สำหรับ FTA คู่อื่น ๆ ก็มีความคืบหน้าตามลำดับ โดยการเจรจา FTA ไทย-เกาหลีใต้ ได้ดำเนินมาถึงช่วงสุดท้ายแล้วแต่ยังคงอยู่ในขั้นตอนการหาจุดลงตัวในประเด็นที่ต่างฝ่ายต่างมีข้อจำกัดในการเปิดตลาด ซึ่งไทยตั้งเป้าหมายอยากให้จบภายในปีนี้ ส่วนความตกลงกับประเทศอื่น ๆ มีความคืบหน้าตามลำดับ โดย ไทย-เอฟต้า (EFTA) ได้ลงนามไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วและคาดว่าจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2570

ขณะที่ความตกลงกับ ภูฏาน นั้นการเจรจาเสร็จสิ้นหมดแล้วและอยู่ระหว่างรอขั้นตอนการนำเสนอเข้าสู่รัฐสภา เช่นเดียวกับความตกลงกับ ศรีลังกา ที่ลงนามแล้วแต่ยังรอการตรวจสอบทางกฎหมายและรอดูสถานการณ์ภายในของทางศรีลังกาเอง และยังมี FTA ไทย-แคนาดา ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายจะจัดทำกรอบความตกลงนี้ขึ้นใหม่ ขณะที่อาเซียน-แคนาดา เจรจามาแล้ว 17 รอบยังไม่สำเร็จแต่ยังตั้งเป้าจบปีนี้เช่นกัน

ทบทวนความตกลงฉบับเก่า

นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะทบทวนความตกลง JTEPA กับญี่ปุ่น ในปีหน้า และการทำถ้อยคำกฎหมายของความตกลง ไทย-เปรู ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนพฤษภาคมนี้เพื่อเตรียมการลงนามต่อไป สำหรับตลาดในตะวันออกกลาง ไทยอยู่ระหว่างการเจรจาความตกลง ไทย-ยูเออี ซึ่งยังติดขัดในประเด็นสุดท้ายคล้ายกับกรณีของเกาหลีใต้

พร้อมกันนี้ยังมีการรุกตลาดใหม่ใน ซาอุดีอาระเบีย แม้จะยังไม่ใช่รูปแบบ FTA แต่เป็นการสร้างความร่วมมือทางการค้าที่เน้นมาตรฐานสินค้าที่สูงมาก โดยเฉพาะสินค้ามันสำปะหลังอัดเม็ดและอาหารสัตว์ที่ต้องผ่านการวิจัยและทดสอบในแล็บอย่างเข้มงวดก่อนการสั่งซื้อ

นอกจากนี้ยังมีความตกลงกรอบความร่วมมือเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (DEFA) ซึ่งไทยเป็นประธานและตั้งเป้าปิดให้ได้ภายในเดือนเมษายน 2569 นี้ เพื่อเตรียมให้ฟิลิปปินส์ลงนามในฐานะประธานอาเซียนปีนี้ ถ้าประสบสำเร็จจะเป็นความตกลงดิจิทัลระดับภูมิภาคฉบับแรกของโลก ครอบคลุมโครงสร้างระบบนิเวศที่เอื้อให้ 10 ประเทศสมาชิกมีมาตรฐานร่วมกัน ทั้งด้านความปลอดภัย การชำระเงิน และการกำกับดูแลด้านดิจิทัล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...