โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Amazon โค่นบัลลังก์ Walmart ขึ้นเบอร์ 1 รายได้สูงสุดในโลก! ปิดปี 2025 ด้วยรายได้ 22.3 ล้านล้านบาท หลังโตเร็วกว่าคู่แข่ง 10 เท่าในทศวรรษเดียว

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
Amazon โค่นบัลลังก์ Walmart ขึ้นเบอร์ 1 รายได้สูงสุดในโลก! ปิดปี 2025 ด้วยรายได้ 22.3 ล้านล้านบาท หลังโตเร็วกว่าคู่แข่ง 10 เท่าในทศวรรษเดียว

Amazon แซงหน้า Walmart ขึ้นเป็นบริษัทที่มีรายได้สูงที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการแล้ว นับเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ถึงขนาดธุรกิจที่มหาศาลของยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซและ ‘คลาวด์คอมพิวติ้ง’ ซึ่งเริ่มต้นจากการเป็นเพียงร้านขายหนังสือออนไลน์ในโรงรถของ เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) เมื่อปี 1994

Walmart ซึ่งครองตำแหน่งบริษัทที่มีรายได้สูงสุดมานานกว่าทศวรรษ รายงานยอดขายที่ 7.13 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 22.19 ล้านล้านบาท) ขณะที่ Amazon รายงานรายได้ปี 2025 อยู่ที่ 7.17 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 22.31 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นส่วนต่างที่สูสีแต่ใช้เวลาสร้างมานานหลายปี

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมารายได้ของ Amazon เติบโตเร็วกว่าเกือบ 10 เท่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง โดยได้รับแรงหนุนจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนจากการซื้อของหน้าร้านมาเป็นเว็บไซต์ รวมถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจคลาวด์อย่าง Amazon Web Services (AWS)

ทั้งสองบริษัทต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือด Amazon คือผู้ค้าปลีกออนไลน์รายใหญ่ที่สุดด้วยยอดเข้าชมเว็บไซต์ 2.7 พันล้านครั้งต่อเดือน ขณะที่ Walmart คือผู้ค้าปลีกที่มีหน้าร้านจริงใหญ่ที่สุดในโลกด้วยสาขากว่า 10,000 แห่ง โดยทั้งคู่มีรายได้หลักมาจากในสหรัฐอเมริกา

ทว่ายอดขายที่แซงหน้านั้นมาจากธุรกิจคลาวด์ซึ่งเป็นตลาดที่ Walmart ไม่ได้ลงแข่ง หากไม่มี AWS รายได้ของ Amazon จะอยู่ที่ 5.88 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 18.29 ล้านล้านบาท) การขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งจึงมาจากความสำคัญของศูนย์ข้อมูลในยุคปัญญาประดิษฐ์

กิร์ธี กัลยานัม (Kirthi Kalyanam) ผู้บริหารสถาบันการจัดการค้าปลีกกล่าวว่า “นี่เป็นเพียงชัยชนะที่กลวงเปล่า เพราะ Amazon ไม่ได้เอาชนะ Walmart ในสมรภูมิค้าปลีก แต่ชนะได้เพียงเพราะมีรายได้จากธุรกิจใหม่ที่ Walmart ไม่ได้เข้าไปแข่งขันด้วย”

การเป็นบริษัทที่มีรายได้สูงสุดแสดงถึง ‘ขนาดธุรกิจ’ เป็นหลัก ซึ่งนักลงทุนอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับตัวเลขนี้เสมอไป ปัจจุบัน Nvidia คือบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกที่ 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 140.04 ล้านล้านบาท) ซึ่งมากกว่า Amazon กว่า 2 เท่าและมากกว่า Walmart ถึง 4 เท่า

เจฟฟ์ เบโซส ปัจจุบันเป็นบุคคลที่ร่ำรวยอันดับสี่ของโลกด้วยทรัพย์สิน 2.28 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.09 ล้านล้านบาท) ซึ่งความมั่งคั่งนี้ส่วนใหญ่ผูกติดอยู่กับการถือครองหุ้น Amazon ของเขานั่นเอง

เป็นเวลาเกือบสองทศวรรษที่ Walmart อวดอ้างสถานะการเป็นบริษัทอันดับหนึ่งในตารางจัดอันดับองค์กรระดับโลกหรือที่เรียกกันว่า Fortune 1 (อันดับสูงสุดของตาราง Fortune 500) เพื่อดึงดูดพนักงานและคู่ค้า แต่ล่าสุดพบว่าคำโฆษณาดังกล่าวได้ถูกลบออกจากการประกาศรับสมัครงานส่วนใหญ่ไปแล้ว

ผู้บริหารของ Walmart เตรียมพร้อมที่จะสูญเสียตำแหน่งนี้มาหลายปีแล้ว โดยได้ปรับเปลี่ยนเป้าหมายขององค์กรมาโฟกัสที่การเป็น ‘สถานที่ช้อปปิ้งยอดนิยมของอเมริกา’ แทนการเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งแนวคิดนี้ถูกโปรโมตอย่างหนักในการประชุมระดับผู้นำเมื่อสัปดาห์ก่อน

บิล ไซมอน (Bill Simon) อดีตซีอีโอของ Walmart สหรัฐฯ ระบุว่าเมื่อ Amazon เติบโตขึ้น Walmart ก็ต้องปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจตาม โดยเปรียบเปรยว่าในอดีต Walmart เคยเป็น ‘คนขับรถบัส’ แต่ตอนนี้พวกเขาต้องกลายมาเป็นเพียงผู้โดยสารที่ต้องนั่งไปตามเส้นทาง

จอห์น เฟอร์เนอร์ (John Furner) ซีอีโอของ Walmart กล่าวกับนักวิเคราะห์ว่า “ผมขอบอกว่าจังหวะการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจค้าปลีกกำลังเร็วขึ้น สำหรับ Walmart อนาคตคือความรวดเร็ว, สะดวกสบาย และตอบโจทย์เฉพาะบุคคล”

Amazon ทุ่มเงินลงทุน 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.24 แสนล้านบาท) เพื่อสร้างเครือข่ายศูนย์จัดส่งสินค้าภายในวันเดียวในพื้นที่ชนบท ซึ่งความเร็วในการจัดส่งที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ลูกค้ามีความถี่ในการสั่งซื้อสินค้าบ่อยขึ้นตามไปด้วย

การลงทุนนี้ช่วยให้ Amazon มีส่วนแบ่งการตลาดการใช้จ่ายค้าปลีกในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเป็น 9% จากเดิม 6% ในช่วงก่อนการแพร่ระบาด ขณะที่ Walmart มีส่วนแบ่งคงที่ประมาณ 7.6% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคกำลังตอบรับบริการอย่างดี

เควิน แมทธิว (Kevin Mathew) ลูกค้าวัย 37 ปี เล่าประสบการณ์การซื้อรถยนต์ผ่าน Amazon ว่าเขาทำรายการเสร็จสิ้นภายใน 30 นาที จนเขาเริ่มกังวลว่าตัวเองอาจจะเสพติดความสะดวกสบายนี้มากเกินไปจนอาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจในท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน Walmart ก็ขยายบริการจัดส่งภายในวันเดียวจนครอบคลุม 95% ของครัวเรือนในสหรัฐฯ โดยผลสำรวจพบว่า 72% ของครัวเรือนอเมริกันซื้อของชำที่ Walmart ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสถิติที่เพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูล

แม้ Amazon จะปิดหน้าร้านสะดวกซื้อบางแห่งไป แต่บริษัทยืนยันว่าจะสร้างร้าน Whole Foods Market แห่งใหม่ รวมถึงมีแผนสร้างร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ในชิคาโกที่จะขายทั้งของชำ, เสื้อผ้า และของใช้ในบ้าน ซึ่งเลียนแบบโมเดลร้านค้าของ Walmart

โมเดลการทำกำไรของทั้งสองบริษัทกำลังดำเนินไปในทิศทางที่คล้ายคลึงกัน Amazon ได้กำไรมหาศาลจากคลาวด์และโฆษณา ขณะที่ใช้ความเร็วในการจัดส่งเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งค้าปลีก ด้าน Walmart มีกำไรหลักจากสาขาในสหรัฐฯ แต่ก็กำลังเร่งโตออนไลน์ผ่านธุรกิจโฆษณา

Amazon ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มให้บุคคลภายนอกเข้ามาขายสินค้าและเก็บค่าธรรมเนียม ซึ่งตัวเลขนี้ถูกนับเป็นรายได้ ขณะที่ยอดขายส่วนใหญ่ของ Walmart มาจากสินค้าในสต็อกของตัวเองโดยตรง การนับรายได้ค้าปลีกของทั้งคู่จึงมีความแตกต่างกันในรายละเอียด

ทางด้าน ไมเคิล เลวิน (Michael Levin) นักวิเคราะห์มองว่า แม้ Amazon จะมีรายได้รวมสูงสุด แต่ก็ยากที่จะเรียกตัวเองว่าผู้ค้าปลีกอันดับหนึ่งหากไม่รวมรายได้จากธุรกิจอื่น และอาจต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่ Amazon จะแซงหน้า Walmart ได้ในแง่ของการค้าปลีกอย่างแท้จริง

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 31.12 บาท ณ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569

ภาพ: Charles-McClintock Wilson/ Shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...