ทรัมป์แถลงต่อสภาคองเกรสชงภาษี 15% ย้ำ 'เกือบทุกประเทศ' ต้องการรักษาข้อตกลง
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขึ้นแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) ต่อสภาคองเกรส ในวันที่ 24 ก.พ. เวลา 21.00 น.ตามเวลาสหรัฐ หรือตรงกับเช้าวันนี้ (25 ก.พ.) เวลา 09.00 น.ตามเวลาไทย ท่ามกลางแรงกดดันหนักจากคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐ ที่วินิจฉัยว่าการออกมาตรการภาษีนำเข้าทั่วโลกภายใต้พระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ของทรัมป์เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต ซึ่งนับเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในวาระที่สองของเขา
ทรัมป์เรียกคำตัดสินเรื่องภาษีศุลกากรว่า "น่าเสียดายอย่างยิ่ง" แต่ระบุว่า รัฐบาลกำลังดำเนินการหาทางเลือกอื่นทางกฎหมาย
ผมใช้ภาษีศุลกากรเหล่านี้ ซึ่งทำรายได้หลายแสนล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมให้กับประเทศของเรา ทั้งในด้านเศรษฐกิจและบนพื้นฐานความมั่นคงแห่งชาติ ทุกอย่างกำลังดำเนินไปด้วยดี พวกเขากดขี่เราอย่างหนัก พวกคุณทุกคนรู้เรื่องนั้นดี ทุกคนรู้ แม้แต่พรรคเดโมแครตก็รู้
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีได้กล่าวต่อไปเพื่อสนับสนุนภาษีศุลกากรโลกใหม่ในอัตรา 15% ภายใต้มาตรา 122 ของพระราชบัญญัติการค้า (Trade Act)
มีความซับซ้อนกว่าเล็กน้อย แต่จริงๆ แล้วอาจจะดีกว่า นำไปสู่แนวทางแก้ไขที่จะแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
ทรัมป์กล่าวอ้างว่าภาษีเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบจากสภาคองเกรส อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายแล้วภาษีดังกล่าวสามารถคงอยู่ได้เพียง 150 วัน ก่อนที่สภาคองเกรสจะต้องลงมติเห็นชอบเพื่อขยายระยะเวลาออกไป
นอกจากนี้ทรัมป์ยังกล่าวเสริมว่า "เกือบทุกประเทศ" ต้องการรักษาข้อตกลงทางการค้าไว้ หลังจากอ้างถึงคำตัดสินของศาลฎีกาเรื่องภาษีนำเข้าแล้ว
แต่ข่าวดีก็คือเกือบทุกประเทศและบริษัทต่างต้องการรักษาสัญญาที่ทำไว้แล้ว โดยรู้ว่าอำนาจทางกฎหมายที่ผมในฐานะประธานาธิบดีมีในการทำสัญญาใหม่นั้นอาจส่งผลเสียต่อพวกเขามากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม การใช้คำว่า "เกือบ" บ่งบอกว่าบางประเทศอาจไม่ต้องการทำเช่นนั้น ทั้งนี้ คำมั่นของทรัมป์ที่จะเรียกเก็บภาษีใหม่ 15% ภายใต้กฎหมายฉบับใหม่หลังคำตัดสินของศาล ได้ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับกรอบการค้าและข้อตกลงทางการค้าในอนาคตของสหรัฐฯ กับคู่ค้าสำคัญเกือบทั้งหมด รวมถึงสหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้