โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

PSGC ล็อคดีลขายถ่านหิน “เวียดนาม” ปีละ 5 ล้านตัน จ่อจ่ายปันผล หลังเริ่มบุ๊คกำไร Q1 ปีนี้

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 25 ก.พ. เวลา 08.14 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. เวลา 07.58 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทพีเอสจีคอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน) หรือ PSGC แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติเห็นชอบให้นำเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เพื่อพิจารณาวาระสำคัญหลายประการ อาทิ การปรับโครงสร้างทุน การรวมหุ้น และการลดทุนเพื่อล้างรายการส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้น

ทั้งนี้ บริษัทกำหนดจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 28 เมษายน 2569 เวลา 10:00 น. ในรูปแบบ Hybrid โดยกำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุม (Record Date) ในวันที่ 18 มีนาคม 2569

สำหรับแผนการปรับโครงสร้างทุน โดยมีความประสงค์จะล้างรายการส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทั้งหมดที่มีอยู่ โดยใช้กระบวนการ “การรวมหุ้น” และ “การลดทุน” ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและข้อบังคับของบริษัทกำหนด ซึ่งการลดทุนในแต่ละครั้งสามารถดำเนินการได้สูงสุดไม่เกินผลขาดทุนสะสม

ปัจจุบันบริษัทมีจำนวนหุ้นจดทะเบียนและชำระแล้วจำนวน 4,451.54 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็นทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้ว 4,451.54 ล้านบาท และมีส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นจำนวน 1,731.46 ล้านบาท ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 อยู่ที่ 4,726.77 ล้านบาท

บริษัทจะดำเนินการรวมหุ้นในอัตรา 2 หุ้นเดิม ต่อ 1 หุ้นใหม่ ส่งผลให้จำนวนหุ้นจดทะเบียนและชำระแล้วลดลงเหลือ 2,225.77 ล้านหุ้น โดยมูลค่าที่ตราไว้ต่อหุ้นเพิ่มเป็น 2 บาท ทั้งนี้ ภายหลังการรวมหุ้น ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วจะยังคงอยู่ที่ 4,451.54 ล้านบาท และยังคงมีส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นจำนวน 1,731.46 ล้านบาท

หลังจากนั้น บริษัทจะดำเนินการลดทุนโดยการลดมูลค่าที่ตราไว้จากหุ้นละ 2 บาท เหลือหุ้นละ 1 บาท ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วลดลงเหลือ 2,225.77 ล้านบาท โดยส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นจะถูกล้างจนหมด และเกิดส่วนเกินจากการลดทุนจำนวน 494.30 ล้านบาท

ภายหลังการดำเนินการ บริษัทจะไม่มีรายการส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นคงเหลือ ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นจะยังคงอยู่ที่ 4,726.77 บาท โดยบริษัทระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงการปรับโครงสร้างทางบัญชี เพื่อให้โครงสร้างทุนมีความเหมาะสมและสะท้อนฐานะการเงินได้ชัดเจนมากขึ้น โดยไม่มีผลกระทบต่อฐานะการเงิน สินทรัพย์ หรือการดำเนินธุรกิจของบริษัท

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้บริษัทได้มีพัฒนาการสำคัญต่อโครงสร้างทางการเงิน โดยเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2569 ได้ดำเนินการจดทะเบียนลดทุนจดทะเบียนและทุนชำระแล้วต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จากเดิม 16,248.11 ล้านบาท เหลือ 4,451.54 ล้านบาท ด้วยการลดมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ (Par Value) จากหุ้นละ 3.65 บาท เหลือหุ้นละ 1 บาท เพื่อนำส่วนเกินทุนจากการลดทุนจำนวน 11,796.57 ล้านบาท ไปชดเชยรายการส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้น ส่งผลให้ปัจจุบันมียอดส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้นคงเหลือ 1,731.47 ล้านบาท จากเดิม 13,528.04 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2568

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ส่วนสำคัญของสินทรัพย์ที่ PSGC เข้าไปครอบครองครั้งนี้คือ “สิทธิขาดในการดำเนินงาน และสิทธิในการรับซื้อผลผลิต (Offtake Rights)” จากบริษัท Xekong Power Plant Limited (XPPL) ซึ่งเป็นเจ้าของสัมปทานเหมืองถ่านหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน สปป.ลาว โดยมีปริมาณสำรองถ่านหินที่ได้รับการพิสูจน์แล้วกว่า 600 ล้านตัน ส่งผลให้บริษัทฯมีความได้เปรียบด้านต้นทุนและเสถียรภาพในการจัดหาเชื้อเพลิงระยะยาว ทั้งนี้ บริษัทฯได้สร้างความมั่นใจว่าจะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มต่อผลการดำเนินได้ในทันที โดยมีการลงนามสัญญาซื้อขายระยะยาว (Sale and Purchase Agreements) กับสองรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานขนาดใหญ่ที่เป็นกลไกหลักในการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศเวียดนาม อ้างอิงข้อมูลแหล่งข่าวจากวงการพลังงานในประเทศเวียดนาม ประกอบด้วย

Vietnam National Coal and Mineral Industries Holding Corporation (Vinacomin) รัฐวิสาหกิจหลักที่เป็นผู้ควบคุมการจัดหาถ่านหินและทรัพยากรแร่รายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ซึ่งจะรับซื้อถ่านหินเพื่อนำไปแปรรูปและกระจายสู่ภาคอุตสาหกรรมและโรงไฟฟ้าทั่วประเทศ

PetroVietnam Power Fuel Company (PVPF) บริษัทย่อยในเครือ PetroVietnam (PVN) ที่รับผิดชอบด้านการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อป้อนให้แก่กลุ่มโรงไฟฟ้าพลังความร้อนขนาดใหญ่หลายแห่ง เพื่อรักษาเสถียรภาพการผลิตไฟฟ้าฐาน (Baseload) ของเวียดนาม

ทั้งนี้ การมีคู่สัญญาระดับรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งทำหน้าที่เป็นผู้รับซื้อหลัก (Anchor Customers) จะส่งผลให้บริษัทฯสามารถบรรลุเป้าหมายการส่งออกถ่านหินรวม 5 ล้านตันต่อปีของได้อย่างมั่นคง โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอนตามสัญญาระยะยาว 10 ปี ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นว่ารายได้ของบริษัทฯจะมีความมั่นคงและขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องตามแผนงานที่กำหนดไว้

ด้าน นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์เบื้องหลังความสำเร็จของการลงทุนในครั้งนี้ว่า ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพอร์ตสินทรัพย์ แต่คือการวางรากฐานใหม่ให้กับอนาคตของ PSGC โดยระบุว่า การรวม Nam Tien เข้ามาเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯในสัดส่วน 64% ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจของบริษัทฯ จากเดิมที่พึ่งพารายได้จากโครงการก่อสร้างเป็นหลัก ไปสู่โครงสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่มีความเสถียรและเติบโตควบคู่ไปกับความต้องการพลังงานของภูมิภาค พร้อมทั้งจะเริ่มรับรู้รายได้จากการลงทุนครั้งนี้เข้ามาทันทีในปีนี้ นับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป

“เรากำลังสร้างห่วงโซ่คุณค่าที่สมบูรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยใช้จุดแข็งด้านโลจิสติกส์และฐานลูกค้าระดับรัฐวิสาหกิจเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งวิสัยทัศน์ของเราคือการนำ PSGC ขึ้นเป็นผู้นำด้านทรัพยากรและพลังงานในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง และด้วยความพร้อมของเงินทุนและโครงสร้างพื้นฐานที่เราจัดเตรียมไว้ ผมเชื่อมั่นว่านี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโตแบบก้าวกระโดดนับจากปีนี้เป็นต้นไป" นายเดวิดกล่าว

นอกจากนี้ นายเดวิด กล่าวถึงประเด็นความท้าทายกรณีที่นักลงทุนอาจมองว่า ธุรกิจถ่านหินเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่กำลังถูกลดบทบาทลงในยุคการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) โดยระบุว่า ปัจจุบันยังมีหลายประเทศทั่วโลกที่ไม่สามารถลดการพึ่งพาถ่านหินหรือหยุดใช้ทั้งหมดเลยได้ แม้กระทั่งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วยังคงให้ความสำคัญกับถ่านหินในช่วงเวลาที่เชื้อเพลิงชนิดอื่นอย่างก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เกิดภาวะขาดแคลน หรือมีราคาสูงขึ้นอย่างรวดเร็วสืบเนื่องจากเหตุการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม บริษัทฯตั้งเป้าขยายการลงทุนไปยังธุรกิจพลังงานทางเลือกในอนาคตเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับเทรนด์ของธุรกิจโลกมากขึ้น

"หลายคนอาจมองว่าถ่านหินเป็นธุรกิจในโลกยุคเก่า แต่ในโลกความเป็นจริงของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ่านหินยังคงเป็นกระดูกสันหลัง หรือแหล่งพลังงานพื้นฐาน (Baseload Power) ที่ขาดไม่ได้ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมหนัก เราไม่ได้มองถ่านหินเป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ แต่เรามองมันในฐานะสะพานเชื่อมพลังงาน ที่จะสร้างกระแสเงินสดอันมหาศาลและมั่นคงให้กับบริษัทฯตลอดช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า เพื่อเป็นฐานทุนที่แข็งแกร่งสำหรับการต่อยอดไปสู่พลังงานสะอาดและนวัตกรรมอื่นๆในอนาคต ความยั่งยืนที่แท้จริงต้องเริ่มจากรากฐานทางการเงินที่แข็งแกร่ง และดีลนี้คือคำตอบที่จะสร้างทั้งผลกำไรและการเติบโตที่จับต้องได้จริงให้กับผู้ถือหุ้นของเรา" นายเดวิดกล่าว

ทั้งนี้ นายเดวิดเปิดเผยว่า บริษัทฯมีความตั้งใจในการดำเนินการทางบัญชีเพื่อขจัดความซับซ้อน และต้องการให้บัญชีส่วนของผู้ถือหุ้นสะท้อนภาพเชิงปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯออกมาได้ดีที่สุด ซึ่งถือเป็นการปรับปรุงงบการเงินตามกรอบของกฏหมายให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลของบริษัทฯที่มีศักยภาพด้านการเติบโตอย่างยั่งยืน อีกทั้งส่งผลให้ผู้ถือหุ้นหรือผู้ลงทุนที่ให้ความสนใจบริษัทฯ สามารถศึกษาและเกิดความเข้าใจในการดำเนินกิจการของบริษัทฯได้อย่างละเอียดรอบคอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้าที่กลุ่มกิจการของนายเดวิดเข้ามาลงทุนใน PSGC บริษัทนี้เคยมีชื่อเดิมว่า บริษัท ไทยบริการอุตสาหกรรมและวิศวกรรม จำกัด (มหาชน) หรือTIES ต่อมามีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นใหญ่ และมีการเปลี่ยนชื่อบริษัทอีกครั้ง คือ ริษัท ที เอ็นจิเนียร์ริ่ง คอร์เปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ T

โดยในอดีต TIES เคยผ่านการเพิ่มทุนหลายครั้ง รวมถึงการออกใบสำคัญแสดงสิทธิ หรือ Warrant จำนวนหลายรุ่น ขณะที่มีผลประกอบการขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดภาวะขาดทุนสะสมรุนแรง พร้อมกับมีส่วนต่ำกว่ามูลค่าหุ้น หรือ Discount on Share Capital สืบเนื่องจากการเพิ่มทุนในราคาต่ำกว่าพาร์

นาย เดวิด แวน ดาว กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการปรับโครงสร้างและจัดการประเด็นทางบัญชีต่าง ๆ เพื่อให้ฐานะทางการเงินสะท้อนพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ PSGC ในยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน

ณ สิ้นปี 2568 กลุ่มบริษัทมีกำไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรจำนวน 2,025.63 ล้านบาท ทั้งนี้ ภายหลังจากแผนการปรับปรุงทางบัญชีได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้น คาดว่าจะช่วยให้ตัวเลขทางการเงินมีความโปร่งใสและสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริงมากยิ่งขึ้น โดยจะมีส่วนเกินมูลค่าหุ้นจำนวน 494.31 ล้านบาท

นอกจากนี้ เมื่อบริษัทเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจถ่านหินตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 เป็นต้นไป บริษัทจะพิจารณาความเป็นไปได้ในการจ่ายเงินปันผลในอนาคต โดยจะพิจารณาจากแนวโน้มผลการดำเนินงานของ NT ควบคู่กับผลประกอบการโดยรวม สภาพคล่องทางการเงิน และแผนการลงทุนระยะยาวของกลุ่มบริษัทเป็นสำคัญ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...