พลังงานลมศักยภาพสูง ดันบรรจุแผน PDP 5.9 หมื่นMW กดค่าไฟตํ่ากว่า 3 บาท/หน่วย
สมาคมพลังงานลม (ThaiWEA) เปิดโรดแมปพลิกโฉมพลังงานไทย กางข้อมูลศักยภาพลมผลิตไฟฟ้า ชงคณะอนุกรรมการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ให้รับซื้อไฟฟ้าสูงถึง 59,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 ชี้ชัดเทคโนโลยีกังหันลมยุคใหม่ทลายขีดจำกัดความเร็วลมต่ำ การันตีราคาค่าไฟฟ้าถูกกว่า 3 บาทต่อหน่วย สู้กับเชื้อฟอสซิลได้
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในการกำหนดทิศทางพลังงานของชาติ ผ่านการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือแผน PDP (Power Development Plan) ฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นพิมพ์เขียวสำคัญที่จะกำหนดว่าในอีก 10-20 ปีข้างหน้า คนไทยจะได้ใช้ไฟฟ้าจากแหล่งใดและในราคาเท่าไหร่
ล่าสุดสมาคมพลังงานลม (ประเทศไทย) หรือ ThaiWEA ได้นำเสนอข้อมูลต่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน และได้นำเสนอต่อคณะอนุกรรมการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ เพื่อชี้ให้เห็นว่า พลังงานลมไม่ใช่เพียงพลังงานทางเลือกที่พึ่งพาไม่ได้อีกต่อไป แต่คือพลังงานหลัก ที่มีความพร้อมทั้งด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ และปริมาณสำรองที่มหาศาลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
นายวัชรพงศ์ เข็มแก้ว นายกสมาคมพลังงานลม(ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการสำรวจพื้นที่ศักยภาพในการติดตั้งกังหันลมทั่วประเทศไทย พบว่าหลายพื้นที่ที่มีลมแรงมีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลาย โดยภาคกลางมีศักยภาพลมสูงและภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบสลับกับภูเขา มีศักยภาพสูงถึงประมาณ 6,000 เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีการติดตั้งแล้ว 1,400 เมกะวัตต์ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงก็มีศักยภาพลมปานกลางถึงสูงในระดับ 6,000 เมกะวัตต์ เช่นเดียวกัน
ส่วนภาคตะวันออก มีพลังงานลมปานกลางไปจนถึงสูง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินราบและภูเขามีศักยภาพราว 3,600 เมกะวัตต์ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ มีพลังงานลมสูง แต่ส่วนใหญ่อยู่บนพื้นที่ภูเขามีศักยภาพราว 1,200 เมกะวัตต์ และภาคใต้ พลังงานลมตํ่าไปจนถึงสูง แต่ส่วนใหญ่อยู่บนภูเขาสูง มีศักยภาพราว 2,400 เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีการติดตั้งแล้ว 146 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ หากพิจารณาตามความเป็นจริงทางเทคนิคในระยะสั้นช่วงปี 2569-2573 ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะติดตั้งกังหันลมได้ทันทีถึง 17,000 เมกะวัตต์ และเมื่อเทคโนโลยีกังหันลมรุ่นใหม่พัฒนาไปจนถึงจุดสูงสุดในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป ศักยภาพรวมของประเทศจะพุ่งทะยานไปถึง 300,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของทั้งประเทศได้อย่างเหลือเฟือ เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีกังหันลมได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเรื่องพื้นที่ความเร็วลมตํ่าไปแล้ว ด้วยการออกแบบใบพัดที่มีความยาวมากกว่า 80-90 เมตร และใช้วัสดุคอมโพสิตที่มีนํ้าหนักเบาแต่แข็งแรง ทำให้กังหันลมสามารถเริ่มหมุนและผลิตไฟฟ้าได้แม้ในความเร็วลมเพียง 3-5 เมตรต่อวินาที
นอกจากนี้ เสากังหันลมรุ่นใหม่ยังมีความสูงอยู่ที่ระดับ 140-160 เมตร เพื่อดึงเอาพลังงานลมในระดับความสูงที่แรงและนิ่งกว่าระดับพื้นดินมาใช้ประโยชน์ ทั้งยังมีเทคโนโลยี Grid Forming หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังและระบบควบคุมแบบใหม่ ช่วยให้การเชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่งของการไฟฟ้าได้ดีขึ้นและง่ายขึ้น
อีกทั้ง เมื่อพิจารณาต้นทุนการผลิตไฟฟ้า หรือ LCOE พบว่าปัจจุบันพลังงานลมมีต้นทุนตํ่ากว่า 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตํ่ากว่าต้นทุนจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าอย่างมาก เนื่องจากต้นทุนโครงการทางด้านการก่อสร้างและการลงทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันค่าก่อสร้างโครงการเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 45-55 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ในขณะที่ประสิทธิภาพการผลิต หรือ Capacity Factor พุ่งสูงขึ้นเป็น 25% ถึง 30% จากการใช้กังหันลมขนาดใหญ่ระดับ 5.0 ถึง 6.0 เมกะวัตต์ต่อต้น
สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษา หรือ O&M Cost ในช่วง 10 ปีแรกจะอยู่ที่ประมาณ 650,000 บาทต่อต้นต่อปี และจะเพิ่มเป็น 1 ล้านบาทต่อต้นต่อปี ตั้งแต่ปีที่ 11 เป็นต้นไป โดยคำนวณภายใต้สมมติฐานเงินเฟ้อที่ 3% เมื่อกำหนดอัตราผลตอบแทน (IRR)ที่ 12% ร่วมกับ CapacityFactor ของ แต่ละโครงการ จะทำให้ราคาไฟฟ้าเฉลี่ยของพลังงานลมตํ่ากว่า 3 บาทต่อหน่วยได้ ทำให้ตลอดอายุสัญญา 20-25 ปี ราคาจะมีความเสถียรมาก ไม่ผันผวนตามราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก และช่วยลดภาระค่า FT ในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน และหากมีการรับซื้อไฟฟ้าในปริมาณที่เหมาะสม จะทำให้ต้นทุนลดลงและราคาไฟฟ้าก็สามารถลดลงไปได้อีก
นายวัชรพงศ์ กล่าวอีกว่า ด้วยข้อมูลดังกล่าวทางสมาคมฯ จึงเสนอให้กระทรวงพลังงานหรือคณะอนุกรรมการจัดทำร่างแผน PDP บรรจุเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในแผน PDP ช่วงปี 2569-2580 ในปริมาณรวมสูงถึง 59,000 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero) โดยในระยะสั้น 5 ปีแรกของแผน (2569-2573) ควรมีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม 17,000 เมกะวัตต์ และในระยะยาวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2574 เป็นต้นไป สามารถเพิ่มได้มากกว่า 100,000 เมกะวัตต์ ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและศักยภาพที่สามารถใช้ได้ในขณะนั้น
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเป็นไปตามเป้าหมาย ต้องมีการปรับแก้ไขข้อระเบียบของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการส่งเสริมอุตสาหกรรมในทางปฏิบัติ รวมถึงกำหนดเวลาการรับซื้อไฟฟ้าที่ชัดเจนและวางโครงสร้างนโยบายสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FiT (Feed-in Tariff) ที่เหมาะสม เพื่อสร้างแรงจูงใจและเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมพลังงานลมในระยะยาว
“สมาคมพลังงานลมยืนยันว่า ด้วยศักยภาพทางธรรมชาติที่ไทยมี ผนวกกับความพร้อมของภาคเอกชนและเทคโนโลยีที่ก้าวลํ้า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องกล้าหาญในการกำหนดตัวเลขเป้าหมายที่สะท้อนความจริง มากกว่าการยึดติดกับตัวเลขเดิมๆ ในอดีต การบรรจุพลังงานลมเป็นฟันเฟืองหลักในแผน PDP 2569-2580 จึงเป็นพันธสัญญาสำคัญที่จะบอกว่าประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการปฏิวัติพลังงาน เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้แก่คนไทยรุ่นต่อไปอย่างแท้จริง”