โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พลังงานลมศักยภาพสูง ดันบรรจุแผน PDP 5.9 หมื่นMW กดค่าไฟตํ่ากว่า 3 บาท/หน่วย

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สมาคมพลังงานลม (ThaiWEA) เปิดโรดแมปพลิกโฉมพลังงานไทย กางข้อมูลศักยภาพลมผลิตไฟฟ้า ชงคณะอนุกรรมการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ให้รับซื้อไฟฟ้าสูงถึง 59,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580 ชี้ชัดเทคโนโลยีกังหันลมยุคใหม่ทลายขีดจำกัดความเร็วลมต่ำ การันตีราคาค่าไฟฟ้าถูกกว่า 3 บาทต่อหน่วย สู้กับเชื้อฟอสซิลได้

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่หัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญในการกำหนดทิศทางพลังงานของชาติ ผ่านการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือแผน PDP (Power Development Plan) ฉบับใหม่ ซึ่งจะเป็นพิมพ์เขียวสำคัญที่จะกำหนดว่าในอีก 10-20 ปีข้างหน้า คนไทยจะได้ใช้ไฟฟ้าจากแหล่งใดและในราคาเท่าไหร่

ล่าสุดสมาคมพลังงานลม (ประเทศไทย) หรือ ThaiWEA ได้นำเสนอข้อมูลต่อกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน และได้นำเสนอต่อคณะอนุกรรมการจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ เพื่อชี้ให้เห็นว่า พลังงานลมไม่ใช่เพียงพลังงานทางเลือกที่พึ่งพาไม่ได้อีกต่อไป แต่คือพลังงานหลัก ที่มีความพร้อมทั้งด้านเทคนิค เศรษฐศาสตร์ และปริมาณสำรองที่มหาศาลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด

นายวัชรพงศ์ เข็มแก้ว นายกสมาคมพลังงานลม(ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการสำรวจพื้นที่ศักยภาพในการติดตั้งกังหันลมทั่วประเทศไทย พบว่าหลายพื้นที่ที่มีลมแรงมีลักษณะภูมิประเทศที่หลากหลาย โดยภาคกลางมีศักยภาพลมสูงและภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นที่ราบสลับกับภูเขา มีศักยภาพสูงถึงประมาณ 6,000 เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีการติดตั้งแล้ว 1,400 เมกะวัตต์ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงก็มีศักยภาพลมปานกลางถึงสูงในระดับ 6,000 เมกะวัตต์ เช่นเดียวกัน

ส่วนภาคตะวันออก มีพลังงานลมปานกลางไปจนถึงสูง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเนินราบและภูเขามีศักยภาพราว 3,600 เมกะวัตต์ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ มีพลังงานลมสูง แต่ส่วนใหญ่อยู่บนพื้นที่ภูเขามีศักยภาพราว 1,200 เมกะวัตต์ และภาคใต้ พลังงานลมตํ่าไปจนถึงสูง แต่ส่วนใหญ่อยู่บนภูเขาสูง มีศักยภาพราว 2,400 เมกะวัตต์ ปัจจุบันมีการติดตั้งแล้ว 146 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ หากพิจารณาตามความเป็นจริงทางเทคนิคในระยะสั้นช่วงปี 2569-2573 ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะติดตั้งกังหันลมได้ทันทีถึง 17,000 เมกะวัตต์ และเมื่อเทคโนโลยีกังหันลมรุ่นใหม่พัฒนาไปจนถึงจุดสูงสุดในอีก 5 ปีข้างหน้า หรือตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป ศักยภาพรวมของประเทศจะพุ่งทะยานไปถึง 300,000 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สามารถรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของทั้งประเทศได้อย่างเหลือเฟือ เนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีกังหันลมได้ก้าวข้ามขีดจำกัดเรื่องพื้นที่ความเร็วลมตํ่าไปแล้ว ด้วยการออกแบบใบพัดที่มีความยาวมากกว่า 80-90 เมตร และใช้วัสดุคอมโพสิตที่มีนํ้าหนักเบาแต่แข็งแรง ทำให้กังหันลมสามารถเริ่มหมุนและผลิตไฟฟ้าได้แม้ในความเร็วลมเพียง 3-5 เมตรต่อวินาที

นอกจากนี้ เสากังหันลมรุ่นใหม่ยังมีความสูงอยู่ที่ระดับ 140-160 เมตร เพื่อดึงเอาพลังงานลมในระดับความสูงที่แรงและนิ่งกว่าระดับพื้นดินมาใช้ประโยชน์ ทั้งยังมีเทคโนโลยี Grid Forming หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังและระบบควบคุมแบบใหม่ ช่วยให้การเชื่อมต่อเข้ากับระบบสายส่งของการไฟฟ้าได้ดีขึ้นและง่ายขึ้น

อีกทั้ง เมื่อพิจารณาต้นทุนการผลิตไฟฟ้า หรือ LCOE พบว่าปัจจุบันพลังงานลมมีต้นทุนตํ่ากว่า 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นตัวเลขที่ตํ่ากว่าต้นทุนจากก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้าอย่างมาก เนื่องจากต้นทุนโครงการทางด้านการก่อสร้างและการลงทุนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันค่าก่อสร้างโครงการเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 45-55 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ในขณะที่ประสิทธิภาพการผลิต หรือ Capacity Factor พุ่งสูงขึ้นเป็น 25% ถึง 30% จากการใช้กังหันลมขนาดใหญ่ระดับ 5.0 ถึง 6.0 เมกะวัตต์ต่อต้น

สำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและบำรุงรักษา หรือ O&M Cost ในช่วง 10 ปีแรกจะอยู่ที่ประมาณ 650,000 บาทต่อต้นต่อปี และจะเพิ่มเป็น 1 ล้านบาทต่อต้นต่อปี ตั้งแต่ปีที่ 11 เป็นต้นไป โดยคำนวณภายใต้สมมติฐานเงินเฟ้อที่ 3% เมื่อกำหนดอัตราผลตอบแทน (IRR)ที่ 12% ร่วมกับ CapacityFactor ของ แต่ละโครงการ จะทำให้ราคาไฟฟ้าเฉลี่ยของพลังงานลมตํ่ากว่า 3 บาทต่อหน่วยได้ ทำให้ตลอดอายุสัญญา 20-25 ปี ราคาจะมีความเสถียรมาก ไม่ผันผวนตามราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก และช่วยลดภาระค่า FT ในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน และหากมีการรับซื้อไฟฟ้าในปริมาณที่เหมาะสม จะทำให้ต้นทุนลดลงและราคาไฟฟ้าก็สามารถลดลงไปได้อีก

นายวัชรพงศ์ กล่าวอีกว่า ด้วยข้อมูลดังกล่าวทางสมาคมฯ จึงเสนอให้กระทรวงพลังงานหรือคณะอนุกรรมการจัดทำร่างแผน PDP บรรจุเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมในแผน PDP ช่วงปี 2569-2580 ในปริมาณรวมสูงถึง 59,000 เมกะวัตต์ เพื่อเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนประเทศสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero) โดยในระยะสั้น 5 ปีแรกของแผน (2569-2573) ควรมีเป้าหมายผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม 17,000 เมกะวัตต์ และในระยะยาวตั้งแต่ปี พ.ศ. 2574 เป็นต้นไป สามารถเพิ่มได้มากกว่า 100,000 เมกะวัตต์ ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและศักยภาพที่สามารถใช้ได้ในขณะนั้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมเป็นไปตามเป้าหมาย ต้องมีการปรับแก้ไขข้อระเบียบของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เพื่อเพิ่มความชัดเจนในการส่งเสริมอุตสาหกรรมในทางปฏิบัติ รวมถึงกำหนดเวลาการรับซื้อไฟฟ้าที่ชัดเจนและวางโครงสร้างนโยบายสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าในรูปแบบ FiT (Feed-in Tariff) ที่เหมาะสม เพื่อสร้างแรงจูงใจและเสถียรภาพให้กับอุตสาหกรรมพลังงานลมในระยะยาว

“สมาคมพลังงานลมยืนยันว่า ด้วยศักยภาพทางธรรมชาติที่ไทยมี ผนวกกับความพร้อมของภาคเอกชนและเทคโนโลยีที่ก้าวลํ้า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องกล้าหาญในการกำหนดตัวเลขเป้าหมายที่สะท้อนความจริง มากกว่าการยึดติดกับตัวเลขเดิมๆ ในอดีต การบรรจุพลังงานลมเป็นฟันเฟืองหลักในแผน PDP 2569-2580 จึงเป็นพันธสัญญาสำคัญที่จะบอกว่าประเทศไทยพร้อมแล้วสำหรับการปฏิวัติพลังงาน เพื่อสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้แก่คนไทยรุ่นต่อไปอย่างแท้จริง”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...