โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ลูกไอนาน ๆ อย่ามองข้าม! แพทย์ เตือนสัญญาณเสี่ยง 'โรคปอด'

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เชื่อว่าหลายบ้านคงเคยชินกับเสียงไอของลูก เด็กบางคนติดหวัดมาจากที่โรงเรียน เป็น ๆ หาย ๆ แต่มักไอไม่หยุด โดยคุณพ่อคุณแม่ก็คิดว่าเป็นเพียงอาการหวัดที่เดี๋ยวคงหาย แต่จริง ๆ แล้ว หากเด็กไอต่อเนื่องหลายสัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย เช่น หายใจเร็วและแรง เหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ก็อาจไม่ใช่อาการของไข้หวัดธรรมดา หากแต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคปอด ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่รักษาอาจนำไปสู่อาการแทรกซ้อนรุนแรงได้

วันนี้ พญ.สุธิดา ชินธเนศ กุมารแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการโรคระบบการหายใจในเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลวิมุต จะมาไขข้อสงสัยให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าอาการไอแบบไหนที่ควรระวังโรคปอด พร้อมแชร์วิธีดูแลลูกน้อยให้ปลอดภัยจากอันตรายที่กำลังทำร้ายปอดไม่รู้ตัว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

รู้จัก 'อะดีโนไวรัส' ต้นเหตุโรคไข้หวัด นอนกรนในเด็ก ระบาดได้ทั้งปี

ใช้ชีวิต ดูแลตัวเองอย่างไร? ให้ไม่เสี่ยง! 'โรคหลอดเลือดสมอง'

เช็กให้ชัวร์ เด็กไอแบบนี้ "หวัดธรรมดา" หรือ "เสี่ยงโรคปอด"

อาการไอเป็นกลไกของร่างกายที่ป้องกันอันตรายหรือกำจัดสิ่งแปลกปลอม ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรค สิ่งกระตุ้น หรือฝุ่นมลพิษ แต่สิ่งที่ทำให้รู้ว่าเป็นอาการไอจากการป่วยทั่วไปกับโรคปอดที่ซ่อนอยู่ ดูได้จากระยะเวลาและความรุนแรง โดยปกติถ้าเป็นไอจากไข้หวัด เด็กอาจมีน้ำมูก ไข้ต่ำ หรือไอมีเสมหะ และดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์ แต่ถ้าเด็กไอถี่ขึ้น แรงขึ้น และไอต่อเนื่องนานกว่า 4 สัปดาห์ หรือที่เรียกว่า ไอเรื้อรัง เป็นสัญญาณว่ามีความเสี่ยงเป็นโรคปอดได้

หอบหืด-ปอดอักเสบ-วัณโรค โรคปอดร้ายซ่อนอยู่ในการ “ไอเรื้อรัง”

การไอเรื้อรังในเด็กเกิดได้จากหลายปัจจัย ใกล้ตัวที่สุดคือการที่เด็กต้องไปโรงเรียนหรืออยู่ในที่ชุมชน ทำให้มีโอกาสรับเชื้อใหม่เข้ามาซ้ำเติมในช่วงที่ร่างกายยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ทำให้อาการป่วยยืดเยื้อและกลายเป็นไอเรื้อรัง นอกจากนี้ยังรวมถึงมลภาวะอย่างฝุ่น PM2.5 ควันบุหรี่ หรือภูมิแพ้ ส่วนที่น่ากังวลที่สุดคืออาจเป็นโรคปอดที่ซ่อนอยู่ อาทิ หอบหืด ปอดอักเสบ และวัณโรค

พญ.สุธิดา ชินธเนศ กล่าวเสริมว่า วัณโรคมักถูกมองว่าเป็นโรคของผู้ใหญ่ แต่เด็ก ๆ ก็เป็นได้ ส่วนมากวัณโรคในเด็กมักติดเชื้อมาจากผู้ใหญ่ โดยเฉพาะคนในบ้านเดียวกัน ซึ่งเวลาเด็กเป็นโรคนี้มักไม่มีอาการชัดเจน อาจมีไข้เรื้อรัง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซีด หรือไอเรื้อรัง หรือถ้าเป็นเด็กเล็กบางคนอาจไม่มีอาการไอเลย ดังนั้นผู้ปกครองต้องสังเกตความผิดปกติของลูกอย่างใกล้ชิด

ไอเรื้อรังแบบนี้อันตรายต่อปอด พาลูกพบแพทย์ด่วน

หากเด็กมีอาการไอเรื้อรังติดต่อกันนานเกิน 4 สัปดาห์ หรือมีอาการไอร่วมกับมีสัญญาณผิดปกติ เช่น หายใจเหนื่อย หายใจเร็ว อกบุ๋ม เจ็บหน้าอก ปากเขียว ไข้สูงหรือไข้เรื้อรัง เสมหะมีเลือดปน น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ซึมลง หรือไม่ร่าเริงเหมือนเดิม เป็นสัญญาณว่าปอดอาจมีความผิดปกติ ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์ทันที

โรคปอดในเด็ก รู้ไว รักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

การตรวจคัดกรองโรคปอดในเด็กทำได้ด้วยการซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด โดยหากแพทย์สงสัยว่าอาจมีความผิดปกติ จะพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น ตรวจเยื่อบุโพรงจมูก เอกซเรย์ปอด ตรวจเลือด ตรวจหาเชื้อจากทางเดินหายใจ และสุดท้ายคือการตรวจเสมหะ แต่มักไม่ค่อยได้ใช้เพราะเด็กมักขับเสมหะออกมาได้ยาก

พญ.สุธิดา อธิบายว่าถ้าพบว่าเด็กมีอาการป่วยเป็นโรคปอด แพทย์จะวางแผนการรักษาให้เหมาะสมตามแต่ละคน และตามความรุนแรงของตัวโรค สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองต้องดูแลลูกอย่างใกล้ชิดภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เด็ก ๆ จะได้ดีขึ้นโดยไว

"อาการไอเรื้อรังอาจนำไปสู่โรคปอดในเด็กได้ ดังนั้นอยากให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกให้ดีเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน เริ่มจากพาไปฉีดวัคซีนที่จำเป็นให้ครบถ้วน ดูแลให้ลูกได้กินอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ อยู่ในที่ที่อากาศสะอาด ถ่ายเท ไม่เย็นเกินไป ถ้าเด็กมีอาการไอ เบื้องต้นให้ดื่มน้ำให้เพียงพอเพื่อให้เสมหะไม่เหนียว และอย่าซื้อยาแก้ไอมากินเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หากอาการไอไม่ดีขึ้นจนเข้าข่ายไอเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติร่วมด้วยก็รีบพาไปพบแพทย์เพื่อรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการรักษาที่ดี เริ่มจากการเข้าใจทุกความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด เพื่อลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน ลูกจะได้กลับมาสดใสและใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่อีกครั้ง" พญ.สุธิดา กล่าวทิ้งท้าย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...