โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

เซียนปลูกกล้วย ชาวอุดร เผยเทคนิคผลิตกล้วยหอม เพื่อส่งออก

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 22 เม.ย. 2567 เวลา 06.48 น. • เผยแพร่ 20 เม.ย. 2567 เวลา 07.00 น.

กล้วยหอมทอง เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการส่งออก หลายประเทศมีความต้องการบริโภคสูง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น

ปัจจุบัน ในประเทศไทยมีการปลูกกล้วยหอมเพื่อการค้าในหลายจังหวัด รวมถึงที่จังหวัดอุดรธานี

โดยการปลูกกล้วยหอมทองเพื่อการค้าของจังหวัดอุดรธานี เกิดขึ้นในปี 2537 โดยมี คุณทองคูณ โพธิ์พรม เกษตรกร บ้านโพธิ์ ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม เป็นเกษตรกรผู้เริ่มต้นและจุดประกายการปลูกกล้วยหอมทอง

เริ่มขายจากตลาดท้องถิ่น

เดิมนั้น คุณทองคูณทำงานอยู่ในโรงงานไม้อัดที่จังหวัดนนทบุรี แต่เนื่องด้วยมีรายได้ไม่เพียงพอการค่าใช้จ่ายในครัวเรือน จึงตัดสินใจกลับบ้านเกิด มาประกอบอาชีพการเกษตร และได้นำพันธุ์กล้วยหอมทองจากจังหวัดนนทบุรีมาปลูก

ด้านการตลาด เริ่มต้นด้วยการปลูกเพื่อจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น และนำไปให้เพื่อนที่อยู่บ้านปากสวย ตำบลปากสวย อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ช่วยจำหน่ายในร้านค้าริมข้างทาง บนถนนสายหนองคาย-โพนพิสัย เนื่องจากมีรถสัญจรมากพอสมควร ต่อมามีการพัฒนาจนกลายเป็นตลาดกล้วยหอมทองแหล่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งจนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี 2540 คุณทองคูณได้ริเริ่มจัดตั้งกลุ่มผู้ปลูกกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอมขึ้น มีสมาชิกเริ่มต้นทั้งหมด 23 คน และในปี 2549 นายทองคูณได้ขอการรับการรับรองแหล่งผลิต GAP กล้วยหอมทองเป็นรายแรกและรายเดียวของจังหวัดอุดรธานี

ปี พ.ศ. 2552 กลุ่มกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอมได้จดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอม มีสมาชิกทั้งหมด 36 ราย โดยมี คุณจักรินทร์ โพธิ์พรม เป็นประธาน

สำหรับคุณจักรินทร์นั้น เป็นลูกชายของคุณทองคูณ โดยเมื่อกลับมาจากการทำงานที่ประเทศอิสราเอล ได้นำความรู้ด้านการเกษตรมาปรับใช้ในแปลงกล้วยหอมทอง พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง และได้เข้ามาเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองอำเภอสร้างคอม ซึ่งสมาชิกในกลุ่มได้รับการรับรองแหล่งผลิต GAP กล้วยหอมทองเพิ่มขึ้น จำนวน 6 ราย และเริ่มมีการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออก

ในปี 2557 เพื่อให้การดำเนินงานของกลุ่มมีประสิทธิภาพ จึงได้จัดตั้งกลุ่มใหม่เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกล้วยหอมทองตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม มีสมาชิกทั้งหมด 40 ราย และในเบื้องต้นเกษตรกรที่มีความพร้อมในการปฏิบัติตามระบบ GAP พืช ได้ขอการรับรองแหล่งผลิต GAP พืชแบบกลุ่ม (กล้วยหอม) จำนวน 17 ราย ประกอบด้วยเกษตรกรอำเภอสร้างคอม 8 ราย อำเภอพิบูลย์รักษ์ 7 ราย และอำเภอเพ็ญ 2 ราย โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี ในสังกัดสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 จังหวัดขอนแก่น กรมวิชาการเกษตร ได้ดำเนินการตรวจประเมินการจัดการระบบควบคุมภายในของกลุ่ม การตรวจแปลงผลิตกล้วยหอมทองตามมาตรฐานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสุ่มตัวอย่างวิเคราะห์สารพิษตกค้าง

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกกล้วยหอมทองตำบลบ้านโคก ได้รับการรับรองแหล่งผลิต GAP พืช แบบกลุ่ม (กล้วยหอม) ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2558 จำนวน 17 ราย และคาดว่าสมาชิกที่เหลือจะยื่นขอการรับรองแหล่งผลิต GAP พืช (กล้วยหอม) ต่อไป

ในปี 2559 นี้ จังหวัดอุดรธานีมีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองทั้งหมด 123 ไร่ โดยแหล่งปลูกสำคัญของจังหวัดอุดรธานีอยู่ในเขตอำเภอสร้างคอม พื้นที่ 70 ไร่ ที่เหลืออยู่ในเขตอำเภอพิบูลย์รักษ์และอำเภอเพ็ญ 20 ไร่ อำเภอกุมภวาปี 23 ไร่ และอำเภอกุดจับ 10 ไร่

เทคโนโลยีการผลิตของอุดรธานี

กล้วยหอมทองของจังหวัดอุดรธานี เน้นการผลิตที่ไม่มีการใช้สารเคมี ดังนั้น จึงมีการผลิตได้ปีละ 1 รอบการผลิตเท่านั้น โดยแต่ละรอบการผลิตใช้ระยะเวลา 8-11 เดือน ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพความอุดมสมบูรณ์ของแต่ละพื้นที่ ดังนั้น เกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกลุ่มจึงมีการวางแผนการผลิตเพื่อสามารถให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี

โดยในการปลูกและการดูแลรักษานั้นจะมีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้

การเตรียมพื้นที่ปลูก : ไถเตรียมดิน 2-3 ครั้ง ใช้ระยะปลูก 2×2 เมตร ขนาดหลุมปลูก 30x30x30 เซนติเมตร รองพื้นด้วย ปุ๋ยคอกที่คลุกด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มา อัตรา 2,000 กิโลกรัมต่อไร่ ที่คลุกเคล้าด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มาสด 80 กิโลกรัมต่อไร่

การเตรียมพันธุ์และการปลูก : ปลูกด้วยหน่อกล้วยที่สมบูรณ์ มีความยาว 30-50 เซนติเมตร

การใส่ปุ๋ย : อายุ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 40-60 กิโลกรัมต่อไร่

อายุ 3 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 15-15-15 อัตรา 60-80 กิโลกรัมต่อไร่

อายุ 5 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 หรือ 8-24-24 อัตรา 80-120 กิโลกรัมต่อไร่

การให้น้ำ : มีการให้น้ำด้วยระบบน้ำหยด หรือมินิสปริงเกลอร์ โดยควบคุมความชื้นในดินที่ระดับ 80 เปอร์เซ็นต์

การตัดแต่งหน่อ : หลังปลูก 3-4 เดือน กล้วยจะเริ่มมีการแตกหน่อ ให้ตัดหน่อที่เกิดทิ้งตลอดช่วงการเจริญเติบโตจนถึงระยะก่อนการเก็บเกี่ยว ให้ตัดก่อนที่หน่อจะแตกใบเพื่อไม่ให้เกิดการแย่งอาหารจากต้นแม่ กรณีบางพื้นที่ต้องการผลิตกล้วยหอมทองมากกว่า 1 รอบการผลิตต่อพื้นที่ จะเก็บหน่อที่สมบูรณ์ไว้ 1 หน่อ ส่วนหน่อที่เหลือจะนำไปเป็นส่วนขยายพันธุ์ต่อไปหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

การตัดแต่งใบ : การตัดแต่งใบจะตัดแต่งพร้อมกับการตัดแต่งหน่อ โดยจะให้เหลือใบมากที่สุด คือ 11-13 ใบ เพื่อให้ใบช่วยพรางแสง ลดความเข้มของแสงลง ไม่ให้แสงส่องถูกผลกล้วยโดยตรง โดยไม่มีการห่อเครือ

การตัดปลี : กล้วยหอมทอง 1 เครือ จะเก็บผลผลิตที่สมบูรณ์ไว้ 5-6 หวีต่อเครือ และจะตัดปลีทิ้งเมื่อเกิดข้อต่อจากหวีสุดท้ายลงมา 3 ข้อ จากนั้นทำสัญลักษณ์ที่แตกต่างกันเพื่อกำหนดวันเก็บเกี่ยว

การกำจัดวัชพืช : กำจัดวัชพืชโดยใช้แรงงานคน 3 ครั้งต่อรอบการผลิต

การค้ำลำต้น : กล้วยหอมทองมักประสบปัญหาเรื่องหักล้มง่าย จึงต้องใช้ไม้ค้ำเครือกล้วยทุกต้น

การเก็บเกี่ยว: เก็บเกี่ยวกล้วยหอมทองที่มีความแก่ประมาณ 75-80% คือ หลังจากตัดปลีกล้วยแล้วประมาณ 55-65 วัน ทำการตัดกล้วยทั้งเครือแล้วป้องกันไม่ให้กล้วยบอบช้ำระหว่างการขนย้าย โดยการสอดแผ่นโฟมหนาประมาณ 3 มิลลิเมตร ระหว่างหวีภายในเครือ แล้วนำไปทำความสะอาด บรรจุหีบห่อและเก็บรักษา

การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว : ก่อนล้างทำความสะอาด จะแขวนเครือกล้วยไว้เพื่อป้องกันกล้วยช้ำหรือโดนกระแทก จากนั้นจึงนำเครือกล้วยมาแยกหวีออกจากกัน ล้างทำความสะอาด และเป่าให้แห้ง คัดแยกผลผลิตที่สมบูรณ์ สวยงาม ไม่มีโรคและแมลง น้ำหนักต่อลูกเฉลี่ย 120 กรัม ทำการติดรหัสแปลงที่หวีกล้วยเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนกลับ หุ้มด้วยวัสดุกันกระแทก และบรรจุกล่อง

1466045165

การจำหน่าย : เกษตรกรจะจำหน่ายให้กับทาง 7-ELEVEN ที่ความสุกแก่อยู่ที่ระดับ 80 เปอร์เซ็นต์ โดยถ้าเป็นการบรรจุ 1 ลูกต่อแพ็ก น้ำหนักเฉลี่ย 120 กรัมต่อลูก ส่วนที่บรรจุ 2 ลูกต่อแพ็ก น้ำหนักเฉลี่ย 90-110 กรัมต่อลูก

ปัญหาและอุปสรรค : เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ทำให้จำเป็นต้องมีการให้น้ำเสริมในช่วงแล้ง เพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิต จึงทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น 20%

ผลผลิต ต้นทุน และรายได้ : ผลผลิตเฉลี่ย 3,500-4,000 กิโลกรัมต่อไร่ มีรายได้ 45,500-52,000 บาทต่อไร่ (ที่ราคาขาย 13 บาทต่อกิโลกรัม) ต้นทุนการผลิต 21,700 บาทต่อไร่ มีผลตอบแทน 23,800-30,300 บาทต่อไร่ และยังมีรายได้จากการขายต้นพันธุ์กล้วยปีละ 20,000 บาทต่อไร่

ด้านการตลาด : ระหว่าง ปี 2552-2558 เกษตรกรของจังหวัดอุดรธานีได้มีการส่งออกผลผลิตกล้วยหอมทองไปยังประเทศญี่ปุ่น โดยผ่าน บริษัท Pan Pacific Food Corporation

แต่ในช่วงปลายปี 2558 เป็นต้นมา เกษตรกรได้มีการเปิดตลาดในประเทศโดยผลผลิตส่งขายให้กับ 7-ELEVEN ราคากิโลกรัมละ 12-13 บาท และในช่วงปลายเดือนสิงหาคม-กันยายน พ.ศ. 2559 ส่งออกผลผลิตกล้วยหอมทองไปยังประเทศญี่ปุ่น มาเลเซีย ดูไบ และรัสเซีย โดยการรวบรวมผลผลิตร่วมกับผลผลิตจากจังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดกระบี่ ราคาส่งออก กิโลกรัมละ 17 บาท

กล้วยหอมทองในวันนี้จึงเป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุดรธานี ตั้งอยู่ที่ 135 หมู่ที่ 2 ตำบลไชยวาน อำเภอไชยวาน จังหวัดอุดรธานี โทรศัพท์ 086-450-7503

เผยแพร่ออนไลน์ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เซียนปลูกกล้วย ชาวอุดร เผยเทคนิคผลิตกล้วยหอม เพื่อส่งออก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.technologychaoban.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...