โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

'ขับซอ' อโยธยา-อยุธยา, 'ขับเสภา' รัตนโกสินทร์ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 08 มี.ค. 2567 เวลา 11.21 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. 2567 เวลา 11.21 น.
ช่างขับหญิงกับช่างแคน, พิณ, ปี่/ขลุ่ย ร่วมกันขับลำคำคล้องจองสองฝั่งโขงในลาว เมื่อ พ.ศ.2443-2450 (ค.ศ.1900-1907 โปสการ์ดเก่าชุด Collection Raquez จาก www.Delcampe.net)

ขับเสภา มีความเป็นมาโดยสรุป ดังนี้

1.มาจากขับลำคำคล้องจอง ซึ่งเป็นการละเล่นตามประเพณีของประชาชนในดินแดนต้นทางภาษาไทย ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของจีนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว (ครั้งนั้นยังไม่มีการติดต่อสัมพันธ์กับอินเดีย) หลังจากนั้นอีกนานการละเล่นขับลำได้แตกแขนงไปต่างๆ

2.ขับซอและเล่นเพลงต่างๆ แผ่กว้างทั่วลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำสาละวิน และลุ่มน้ำเจ้าพระยา สมัยอโยธยา, อยุธยา (ต้นทางคนไทย, ภาษาไทย)

3.สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ถูกสร้างสรรค์เป็นขับเสภา (โดยไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดเกี่ยวข้องกับพิธีสวดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูของอินเดีย)

“ขับ” เป็นคำในภาษาไท-ไต-ไทย-ลาว หมายถึงร้องเป็นทำนองอย่างเสรีไม่มีกำหนดสั้น-ยาว

“เสภา” เป็นคำยืมจากภาษาสันสกฤต ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารราชการของคนชั้นสูงสมัยอยุธยาตอนต้น หมายถึงขุนนางข้าราชการ, พนักงาน, เจ้าหน้าที่ มีกิจกรรมอยู่ประจำศาลพิพากษาของวังหลวงและวังต่างๆ นอกจากนั้นยังหมายถึงสตรีมีตระกูลเป็นนางกำนัลประจำราชสำนักฝ่ายใน ซึ่งมีหน้าที่บรรเลงดนตรี-มโหรีและขับลำเห่กล่อมพระเจ้าแผ่นดินบรรทม

สรุปแล้วขับเสภาไม่ได้มาจากอินเดีย ทั้งนี้เพราะขับเสภามีต้นตออยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์ ทางตอนใต้ของจีน แล้วแพร่หลายไปลุ่มน้ำโขง, ลุ่มน้ำสาละวิน, ลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีพัฒนาการเป็นลำดับตั้งแต่ขับลำ, ขับซอ, ขับเสภา ดังนี้

1.ขับลำ

ขับลำ หมายถึงขับหรือลำตามคำคล้องจองเคล้าคลอด้วยเครื่องประโคมตีเป่า โดยเฉพาะปี่น้ำเต้าซึ่งเรียกในสมัยหลังๆ ว่าแคน เพื่อสื่อสารกับอำนาจเหนือธรรมชาติคือผีฟ้า (ต่อมาเรียกแถน)

เป็นการละเล่นในพิธีกรรมของประชาชนต้นทางภาษาไทย (หรือตระกูลไท-ไต,ไท-กะได บางทีเคยเรียกตระกูลภาษาไทย-ลาว) เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีนและต่อเนื่องทางเหนือของเวียดนาม อันเป็นหลักแหล่งของชาวจ้วงและชาวผู้ไท

ต้นทางภาษาไทย หมายถึงตระกูลภาษาไท-ไต หรือ ไท-กะได ซึ่งมีอายุเก่าแก่สุด ราว 3,000 ปีมาแล้ว อยู่บริเวณมณฑลกวางสีของจีน มีพรมแดนต่อเนื่องเวียดนามภาคเหนือ โดยทั้งหมดอยู่ใน “โซเมีย” (คือพื้นที่สูงในหุบเขาทางตอนใต้ของจีน)

2.ขับซอ

ขับซอแพร่หลายสมัยแรกๆ ทางลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำสาละวิน เป็นการละเล่นร้องเพลงทำนองต่างๆ ที่มีพัฒนาการสืบทอดจากประเพณีขับลำคำคล้องจองของประชาชนบริเวณตะวันออกเฉียงใต้ของจีนต่อเนื่องทางเหนือของเวียดนาม

[“ขับซอ” เป็นคำซ้อนในวัฒนธรรมลาวล้านช้าง-ล้านนา หมายถึงร้องเพลง ส่วน “ซอ” แปลว่าร้องเป็นทำนองเคล้าคลอด้วยเครื่องบรรเลง (ปรับปรุงจากคำอธิบายใน “พจนานุกรมล้านนา-ไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวง” พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2533)]

จากนั้นขับซอแพร่กระจายตามเส้นทางการค้าดินแดนภายในถึงบริเวณ “สยาม” ลุ่มน้ำมูล และลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง-น้ำเพชร แล้วต่อยอดเป็นลำต่างๆ (เช่น ลำส่ง, ลำสวด)

จากนั้นแตกแขนงเป็นเพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชาย (เช่น เพลงปรบไก่, เพลงโคราช, เพลงพาดควาย, เพลงครึ่งท่อน, เพลงเทพทอง, เพลงฉ่อย ฯลฯ) ในที่สุดแผ่ขยายทั่วรัฐอโยธยา (ลุ่มน้ำเจ้าพระยา) ต่อเนื่องถึงอยุธยา “ราชอาณาจักรสยาม”

ขับซอถูกยกย่องเป็นประเพณีราชสำนักกรุงศรีอยุธยา พบหลักฐานอยู่ในวรรณกรรมสมัยอยุธยาตอนต้นเรื่องอนิรุทธคำฉันท์ พรรณนาการเห่กล่อมพระบรรทมมีร้องยอพระเกียรติเคล้าคลอด้วยเครื่องบรรเลงเสียงเบาหลายอย่าง ได้แก่ พิณ (ติ่ง), ปี่ (จุ่ม), แคน, ซอ (เครื่องสาย สะกดด้วย ทร เขมรเรียกตรัว) ในกฎมณเฑียรบาลเรียกประเพณีอย่างนี้ว่า “เสภาดนตรี” (ไม่หมายถึงตีกรับขับเสภาอย่างที่เข้าใจทุกวันนี้) หมายถึงเจ้าพนักงานสตรีร้องลำนำยอพระเกียรติ

ชุมชนราษฎรกรุงศรีอยุธยามีขับซอและขับแคนในงานมงคล (เช่น แต่งงาน, ขึ้นบ้านใหม่ ฯลฯ) พบในบันทึกของลา ลูแบร์ (ราชทูตจากราชสำนักฝรั่งเศส) ว่ามีช่างขับและกรับ (ไม้ไผ่ผ่าซีกสองอัน) พร้อมเครื่องบรรเลงขับกล่อม

เพลงโต้ตอบแก้กันของหญิงชายเป็นการละเล่นไม่มีโครงเรื่องเป็นนิยาย ส่วนการละเล่นที่มีโครงเรื่องเป็นนิยายเรียกเพลงเรื่อง มีแบบแผนเริ่มด้วยบทไหว้ครู แล้วตามด้วยบทเกริ่น, บทประ (ทักทาย), บทผูกรัก (เกี้ยวพาราสี), บทสู่ขอลักหาพาหนี, บทชิงชู้ (ตีหมากผัว) แล้วจบด้วยบทลาจาก

สมัยอยุธยามีการละเล่นเรื่องขุนช้างขุนแผน ด้วยขับซอ, เพลงโต้ตอบ, เพลงเรื่อง (สมัยนั้นยังไม่มีขับเสภาอย่างที่รู้จักและเข้าใจทุกวันนี้) พบหลักฐานสำคัญอยู่ในกลอนอ่านเรื่องปาจิตกุมาร (แต่งสมัยกรุงธนบุรี) พรรณนาการละเล่นในงานพระเมรุศพท้าวพรหมทัตว่ามีเล่นเพลงเรื่องกล่าวถึงขุนแผนแค้นเคืองนางพิม (ในขุนช้างขุนแผน) และในกลอนไหว้ครูเสภาแต่งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนจะเล่นขับเสภาต้องไหว้ครูเพลงปรบไก่และครึ่งท่อน เป็นต้น

3.ขับเสภา

ขับเสภาเริ่มสร้างสรรค์แพร่หลายในชุมชนขุนนางคนชั้นนำสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่แรกสถาปนา ซึ่งเป็นการละเล่นสืบทอดประเพณีขับซอสมัยกรุงศรีอยุธยา ดังนั้นขับเสภาสมัยแรกไม่แพร่หลายในชุมชนชาวบ้านทั่วไป

ตีกรับขับเสภาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นการละเล่นสืบทอดประเพณีขับซอสมัยอโยธยา-อยุธยา จึงเป็นจารีตของคนขับเสภาที่เพิ่งมีต้องทำพิธีไหว้ครูเพื่อสร้างความมั่นใจในตนเองและให้กลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง

ครูเสภา (ของคนขับเสภา) อยู่ในประเพณีขับซอสมัยอยุธยาที่แตกแขนงเป็นเพลงโต้ตอบกับเพลงเรื่อง (เช่น เพลงปรบไก่, เพลงครึ่งท่อน ฯลฯ) ดังมีบอกใน “กลอนไหว้ครู” ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ บันทึกว่าเป็นบทเก่าที่จดจำตกทอดมา (อยู่ใน “ตำนานเสภา” พระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2460) ดังนี้

ที่นี้จะไหว้ตาครูสน เป็นนายประตูครูคนทุกแหล่งหล้า
ไหว้ครูมีช่างประทัดถัดลงมา ครูเพ็งเก่งว่าข้างสุพรรณ
จะไหว้ตาครูเหล่ชอบเฮฮา พันรักษาราตรีดีขยัน
ตาทองอยู่ครูละครกลอนสําคัญ ตาหลวงสุวรรณรองศรีที่บรรลัย
เมื่อครั้งพระจอมนรินทร์แผ่นดินลับ เสภาขับยังหามีปี่พาทย์ไม่
มาเมื่อพระองค์ทรงชัย ก็เกิดคนดีในอยุธยา
ทั้งปรบไก่ครึ่งท่อนกลอนไม่ขัด ข้าพเจ้าได้สันทัดพึ่งหัดว่าว่าไปมิใช่ไวปัญญา ครูชื่อว่ามาพระยานนท์

ขับเสภาที่ถูกสร้างสรรค์สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และคนขับเสภาสืบทอดจากคนว่าเพลงโต้ตอบฯ ยังมีพยาน คือ ครูแจ้ง (วัดระฆังฯ) แต่เดิมมีชื่อเสียงในการเล่นเพลงโต้ตอบฯ ต่อมามีเหตุให้เลิกเล่นเพลงแล้วหันไปตีกรับขับเสภาและแต่งบทเสภาขุนช้างขุนแผน จนได้รับยกย่องเป็นครูเสภาสำคัญคนหนึ่ง พบชื่อในกลอนไหว้ครูปี่พาทย์เสภาว่า “อีกครูแจ้งแต่งอักษรขจรลือ”

ขับเสภาแขกอินเดีย ไม่พบหลักฐาน

ขับเสภามาจากอินเดีย เป็นข้อสรุปอย่างเป็นทางการเมื่อนานมากแล้วของตำราไทย (กระแสหลัก) ที่ใช้อย่างแพร่หลายในหน่วยงานของรัฐและในสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ โดยอธิบายว่าอินเดียมีในพิธีสวดบูชาขับลำนำเข้ากับดนตรีสรรเสริญพระบารมีของพระผู้เป็นเจ้า แล้วเรียกขับเสภา

แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบพยานหลักฐานตรงๆ เกี่ยวกับตีกรับขับเสภาในอินเดีย มีแต่สันนิษฐานลากเข้าอินเดียไว้ก่อนเพื่อให้ขลังและศักดิ์สิทธิ์ ต้นเหตุน่าจะมาจากประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทย“แบบอาณานิคม” ที่ว่าอุษาคเนย์เป็นดินแดน
ป่าเถื่อนล้าหลัง ต่อเมื่อรับอารยธรรมอินเดียจึงเจริญเติบโตเป็นบ้านเป็นเมือง

ทางการไทยสมัยก่อนจึงคล้อยตามว่านาฏศิลป์และดนตรีของไทย รวมขนบธรรมเนียมประเพณีชั้นสูงล้วนรับนำเข้าจากอินเดีย ทำให้มีคำถากถางว่า “คิดอะไรไม่ออก บอกอินเดีย”

แต่พยานหลักฐานประวัติศาสตร์โบราณคดีที่พบในอุษาคเนย์และไทย ล้วนยืนยันว่าอุษาคเนย์และสุวรรณภูมิเป็นบ้านเมืองใหญ่โตระดับรัฐขนาดเล็กก่อนรู้จักแล้วรับอารยธรรมอินเดีย

เครื่องมือประโคมและการละเล่นหลายอย่างไม่มีในอินเดีย แต่มีเป็นสมบัติเดิมของอุษาคเนย์และไทย เช่น ฆ้อง, ระนาด, กลองทัด, ท่าฟ้อนเต้นของโขนละครและโนรา ฯลฯ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ขับซอ’ อโยธยา-อยุธยา, ‘ขับเสภา’ รัตนโกสินทร์ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...