โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

โบรกเชียร์ซื้อ OSP เป้า 17 บ. หลังกำไร Q1 แตะ 1.16 พันลบ.-มาร์จิ้นนิวไฮ

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 14 พ.ค. เวลา 03.57 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. เวลา 03.57 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1.16 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 67.2% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 8.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลประกอบการดังกล่าวดีกว่าคาดประมาณ 10%

ขณะที่หากพิจารณากำไรปกติ พบว่าเพิ่มขึ้น 40.7% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 19.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรออกมาดีกว่าคาดมาจากค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าประมาณการ โดยสัดส่วนค่าใช้จ่ายขายและบริหารต่อยอดขาย หรือ SG&A to sales ลดลงมาอยู่ที่ 21.9% ต่ำกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 23.2% และลดลงจากระดับ 24.8% ในไตรมาส 4/2568 และไตรมาส 1/2568

ทั้งนี้ การลดลงของ SG&A สะท้อนผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพกิจกรรมทางการตลาด และการควบคุมค่าใช้จ่ายให้เป็นไปตามแผนของบริษัท

สำหรับรายได้รวมในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้น 0.4% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 7.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีแรงกดดันหลักจากรายได้กลุ่มเครื่องดื่มในต่างประเทศ แม้เพิ่มขึ้น 4.9% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 38.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากยังได้รับผลกระทบจากปัญหา Import License ของรัฐบาลเมียนมา รวมถึงการปรับใช้ค่าเงินจ๊าดโดยอิงอัตราแลกเปลี่ยนตามตลาด ซึ่งอ่อนค่าลงราว 20%

อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน รายได้ต่างประเทศของ OSP จะลดลงราว 10.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ด้านรายได้เครื่องดื่มในประเทศเพิ่มขึ้น 1.0% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 11.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับอานิสงส์จากฐานที่ต่ำในปีก่อน ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทมีการปรับสต็อกสินค้า ภายหลังเปิดตัวเครื่องดื่มราคา 10 บาท ขณะที่รายได้กลุ่ม Personal Care ลดลง 5.2% จากไตรมาสก่อนตามปัจจัยฤดูกาล แต่ยังเพิ่มขึ้น 7.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะเดียวกัน อัตรากำไรขั้นต้นของ OSP ทำสถิติสูงสุดใหม่ตามคาดที่ระดับ 42.5% เพิ่มขึ้นจาก 39.5% ในไตรมาส 4/2568 และ 40.3% ในไตรมาส 1/2568 โดยได้รับผลบวกจากการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง และผลของการรวมศูนย์การผลิตที่เกิดขึ้นในปีก่อน

ทั้งนี้ กำไรไตรมาส 1/2569 คิดเป็น 31.6% ของประมาณการกำไรทั้งปี อย่างไรก็ตาม FSSIA ประเมินว่าแนวโน้มกำไรในไตรมาส 2/2569 อาจอ่อนตัวลง เนื่องจากรายได้อาจยังไม่ฟื้นตัวชัดเจนเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จากปัญหา Import License ที่ยังคงอยู่ รวมถึงผลกระทบจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์และค่าขนส่งที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทมีแนวโน้มรับรู้ต้นทุนที่สูงขึ้นเต็มไตรมาสในไตรมาส 3/2569 อย่างไรก็ตาม หากรายได้จากเมียนมากลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง อาจช่วยชดเชยผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้นได้บางส่วน

ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรปกติปี 2569 ของ OSP ที่ 3.67 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.7% จากปีก่อน และคงราคาเป้าหมายที่ 17 บาท

ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองสอดคล้องกันว่า ยอดขายไตรมาส 1/2569 ของ OSP อยู่ที่ 6.30 พันล้านบาท ลดลง 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 0.4% จากไตรมาสก่อน โดยถูกกดดันจากยอดขายต่างประเทศที่อ่อนตัว อย่างไรก็ตาม หากปรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชี ยอดขายจะเติบโต 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 8% จากไตรมาสก่อน สะท้อนภาพธุรกิจหลักที่ยังขยายตัวได้ โดยเฉพาะตลาดในประเทศ

ทั้งนี้ ยอดขายเครื่องดื่มในประเทศเพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 1% จากไตรมาสก่อน ได้แรงหนุนจากการเติบโตของทั้งกลุ่มเครื่องดื่มชูกำลังและเครื่องดื่มฟังก์ชันนัล โดยเฉพาะเครื่องดื่มชูกำลังในประเทศที่เพิ่มขึ้น 14.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 3.3% จากไตรมาสก่อน จากฐานต่ำในปีก่อน รวมถึงการเปิดตัวสินค้าพรีเมียมในช่วงไตรมาส 4/2568 ถึงไตรมาส 1/2569

อย่างไรก็ตาม เมย์แบงก์ประเมินว่ายอดขายต่างประเทศยังมีแนวโน้มอ่อนแอในไตรมาส 2/2569 จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังต่อเนื่อง ขณะที่ต้นทุนโลจิสติกส์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ส่งผลให้กำไรไตรมาส 2/2569 อาจลดลงเล็กน้อยทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและจากไตรมาสก่อน โดยบริษัทยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” OSP ให้ราคาเป้าหมาย 15.10 บาท ทั้งนี้ OSP มีกำหนดจัดประชุมนักวิเคราะห์ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2569

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...